งานนี้หนูตั้งใจทำอย่างเต็มที่เอาเวลาขณะที่พอว่างจากงานมาจัดการ ถามว่าหนูรู้สึกเหนื่อยไหม เหนื่อยนะค่ะ แต่รู้สึกว่า ได้เรียนรู้กายมันเหนื่อยแต่ใจมัยก็สบายอยู่ ได้เรียนรูว่า เราอย่าพึ่งตัดสิน อะไร ๆ เร็วเกินไปจนกว่าจะตามให้ถึงต้นตอ ได้เห็นศักยภาพตนเอง ได้เห็นกิเลสตนเองที่อยากให้ครูชม มันเกิดขึ้นเร็วมากค่ะ ทั้งความกังวลทุกอย่าง แต่ว่าเรื่องนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติเเบบเต็มที่ เห็นศักยภาพตนเองและ เห็นใจตนเองค่ะ

ท่านโทรมา “ให้ติดต่อเรื่องขั้นตอนการพาสปอร์ตของพระให้หน่อย” หนูรู้สึกดีใจที่ท่านเมตตา แต่ไม่เห็นจน ท่านพูดว่า “อย่าลิงโลด” จึงค่อยรู้สึกตัวค่ะ แล้วพอท่านย้ำว่า "อย่าช้า" ตอนแรกว่าจะรอไปหาที่ทำงาน จึงตัดสินใจนั่งค้นข้อมูลก่อน เพราะเน็ตที่ทำงาน เข้าใช้ยาก (วันนี้จึงตัดสินใจ notebook ไปทำงานด้วย)

ที่มาของรูป; http://www.mfa.go.th/web/2648.php กระทรวงต่างประเทส

          พอได้รายละเอียดรีบส่งไปก่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนคร่าว ๆ และสาขาทั่วประเทศไทยที่รับทำหนังสือเดินทาง คิดถึงคำสอนครูที่บอกว่า “ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นก่อน” จากนั้นหนูก็โทรติดต่อ สาขาที่ใกล้ที่สุดได้รายละเอียดมาเพิ่ม จึงรีบส่งเพิ่มไปให้ พระท่านจะต้องมีใบรับรองสถานะเหมือนเรียกว่า ใบอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศหนังสืออนุมัติจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(ศ.ต.ภ.) ซึ่งต้องดำเนินการให้มีใบนี้ก่อน จึงจะยื่นหนังสือเดินทางได้ หนูจึงโทรไปที่ สำนักเลขาธิการเถระสมาคม (02-4414548) ได้รายละเอียดมาเพิ่มเติมว่า

จะต้องสั่งซื้อใบขออนุญาตและคู่มือจากโรงพิมพ์พระพุทธศาสนา (02-2233351) ที่เดียวเท่านั้น เพราะมีการเรียงลำดับหมายเลข ในราคาชุดละ 300 บาท ถ้าให้จัดส่งก็เพิ่มอีก 50 บาท

แล้วให้ส่งเอกสารที่กรอกตามคู่มือไปที่วัดสังเวช (02-2822452)  ท่านเมตตาให้เบอร์ติดต่อทั้งสองที่มาให้หนูด้วยบอกว่าติดขัดอะไรก็โทรไปประสานได้ ตลอดระยะเวลาการพูดคุยท่านให้ข้อมูลละเอียดชัดเจน รู้สึกขอบคุณท่านมากค่ะ

     ระหว่างหนูเดินไปทำงานจึงโทรถามเพิ่มเติมกลายเป็นว่าข้อมูลที่ส่งให้ครั้งที่ 2 ผิดพลาดเยอะ จึงโทรถามที่โรงพิมพ์ได้ข้อมูลใหม่มาอีก พอถึงที่ทำงาน จึงรีบสรุปทั้งหมดใหม่ ขณะนั่งทำสรุป

    พี่ที่ทำงานเขาเห็นหนูนั่งตั้งใจทำแบบจริงจัง จึงเดินมาถามว่าทำอะไร บอกท่านไปว่าหาข้อมูลทำหนังสือเดินทางพระ ท่านจึงแนะว่า มันทำยากมาก ๆ ขั้นตอนเยอะเพราะตอนท่านบวช ท่านว่าจะไปแต่พรรษาไม่ถึง จึงไปไม่ได้อีกรูปหนึ่งบวชมา 2 พรรษาก็ไปไม่ได้ หนูรู้สึกอึ้ง แต่ก็บอกตนเองว่า

 “ดีที่ท่านเตือน แต่ต้องตรวจสอบให้ชัวร์ว่าแค่ไหน ๆ”

 จึงพูดกับพี่ว่าสงสัยหนูต้องโทรไปถามที่วัดสังเวชก่อน พี่เขาแนะนำว่า

"เราเป็นผู้หญิงโทรไปคุยกับพระผู้ใหญ่อาจจะไม่เหมาะ ถ้าเป็นพระที่รู้จักกันก็ถือว่าธรรมดา แล้วเนี่ยเราเป็นผู้หญิงไปถามเรื่องหนังสือเดินทางพระ เขาก็ต้องคิดว่าเราจะรู้ไปทำไม” หนูรู้สึกอึ้งอีก

แต่ก็คิดย้อนถึงการที่คุยโทรศัพย์กับพระอาจารย์ที่นับถือสองท่าน และหนูก็เคยโดนเตือนว่า ต้องดูเวลาและปฏิปทาของแต่ละท่านด้วย ถึงคำสอนครูว่า

 “พระแต่ละที่ปฏิปทาไม่เหมือนกัน” แล้วหนูก็นึกได้อีกว่า “อยู่ที่เจตนา” แต่ก็ไม่ได้เถียงพี่เขา จึงหาข้อมูลเพิ่มเติมตามประกาศ และเขียนสรุป mail ไปบอกใหม่

พอทำเสร็จมันก็อยากได้คำชมค่ะ อยากให้ครูชม ใจลิงโลด หมั่นเช็ค mail เปิด G2K ดูว่าครูท่าน online ไหม รึจะโทรหาดี แต่ก็คิดว่า เอ ไม่เร่งด่วนนะ เวลางาน ท่านอาจจะกำลังทำงานไม่ควรกวน สุดท้ายจึงส่ง sms ไป

        พี่เดินมาบอกว่าวันนี้ เริ่มงานเที่ยงครึ่ง จะ lecture และ subculture เลย หนูรู้สึกเพลีย ๆ พอครูส่ง sms กลับมา จึงรู้สึกดีขึ้นมีเสียงประมาณว่า “ok เรียบร้อย”

ประมาณห้าโมงครึ่งจึงไปทานข้าวกับป้าลงไปไม่เจอ จึงทานก่อน แล้วครูโทรมาถามรายละเอียดเพิ่มเติม ใจหนูกังวลที่จะต้องโทรไปวัดหรืออาจจะต้องคุยกับพระ แต่พอเห็นท่านหยุดคิด แล้วบอกว่า

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราจะกังวล” เท่านั้นแหละค่ะหนูก็บอกตนเองว่า “เอาน่า ทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด” จึงตัดสินใจว่าจะทำ โทรไปตอนแรกไม่มีใครรับ หนูจึงบอกตนเองว่า “อาจจะไปทานเที่ยงกัน เอะ พระท่านทานเที่ยงด้วยเหรอ อาจจะเป็นโยม” “น่านะใครก็เหอะ ไม่เจอก็คือไม่เจอ คิดทำไม” สักพักโทรไปอีก ได้รายละเอียดแล้วก็โทรแจ้งท่านเพิ่มเติม

งานนี้หนูตั้งใจทำอย่างเต็มที่เอาเวลาขณะที่พอว่างจากงานมาจัดการ ถามว่าหนูรู้สึกเหนื่อยไหม เหนื่อยนะค่ะ แต่รู้สึกว่า ได้เรียนรู้กายมันเหนื่อยแต่ใจมัยก็สบายอยู่ ได้เรียนรูว่า เราอย่าพึ่งตัดสิน อะไร ๆ เร็วเกินไปจนกว่าจะตามให้ถึงต้นตอ ได้เห็นศักยภาพตนเอง ได้เห็นกิเลสตนเองที่อยากให้ครูชม มันเกิดขึ้นเร็วมากค่ะ ทั้งความกังวลทุกอย่าง แต่ว่าเรื่องนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติเเบบเต็มที่ เห็นศักยภาพตนเองและ เห็นใจตนเองค่ะ