เมื่อวาน ๒๐ พย ๕๒  ได้มีโอกาส  ไป บรรยายที่  KU Home ให้ กลุ่ม บ ปัญญากรุ๊ป (Panya Group)   ลาดพร้าว   

(บน) เห็น ท่าน อาจารย์ ดร ประพนธ์ ไหม    ซ้ายสุด 

ดีใจที่ได้เจอ ดร ประพนธ์ และ ทีมงาน     ท่านน่ารักมาก   ตอนเลิกงาน ยังช่วยผมเก็บของอีกต่างหาก

****************

สรุป บรรยาย  เท่าที่ จำได้

๑)   หลังปี พศ ๒๓๒๕  ปลายกรุงธนบุรี     โลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (Industrial era)    ทุกอย่างเร่งรีบ   เป็นลักษณะ "หยาง"  ( แข็ง เร่ง ร้อน ผู้ชาย วิศวกร ฯลฯ  )  ขาด สมดุล เพราะ ความเป็น หยิน (อ่อนโยน ช้า เย็น ผู้หญิง ศิลปะ ฯลฯ)ไปมาก

เล่าเรื่อง Gen X และ Y ให้ฟัง  ว่า พวกเรา ผู้บริหารแก่แล้ว  เราเคยเก่ง  แต่โลกเปลี่ยนไปนะ  

๒)  เมื่อ "หยาง"  เข้ามาบริหารองค์กรต่างๆ      ทำให้  เร่งรีบ  เครียด  ห้วนๆ  พูดจาไม่มีศิลป์   จริงใจแต่ดูแห้งแล้ง  ฯลฯ    งานได้ผลคนเสียหาย 

แบ่งงานออกเป็น ส่วน แผนก ฝ่าย ฯลฯ  เกิดความแตกแยก   เล่นพวก  ฯลฯ  

การรับน้อง ก็ทำให้ รักแต่ หมู่คณะของตน  ไม่รักเพื่อนมนุษย์  ฯลฯ

๓) การศึกษา แบบ "รู้ลึกโง่กว้าง"  ผลงาน ของ มหาวิทยาลัยไทย  น้อยมาก  หาเด่นๆได้ยาก     องค์กรต่างๆ อย่า ไว้ใจบัณฑิตไทย   จงสร้าง ระบบเรียนรู้ของตนเอง

๔) HR สมัยใหม่   ไม่ดู เกรด สถาบัน วุฒิ ฯลฯ  แต่ จงดู "จิตอาสา"

วันสัมภาษณ์  เป็นวันที่โกหกได้มากที่สุดในชีวิตของคนๆหนึ่ง

เอาคนแบบไหนไปสัมภาษณ์ จะได้ คนแบบนั้นมา  ผลคือ  เกิด หน่วยงานที่มีนิสัยเชิงเดี่ยว  คือ คิดเหมือนกัน นิสัยเดียวกัน   หมีก็หมีกันหมด   อินทรีก็อินทรีกันหมด  ฯลฯ  ไม่เกิด การผสมผสานของนิสัยผู้คน ( ผู้นำ ๔ ทิศ)

 

๕)  องค์กรแบบ "หยาง"  จะวิ่งหนีธรรมะ   เพราะ พิสูจน์ไม่ได้  กลายเป็นงมงายในวิทยาศาสตร์ และ ศาสนา  (เมาบุญ)

ฉลาดแต่ไม่เฉลียว    เข็มขัดสั้น

๖)  คำว่า "คุณภาพ คือ ลูกค้าพอใจ" ดูจะ หยางมากๆ   ทำให้องค์กรได้กำไรแต่แม่ธรณีขาดทุน      ลูกค้าได้ใจ ทรัพยากรธรรมชาติก็หมดเร็วเท่านั้น

๗) ผู้นำสมัยใหม่   ไม่ออกคำสั่ง  แต่ใช้  การเล่าเรื่อง (Storytelling)     เรื่องนี้ ต้องเชิญ  ดร ประพนธ์   ท่านมาสอนก็แล้วกันนะ

๘) บริษัท   อย่าง  KTC (กรุงไทย)   บ NOK (บางปะอิน)   บ Sunfood (วังม่วง)   บ SCG ฯลฯ  ได้ ปรับเปลี่ยน องค์กรไปมากมาย  เพื่อ ให้ สมดุล "หยิน หยาง"     โดย หยิน คือ Soft side management

ทำองค์กรให้  งานได้ผล คนก็พัฒนาด้วย   เป็น Happy workplace  เป็น องค์กรวิถีพุทธ  เป็นองค์กรยั่งยืน   องค์กรเรียนรู้  องค์กรมีชีวิต ฯลฯ ตามแต่จะเรียก

เราเรียน วิศวะ กันมาเยอะ  เรามี หยางสมบูรณ์แล้ว  หันมาเพิ่ม หยิน    ก็จะสมบูรณ์แบบ   ขอย้ำว่า   "ไม่ได้บอกให้โยน หยางทิ้งนะ  แต่ ให้เพิ่ม หยิน"

๙) ปัญญามี ๓ ฐาน  คือ ฐานกาย ใจ และ คิด    แต่  เราใช้กันแค่ ฐานเดียว คือ คิดๆๆๆๆ

ระบบการศึกษา ยุคหยาง    สอนให้คิดๆๆๆๆ  โดย ไม่พัฒนา ฐานกาย  และ ฐานใจ

ฐานกาย  ใช้ การ Sensing  ไม่ใช้ thinking

ฐานใจ ใช้ Feeling  แต่  ใจเป็นนามธรรม  จะรู้ว่า ใจดีไม่ดี จิตเกิดอาการ  ก็ต้อง ใช้ กายเป็น ตัว Sensing ให้

ฐานคิด   ถ้า  คิดแบบ ใจไม่ปกติ กายไม่ผ่อนคลาย  ก็จะเป็น ความคิดแบบเฉโก ( พระอาจารย์พุทธทาส  เรียกว่า คิดแบบมีตัวกูของกู)   ซึ่ง   ระบบการศึกษา สร้าง "เฉโก" ออกมา อาละวาด เป็น CEO มากมาย   ผู้นำแบบเฉโก มีมากมายจริงๆ

๑๐) ในอนาคต  เป็นโลก ของ ผู้หญิง (หยิน) มากขึ้น    หลายโรงงาน  ลดการจ้าง ผู้ชายลง      ผู้ชายมีแนวโน้ม ติดการพนัน บ้าบอล กินเหล้า  สูบบุหรี่  เที่ยวผู็้้้หญิง  ไม่อดทน  มีแต่ แรงกาย   ไม่ละเอียด  หยางมากไป   โมโหง่าย  โกรธใครแล้วคืนดีกันยาก อาฆาตแค้นยาวนาน  ใจแคบ  วางมาดเยอะ  บ้ากาม ขี้หลี ฯลฯ

ในองค์กร ควรมีสัดส่วน ชายหญิง ที่สมดุล   ออกไปทาง หญิงๆ หน่อย ก็จะดี  เพราะ เครื่องจักรต่างๆ ในโรงงานเป็นหยางอยู่แล้ว  

เหลือแต่ ผู้ชายที่นิสัยดีจริงๆ   หญิงร้ายก็ไม่เอา (ตอแหล อิจฉา อ่อนแอ คุยๆๆๆ  กลัว ไม่เด็ดขาด ฯลฯ)

การบริหารสมัยใหม่ เน้น  KBI (Key Behavior Indicator) มากกว่า KPI (Key performance indicator)    แต่ CEO มากมาย  ก็  ชอบ วัดผลแบบหยางๆ   เอาดัชนีวัดผลงาน  ทำทำลาย ทุนทางนามธรรม (ทุนทางใจ เครือข่าย ความร่วมมือ สามัคคี ทุ่มเทใจให้   สติปัญญา ฯลฯ)   ย่อยยับไป  

๑๑) อปริหานิยธรรม   เป็นธรรมสำคัญ  ได้แก่   การ Dialogue (โสเหล่) บ่อยๆ   ตรงเวลา  อย่ารังแก คนแก่ ผู้หญิง และ สิ่งที่ควรเคารพบูชา    ดูแลพระอรหันต์ด้วย

อปริยหานิยธรรมนี้ ช่วย องค์กร ได้ ทุนทางนามธรรม (Intangible capital) ได้มาก

พวกหยาง จะเน้นแต่ ทุนทางเงินๆๆๆๆๆๆๆ   ซึ่งโหด แห้งแล้ง เกินไป

พวกหยิน จะเน้น ทุนทางนามธรรม    ซึ่งถ้า สมดุล หยินหยาง   โลกนี้จะน่าอยู่  

๑๒)   คนไทย  ชอบ บอกว่า  "คิดก่อนพูด"

ผมบอกว่า  มันก็ถูก  แต่ ไม่ถูกทั้งหมด  อย่างน้อยก็ดี กว่าพวก พูดแบบไม่คิด

คิดก่อนพูด   ทำให้ หลายคน ไม่ยอมพูด  กลัวโดนด่า  กลัวคนแซวว่าโง่    สังคมไทย พังเพราะ สันดาน  แซวกัน เบิ้ล ทับถมกัน หัวเราะกัน   ฯลฯ

ก่อนคิด  ให้ ย้อนลงไปดู  ใจว่าโล่งไหม   กายผ่อนคลายไหม

หาก กายใจไม่ปกติ   ก็จะคิดแบบเฉโก

กายผ่อนคลาย จิตว่างๆ   จึงจะคิดได้  พูดได้นะ   เพิ่ม ขั้นตอน ดูกาย ดูจิต  ลงไปก่อนคิด ก่อนพูด จะดีมากๆเลยนะ 

**********************

ดู  หนัง 2012 หรือยัง   ผมยังไม่ดู  เพราะ อีก 3 ปี  ก็ได้เห็นแล้ว  

เรื่อง น้ำท่วมโลก พิบัติของโลก  ผม อยากให้นึกถึง  "ยางอะไหล่หลังรถยนต์" (Spare tire)   

ทำไมเราไม่เอามันออกไป ในเมื่อ ซื้อมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยใช่ล่ะ  ---->  ก็เพราะ ว่าเราไม่อยากเสี่ยง  เราต้องเตรียมพร้อม  ไม่เกิดเรื่องก็แล้วไป

น้ำจะท่วมโลก หรือไม่  ผมไม่รู้  แต่  การเตรียมพร้อมก็ต้องมี   ต้องแทง"กั๊ก"เอาไว้ก่อน

เตรียมพร้อมที่ "ใจ"  สะสม กำลังสติ  เป็น ยางอะไหล่  เอาไว้นะ   อย่าประมาทนะ

ถึงน้ำไม่ท่วม   แต่ ถล่มแม่ธรณีกันซะขนาดนี้    ผู้บริหาร นักการเมือง แตกแยกกันซะขนาดนี้    หากน้ำไม่ท่วม  ก็สงคราม หรือ แห้งแล้ง  ก็ได้นะ    

ฝึกสติ เป็น อะไหล่ไว้ก็ดี แต่ จะดีกว่า  จงฝึกสติเป็นอาชีพไปเลย  ฝึก ทั้งวัน   ก่อนนอน ดูลมหายใจ หลับที่ พุธ หรือ โธ   ตื่นขึ้นมา หายใจเข้าหรืออก ก็ให้รู้

เดิน นั่ง ยืน นอน ฯลฯ สร้างสติ ตัวรู้ๆๆๆๆๆ ไว้เยอะๆ

ทำงานไปด้วย  ดูจิตไปด้วย  นี่ก็คือ ฝึกสติ