ฝึกตน ฝึกจิต ทำหน้าที่ของความเป็นคน

สองวันกับหนึ่งคืน ณ สถานปฏิบัติธรรม วัดป่าสิงห์สุทธาวาส ต.โพสังโฆ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ฉันและเพื่อนๆญาติธรรม จำนวน ๕๙ คน ได้มีโอกาสพักสมอง และฝึกจิต โดยความกรุณาของ ดร.มะลิ วิมาโน  กลุ่มงานยุทธศาสตร์  สสจ.สระบุรี   ที่จัดโปรแกรมนี้ขึ้นมา

            ตลอดช่วง สามถึงสี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานราชการโดยเฉพาะสาธารณสุขเรา พยายามผลักดันให้ เกิดชมรมจริยธรรมขึ้น   ตัวฉันเองก็รู้สึกว่า พวกเราพูดถึงและสนใจปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น ต่างจากเมื่อตอนฉันเรียนจบใหม่ๆ ที่ หากใครพูดเรื่องธรรมะ จะถูกมองว่าเป็นคนโบราณ แต่สมัยนี้ พวกเรามีความสุขที่ได้คุยกันในเรื่องนี้  ไม่รู้ว่าเป็นด้วยวัยหรือด้วยสังคมแวดล้อม หรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ  แต่นับว่าเป็นสิ่งที่ดีดี ที่เราเริ่มค้นหาตัวตน หลังจากที่ใช้ชีวิต อยู่กับกองทุกข์ แต่หลงว่าเป็นสุขมาตั้งนาน

            โดยส่วนตัวแล้ว ยังไม่ได้เข้าถึงธรรมะมากมาย และยังระงับอารมณ์ ในยามที่มีสิ่งแปลกปลอมมากระแทกใจได้ไม่มากนัก  แต่ก็รู้สึกว่า เมื่อถูกกระทบจนจิตตก เราสามารถดึงกลับมาสู่ปกติได้เร็วกว่าแต่ก่อน  และตั้งใจว่า เมื่อมีโอกาสจะรีบฉวย เก็บเกี่ยว การฝึกปฏิบัติให้มากที่สุด

            การปฏิบัติธรรมในรอบสองวันที่ผ่านมานี้ก็เช่นกัน   ชมรมจริยธรรม สสจ.สระบุรี ได้จัดขึ้นเพื่อสร้างแกนนำชมรมจริยธรรมของแต่ละ โรงพยาบาล ,สสอ.  ซึ่งฉันไม่ได้เป็นแม้แต่สมาชิกชมรมนี้ด้วยซ้ำ  อาศัยว่าใช้ลูกตื้อ และลูกหยอด  ออดอ้อนกับพี่บิ๋ม ประธานชมรมคลายเครียดของโรงพยาบาล  เล็กน้อย 

“พี่บิ๋มคะ ได้ข่าวว่า สสจ.จัดปฏิบัติธรรม หนูอยากไปด้วยจังเลย ขอหนูไปด้วยได้มั้ยคะ?”

“จ๊ะ อยากไปจริงๆ เหรอ เดี๋ยวพี่ลองโทรถาม ดร.มะลิ ดูก่อนนะ ว่าขอเพิ่มโควตาได้หรือเปล่า”

แล้วพี่บิ๋ม ผู้น่ารัก ก็จัดการเรียบร้อยเสร็จสรรพ กลับมาแจ้งข่าวดี ว่า โอเค

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ฉันมองว่าอาจเป็นโชคดี หรือมีบุญเก่า ทำให้เรามีโอกาสได้ร่วมงาน หรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามร่วมกัน และหัวหน้างานของฉันก็ใจดีมาก อนุญาตให้ฉันได้ไปปฏิบัติธรรมด้วย คนที่บ้านก็ยินดีที่จะดูแลเด็กๆ ทำให้ฉันไปด้วยความสบายใจ

            ฉันเคยปฎิบัติธรรมมาจากหลายสำนัก และหลายๆ วัน แต่ละครั้ง ความตั้งใจ และเหตุผลแตกต่าง แต่รอบนี้ ฉันตั้งใจแต่ต้นแล้วต้องทำให้ดีที่สุด เพราะกำลังอยู่ในจังหวะชีวิตที่ค่อนข้างลงตัว  ทั้งภาระงาน ภาระครอบครัว และสภาพจิตใจ  แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  ก่อนหน้าที่ฉันจะเดินทางไป  กลับมีเรื่องกระทบใจอย่างค่อนข้างรุนแรง  จิตเริ่มตก แต่ฉันลองตรองดูอีกที อาจเป็นมารที่ลองผจญ  ฉันจึงค่อยๆ ดึงใจกลับมาตั้งที่เดิม

ในวันแรก หลวงพ่อวัดป่าสิงห์สุทธิวาส ท่านได้นิมนต์ เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี จากวัดพระนอนจักรสีห์ มาเทศน์  เวลาแค่ ๓๐ นาที ที่ท่านเทศน์ เป็นการเทศน์ที่จับใจ และลึกซึ้ง  และบางตอน ช่างตรงใจของฉันจริงๆ

“ คนพาล คือคนไม่รู้โลกตามความเป็นจริง ไฉน เราต้องใส่ใจ คนที่ทำให้เราโกรธ  เมื่อเขาโกรธ แสดงว่าเขามีความทุกข์ เมื่อเขาด่า พูดจาระหายหู เขาได้โยนกองทุกข์ใส่เราแล้ว   เราต้องไปรับกองทุกข์ของเขาทำไม   ยิ่งเขาทำให้เราโกรธ เราหลงไปโกรธอย่างความต้องการของเขา เขายิ่งสะใจ  ขอให้เราปล่อยมันทิ้งไปตรงนั้น”

ท่านได้เทศน์ เรื่องคุณค่าของพระธรรม ที่เป็นเครื่องออกจากทุกข์   เครื่องดับกิเลส  และชี้ให้เห็นว่า ออกจากทุกข์ ดับกิเลสได้อย่างไร

            เป็นบุญของฉันนัก ที่ทำให้ฉันได้มีโอกาสฟังธรรมะดีดี อย่างนี้  ลำพัง การอ่านหนังสือ ศึกษาด้วยตัวเอง ก็ได้ความรู้เช่นกัน แต่โอกาสที่จะมีใครมาอธิบายขยายความ และชี้ชัดเช่นนี้ย่อมหาได้ยาก 

            สองวันหนึ่งคืน เป็นช่วงเวลาที่ สมองปลอดโปร่ง และตัดกังวลใดๆ  ฉันมีความสุขใจ ฉันได้ยิ้มน้อยๆ ในใจ  แต่ฉันก็ไม่หลงเพ้อ เพียรระวังใจมิให้สุขเกินไปนัก  ในเมื่อเรามีกรรมเป็นกำเนิด ก็ต้องใช้กรรมและหมั่นสั่งสมบารมีให้มากขึ้น 

อยู่ให้ง่าย ทำชีวิตให้ง่าย ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเป็นสิ่งที่ฉันคิดได้ในตอนนี้ และจักเพียรฝึกจิตต่อไป

บุญกุศลใดๆ ที่ฉันได้ทำไป ขออุทิศให้ ตัวฉันเอง บิดา มารดา คนในครอบครัว ญาติ พี่น้อง เทวดา ภูมะ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมโลก เจ้ากรรมนายเวร  และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บตายร่วมกัน ขอจงอนุโมทนารับบุญร่วมกันเถิด

 

ขออภัยที่ไม่ได้นำภาพมาฝาก เพราะรอบนี้ ไปแต่ตัว ไม่ต้องการให้พะวงกับทรัพย์สิน สิ่งใดใด แต่ถ้า ดร.มะลิ ส่งภาพมาให้แล้วจะเอามาลงนะคะ