ชีวิตภายใต้รั้วกรมท่า-ขาว

 

 

       
ฟังวิทยุออนไลน์ ที่ izeemusic                                    

                       

        กรมท่า-ขาว คือสีประจำโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี  โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด  6 ปีในรั้วกรมท่าขาว  ฉันได้รับประสบการณ์มากมาย ไม่ต่างจากโรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา ตอนชั้นประถม... บรรยากาศของโรงเรียนในเมือง  วิธีการเรียนต่างไปจากเดิม  คือเรียนเป็นรายวิชา คาบละ 50 นาที อาจารย์สอนประจำวิชาของตัวเอง ทุกวิชาฉันเรียนไปได้ด้วยดี...โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ เหมือนกับเพื่อนที่อยู่ในเมือง  จริงๆ แล้วก็อยากเรียนอยู่นะ.. แต่แม่ไม่มีเงินมากพอที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม...ฉันก็อยากเรียนพิเศษ... เพราะกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน ฉันมีเหตุผลพอที่ใจก็ไม่เคยทุรนทุรายดิ้นรนจะเรียน  ด้วยนึกว่า....”แค่อยาก”  ไม่เรียนก็ไม่เห็นตาย..อ่านเองก็ได้  อาศัยอ่านให้มากขึ้นกว่าเดิมหน่อย ศัพท์ภาษาอังกฤษก็ท่องให้ได้คำใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน... วิชาเลขที่มันอยาก ก็ให้พี่รัตน์ติวให้... จะแคร์อะไรกับการเรียนพิเศษ....ไม่ต้องกลับบ้านจนค่ำ  ได้ใช้ชีวิตอิสระในตอนเย็น ได้วิ่งเล่น กระโดนโลดเต้น นุ่งกระโจมอกเล่นน้ำ ตีโปร่งลอยคอเล่น  อยู่กับธรรมชาติ  นั่งอ้อยอิ่ง..คุยกันที่ริมตลิ่งก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน  มีความสุขดี ไม่ต้องดิ้นรน

        จากนั้นก็กินข้าวกับแม่อุ๊ย  กับแม่  บ้างวันป้าลัดดาก็ตักแกงให้พี่รัตน์เอาให้ นั่งล้อมวงกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา... มีความสุขจะตาย

        เพื่อนๆ อยู่ในเมืองเขาต้องเรียนพิเศษ กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำ... เขาไม่มีโอกาสเห็นตะวันที่ค่อยๆ ลับจากท้องฟ้า ดวงกลมโต เหมือนไข่เค็มไชยา ที่สามารถมองความสวยงามของดวงตะวันได้โดยไม่ต้องทำตาหยี๋...น่าเสียดาย และน่าสงสารที่ถูกยัดเยียดแต่วิชาการ สมองมีแต่คำศัพท์ กฎ สูตร โอ๊ย!  จำไม่หวาดไม่ไหว สมองไม่มีที่ว่างให้ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้ นก แมงปอ ผีเสื้อแสนสวย ฉันโตมาจึงไม่ค่อยชอบ และค่อนข้างแอนตี้การกวดวิชา..”

 

        ที่ อ.ณ. สมกับที่เป็นโรงเรียนสตรี  อาจารย์ปรุงจิตร ท่านจะเป็นผู้ที่เข้มงวดกับนักเรียนมากๆ  ทุกเช้าพวกเราต้องฝึกกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์  ใครก้นกระดกละก็ จะต้องโดนไม้เรียวหวดก้น เล่นเอาผวา ฝึกไหว้อย่างสวยงาม ฝึกมารยาทไทยให้สมกับการเป็นกุลสตรี  ใครไม่ใส่เสื้อซับใน จะโดนอาจารย์ดึงเสื้อชั้นในออกมาให้มากที่สุดแล้วปล่อยให้มันกระทบกับผิวดังเปี๊ยะ...แสบไปหลายวัน..ฉันไม่เคยโดนหรอก พี่เขาเล่าให้ฟังว่าแสบไปถึงทรวงเลย...ฮา 

        เพื่อนในกลุ่มของฉันเป็นที่รักของอาจารย์แทบทุกคน.. เพราะชอบเสนอหน้า ขันอาสาทำกิจกรรมทุกๆ อย่างที่โรงเรียนจัดขึ้น สมัยนี้เขาเรียกว่า “มีจิตสาธารณะคงใช่แล้วมั้ง”  พวกเราช่วยโรงเรียนทุกอย่าง กีฬาสี เชียร์ แปลอักษร ทำมาแล้วทั้งนั้น เสริฟอาหารร้านของโรงเรียนในงานกาชาด  ช่วยทำงานอาหารในครัว  ล้างชาม รับฝากรถ โบกรถ  พอลูกค้าเบาๆลง  ไม่ยุ่งมากก็ขออนุญาตอาจารย์ไม่ดูดนตรีวงสตริงที่ดังๆ ในยุคนั้น จำได้ว่ามีวงแกรนเอ็กซ์ คีรีบูน ดิอินโนเซ้นต์  ฟอร์เอฟเวอร์ และวงอะไรน๊า! ที่เล่นหนังเรื่องวันวานยังหวานอยู่ กับ อรพรรณ  พานทอง โห...พวกเรากรี๊ดพี่ๆ กันสนั่น ตามประสาวัยรุ่น....

        ใครๆ ก็กลัวฝ่ายปกครอง ยุคนั้นใครอย่าได้โดนเรียกเข้า 213 เลยเชียว ห้องปกครองค่ะ อาจารย์พจน์  สีฟ้า เป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองที่เฮี๊ยบมากๆ  แต่พวกฉันกลับสนิทกับอาจารย์พจน์ และอาจารย์ทุกท่าน นั่นเพราะพวกเราแม้จะเป็นจอมเฮี๊ยว  แต่ไม่ สิบเอ็ด ร.ด. ชอบฮาๆ ซุกซน แต่ไม่เคยเสียการเรียน...

        ผลการเรียนของฉันดีเกินคาด ฉันได้รับเกียรติบัตรเรียนดีของสายชั้น รับจากผู้ว่าราชการจังหวัดในวันไหว้ครู....ฉันทำได้ ฉันไม่ต้องเรียนพิเศษ และฉันก็ไม่เคยทิ้งกิจกรรมของโรงเรียนเลย  แม่ กับแม่อุ๊ยภูมิใจในตัวฉันเป็นที่สุด

        และแล้ว วันที่จะต้องจบจากรั้วกรมท่า-ขาว ก็มาถึง ฉันติดโค้วต้า วิทยาลัยครู (วค.) และโควค้า มช. ทั้ง 2 สถาบัน ฉันบอกแม่ว่าไม่โควตา วค. เพราะฉันอยากไปเรียน มช. ฉันโกหกแม่เป็นครั้งแรกในชีวิต  ฉันเตรียมตัวเดินทางเพื่อไปรางานตัว คืนนั้นรถไฟเที่ยว 5 ทุ่ม... แต่แล้วฝันของฉันก็สลาย  ความลับแตก  ตอนทุ่มกว่าๆ  มีลูกค้ามารับชุดที่แม่ตัด แม่ไม่มีเงินทอน จึงไปแลกเงินที่ร้านของน้ำแข็ง ซึ่งลูกสาวเขาเป็นเพื่อนห้องเดียวกับฉันชื่อ พัทยา

      “น้องพัทไปเชียงใหม่หรือเปล่า จุ๋มจะไปคืนนี้แล้ว”  

      “อ้าว!...จุ๋มได้โควตา วค.ด้วยนี่คะ ได้ที่ 1 ด้วย จุ่มสละสิทธิ์หรือค่ะแม่...”

        แม่เดินกลับมาถึงบ้านทอนเงินให้ลูกค้า... แล้วหันมาถามฉัน “ทำไมต้องโกหกแม่ว่าไม่ติด วค.  ล่ะ!...รู้ไหม.. เงินหมื่นยังไม่มีติดบ้าน ถ้าหนูไปเรียน มช. วันนี้แม่อาจหาเงินให้ได้  แล้วต่อไปถ้าไม่มีเงิน แม่หาไม่ทัน.. เรียนไม่จบลูกจะทำอย่างไร? ...”  ฉันนิ่งไม่ตอบ...น้ำตาเจ้ากรรมมันไหลนองหน้า 

 “แม่ไม่ให้ไป...เรียนบ้านเรานี่แหละ...ตั้งใจเรียนเสียอย่างยังไงก็ไม่ตกงาน..เอากระเป๋าไปเก็บข้างบนเสีย ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น...”

        ฉันสะอื้นทั้งๆ ที่พยายามสะกดมันเอาไว้ รู้สึกว่าสะอื้นจนตัวโยน  แต่ไม่พูดอะไรเลย... ฉันนอนร้องไห้ทั้งคืน  ทั้งวัน ไม่ทานข้าว ดื่มแต่น้ำทั้งอาทิตย์ ไม่พูดกับใคร... แต่...เวลา ช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นจริงๆ  ฉันเริ่มคิดถึงคำพูดของแม่ “ถ้าวันไหนแม่หาเงินไม่ได้ เรียนไม่จบแล้วอะไรจะเกิดขึ้น...”  ใช่ซิ แม่เลี้ยงฉันมาคนเดียว...ฉันเป็นลูกกำพร้า.. แม่ก็พึ่งเปิดร้านเป็นของตัวเอง จากที่เคยเป็นลูกน้องเขา  เงินที่มีก็ลงทุกซื้อจักร และอุปกรณ์เกือบหมดแล้ว... แล้วฉันยังจะสร้างภาระให้แม่อีกหรือ...

      

 “แม่จ๋า.... หนูขอโทษค่ะ ตลอดเวลา 1 อาทิตย์ที่หนูทำตัวไม่ดี ทำให้แม่เสียใจ...หนูจะเชื่อแม่ ไม่ดื้อกับแม่อีกแล้ว”   เรากอดกันร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้ที่เป็นไปด้วยความรักและความเข้าใจกัน  ฉันตัดสินใจเรียนที่ วค.อุตรดิตถ์ และเลือกเรียน แค่ 2 ปี (ปกศ.สูง) และฉันจะหางานทำ แล้วค่อยเรียนต่อปริญญาตรี แบบเรียนไปทำงานไป   ฉันคิดไว้อย่างนั้น ฉันจะส่งตัวเองเรียนให้จงได้...

         สิ่งที่ฉันจำไม่ลืมและปลื้มใจเป็นที่สุด  เมื่อฉันมีลูกแฝด ย้ายกลับมาทำงานที่บ้าน ท่าน ผอ.สุวพิศ  ก้อนบาง และผอ.ศิรพร ก้อนบาง (ผอ.รร.เฉลิมขวัญสตรี ท่านเป็นน้องสาว ผอ.สุวพิศ  ตอนที่ฉันเรียนที่ อ.ณ. ท่านเป็น รองฝ่ายวิชาการ) ท่านทั้งสองผูกข้อมือให้ลูกสาวฝาแฝดตั้งแต่อายุ 1 เดือน และอวยพรว่า ขอให้เป็นเหมือนอย่างแม่นะหลานยาย... ทุกวันนี้ท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ฉันยังไปเยี่ยมท่านเสมอๆ... พาหลานไปกราบคุณยาย ผอ.  ท่านอยู่กัน 2 พี่น้องและครองตัวเป็นโสด...

        ฉันบอกลูกเสมอว่า  “แม่ไม่ได้หวังให้ลูกเก่งที่สุด  แต่แม่หวังให้ลูกแม่เป็นคนดี...”

    

        ฉันไม่เคยคิดว่า ตัวฉันดีเลิศกว่าใครๆ  ฉันแค่ทำในสิ่งที่ฉันปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก  ได้รับการปลูกฝังมาอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น  อดที่จะขอบพระคุณบุพการี ผู้มีพระคุณ ครูอาจารย์ไม่ได้ ท่านเหล่านี้สร้างตัวตนของฉันให้เป็นแบบนี้ ขอบพระคุณแม่อุ๊ย แม่ ลุง ป้า น้า อา ครูใหญ่ (พ่อเสงี่ยม) ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้และมีวันนี้

         รักทุกๆ ท่านยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกค่ะ 

 

บันทึกโดย : ครูใจดี

ภาพประกอบบันทึก  : ภาพลูกสาวและเพื่อน และ internet