เอาละเช้านี้มาต่อกันเรื่องที่ค้างคาอยู่เมื่อวาน เพราะบางคน(บางคน)เกิดสงสัยขึ้นอีกแล้ว แต่ใครไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว เพื่อความเชื่อมโยงกัน ลองอ่านตอนที่แล้วก่อนนะขอรับ http://gotoknow.org/blog/12121200/314756 ที่บอกว่าเรื่อง..ควร..หรือ..ไม่ควร..นั้นในพระพุทธศาสนาวางหลักเกณฑ์ สำหรับพิจารณาตัดสินไว้ สามประการด้วยกัน คือ ยถาลาภะ...ควรแก่ฐานะ ยถาพละ...ควรแก่สมรรถภาพ ยถาสารุปปะ...ควรแก่ศักดิ์ศรี ประการแรกที่ว่า ยถาลาภะ ควรแก่ฐานนะนั้นคือ เราต้องคำนึงถึงตัวเราว่าเราอยู่ในฐานะเช่นไร เป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อยเป็นอาทิ เพราะบางสิ่งนั้น มันไม่สมควรกับฐานะที่เราเป็นอยู่เช่นง่ายๆว่า เราเพิ่งเข้าทำงานวันแรกแต่อยากจะเป็นหัวหน้าโดยที่ความรู้ประสบการณ์ ก็ไม่มี อย่างนี้ก็เกินฐานะที่ตนเองจะได้ เพราะหากได้มาก็คงบริหารจัดการไม่ได้ หรืออาจไม่ดีเท่าทีควรทุกข์ก็มาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย คนที่ขาดความพอใจยินดีตามควรแก่ฐานะ มักเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงคิดแต่เด่นคิดแต่ได้อย่างเดียว ไม่คำนึงถึงฐานะที่ตนพึงมีพึงได้ ท้ายที่สุดก็เป็นที่รังเกียจของสังคมไป ประการที่สองที่ว่า ยถาพละ ควรแก่สมรรถภาพนั้น คือควรแก่กำลังความสามารถของตน เพราะกำลังความสามารถของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน จะเป็นกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ วาสนา บารมี กำลังทรัพย์ หรือแม้แต่กำลังความดีงาม ดังนั้นสิ่งที่แต่ละคนควรได้จึงมีไม่เท่ากัน บางสิ่งเหมาะแก่ความสามารถของคนหนึ่งที่จะได้ แต่ไม่เหมาะแก่อีกคน เพราะกำลังความสามารถยังไม่ถึง เพราะความอยากมันทะลุมิติ ความทุกข์จึงเกิดขึ้น คนที่ขาดความพอใจยินดีตามควร แก่กำลังความสามารถตนนั้นเขามักคิดอะไรง่ายๆ อยากได้เหมือนกับคนอื่นชอบตีตนเสมอท่านดูถูกดูหมิ่นคนอื่น ผลที่ออกมาก็อย่างที่เห็นๆกันในสังคมปัจจุบันมากมาย ประการที่สามที่ว่า ยถาสารุปปะ ควรแก่ศักดิ์ศรีนั้น คือบางสิ่งบางอย่างเมื่อดูกันตามควรแก่ฐานะและตามควรแก่สมรรถภาพของตนแล้วก็ควรที่จะได้ แต่...ถ้าหากพอใจยินดีกับสิ่งนั้นๆแล้วจะเสียศักดิ์ศรี นั่นคือต้องเสียศีลธรรมในตัวไป เสียความยุติธรรมไป เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไป ดังนั้นคนที่ขาดข้อนี้ไปจะลุแก่อำนาจมักมาก เป็นคนเห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดๆทั้งสิ้น ท้ายที่สุดอาจเป็นคนขายชาติไปก็เป็นได้??????????????????? ลองพิจารณาดูตั้งแต่ต้นแล้วคำว่า..พอ..ไม่พอ..ควร..ไม่ควร.. เราก็สามารถแยกแยะได้อย่างแน่นอน แล้วเราจะเข้าใจ เข้าถึง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พ่อหลวงของเราได้ตรัสไว้ เพราะคำว่า..พอเพียง..หรือเพียงพอ..นั้น ศาสดาของพระพุทธศาสนาตรัสไว้ ๒๕๐๐กว่าปีมาแล้ว.. หากเข้าใจ เข้าถึง ก็สามารถพัฒนาได้ จะไม่ต้องทวนกระแสปรัชญาพอเพียงอย่างที่เห็นๆกันอยู่ ธรรมะสวัสดีขอรับ..
ครูหลายท่าน ถูกสอบวินัยเพราะใช้จ่ายเงินตัวครับ
ผู้บริหารหลายท่าน ไม่มีความสงบสุขในชีวิต เพราะใช้จ่ายเงินเกินตัวเช่นกัน
ขอบคุณครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ลองพิจารณาดูตั้งแต่ต้นแล้วคำว่า..พอ..ไม่พอ..ควร..ไม่ควร..
เราก็สามารถแยกแยะอย่างแน่นอน
แล้วเราจะเข้าใจ เข้าถึง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พ่อหลวงของเราได้ตรัสไว้
เพราะคำว่า..พอเพียง..หรือเพียงพอ..นั้น ศาสดาของพระพุทธศาสนาตรัสไว้ ๒๕๐๐กว่าปีมาแล้ว..
หากเข้าใจ เข้าถึง ก็สามารถพัฒนาได้ จะไม่ต้องทวนกระแสปรัชญาพอเพียงอย่างที่เห็นๆกันอยู่
สาธุ
กราบนมัสการเจ้าค่ะ
พอ...ไม่พอ ควร...ไม่ควร คงไม่ได้ใช้เฉพาะกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเดียว
หากนำมาพิจารณา ปรับใช้แล้ว...นำมาซึ่งการขัดเกลา พัฒนาระดับจิตใจ
เพื่อลดความโลภ ความอยากลงได้
สาธุเจ้าค่ะ
หากเข้าใจ เข้าถึง ก็คงนำไปสู่กระบวนการพัฒนาใจได้อย่างงดงามเลยขอรับ..
สาธุๆๆ..
กราบนมัสการพระอาจารย์..มารับพรปีใหม่ค่ะ...แต่ก่อนที่จะรับควรให้ก่อนค่ะ..
กราบนมัสการปีใหม่ค่ะ...
สาธุๆๆ
กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
ขอนำความรู้ดีๆ ที่ที่ท่านกรุณานำมาเขียนนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันครับผม
เห็นด้วยกับพระอาจารย์มหาอย่างยิ่งครับ