ผมยินดีที่จะเปิดเผยบางช่วงบางตอนของอดีต เพื่อให้เป็นบทเรียนของวัยรุ่นที่กำลังคิดจะเดินทางผิด.."

 

  " โยชิ " ผิดได้ ก็แก้ไขได้

 

                                        

 

      เรื่องของ"โยชิ" ไม่ว่าจะขึ้นต้นด้วยฉากใดของอดีตที่ผ่านมา... คงไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวในปัจจุบัน ซึ่งนั่นคือความตั้งใจในการสื่อสารเรื่องราวครั้งนี้ ..

 

    "โยชิ" เกริ่น...ก่อนที่จะย้อนไปถึงวันที่เขาต้องเผชิญกับพายุร้าย... "ผมยินดีที่จะเปิดเผยบางช่วงบางตอนของอดีต เพื่อให้เป็นบทเรียนของวัยรุ่นที่กำลังคิดจะเดินทางผิด.."

 

    " โยชิ " เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมมากนัก ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สัมผัส จดจำเสียง หน้าตา ความรัก ความอบอุ่นในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ ด้วยแม่ของ"โยชิ" เสียชีวิตตั้งแต่ "โยชิ " ลืมตามาดูโลกได้ไม่กี่วัน

 

     "โยชิ" เติบโตมาท่ามกลางความรู้สึก "ขาด" จึงพยายามค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง จนอายุได้ ๑๔ ปี "โยชิ" ออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะเบื่อหน่ายการเรียน ติดเพื่อน และเมื่อทนอยู่ภายใต้ " การห้ามปราม " ของผู้เป็นพ่อไม่ไหว "โยชิ"ได้หนีออกจากบ้านด้วยหลงผิด เพียงเพื่ออยากเที่ยว เล่น และอีกหลายอย่างที่ตามมาอย่างที่ " โยชิ " เองก็คาดไม่ถึง...

 

        

 

      

      เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน หนทางเดียวที่จะทำให้มีเงินไว้ใช้ "เสพ" ความสุขจอมปลอมของเด็กวัยรุ่น ก็คือการทำทุกอย่างไม่ว่าสิ่งนั้นจะผิดหรือถูก ใครจะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะไม่รู้สึกผูกพันและรับรู้ว่าตนคือส่วนหนึ่งของสังคม

 

 

  "โยชิ" ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งอบายมุขประมาณ ๔ ปี โดยตระเวนไปกับเพื่อน ลักทรัพย์เพื่อแลกกับการได้ "เสพยา" ที่เขาคิดว่ามัน "เท่" แทบทุกวัน และมีเหลือมาเผื่อสาวๆ ที่หลงผิดไม่ต่างกันและยังนำไปขายต่อ นำเงินมา "เสพความสุข" ตามวิถีทางของ คนหลงผิด ระหว่างนี้เขาเลือกที่จะหลบหนีจากสายตาของพ่อ ทั้งๆที่พ่อพยายามออกตามหา "โยชิ" ด้วยความเป็นห่วง

 

                            

 

      กระทั่งจุดพลิกผันของ "โยชิ" มาถึง เมื่อเขาถูกจับในคดียาเสพติด และคดีลักทรัพย์รวม ๑๒ คดี ความคึกคะนองเปลี่ยนไปเป็นความหวาดกลัว ทั้งที่ยังไม่เห็น..

 

 
   " ผมคิดถึงพ่อมาก อยากกลับบ้านแต่ก็ยังไม่อยากให้เขาทราบว่าผมทำผิด ผมกลัวมาก ไม่รู้ว่าถ้าเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วจะเจออะไรบ้าง ต้องถูกใส่กุญแจมือ จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร ผมคิดมาก จินตนาการไปทุกเรื่องทั้งๆ ที่ไม่เห็น... พอลงจากรถตำรวจและต้องเข้าไปอยู่ที่นั่นจริงๆ ภาพแรกที่ผมเห็นผมตกใจมาก อยากจะวิ่งหนีออกไปเลย ภาพที่เราเห็นมันไม่คุ้น ทุกคนถูกปิดกั้นอิสรภาพ และคนที่มาอยู่ก่อนผมก็น่ากลัว ภาพนั้นยังติดตาผม... แต่ผมอยู่ที่นั่นไม่นานก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ "โยชิ" กล่าว..

 

   ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต ๘ จ.สุราษฏร์ธานี กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม คือ สถานที่ที่เราได้นั่งคุยกับ "โยชิ"

 

 

   "ผมอยู่ที่นี่มา ๑ ปีกับ ๘ เดือน ผมไม่อยากมาอยู่ที่นี่หรอก ไม่มีใครอยากถูกจำกัดอิสรภาพ บอกได้คำเดียวว่าทรมาน ไม่มีความอบอุ่น ...พวกเราโหยหาช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ที่มันหล่นหายไป ...แต่ผมมีความสุขจากสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาอย่างไม่มีขอบเขต และดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีอิสรภาพ"...

 

                  

 

   คุยกันมาถึงตรงนี้...หลายคนคงเริ่มสงสัยว่าเด็กหนุ่มอายุ ๑๙ ปี ในสถานที่ที่ถูกจำกัดอิสรภาพนั้น เขาสร้างความสุขด้วยอะไร เขากำลังเพ้อเจ้อ หรือจินตนาการอยู่ใช่หรือไม่ ...คำตอบคือ "ไม่"...

 

 

     "โยชิ" มีความสุขจากสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาจริงๆ และเขาก็มีอิสรภาพจริงๆ... มันเป็นอิสรภาพทางใจ ที่เด็กหนุ่มผู้เคยก้าวพลาดในสังคม แต่ "แตกฉาน" ขึ้นจากกระบวนการฝึกอบรมเด็กและเยาวชนผู้เคยกระทำความผิดแบบใหม่ ที่มีเป้าหมายสำคัญในการบำบัดฟื้นฟู พัฒนาเยาวชนได้อย่างมีคุณภาพและสามารถคืนคนดีกลับสู่สังคม

 

 

  "โยชิ" ได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ผิด ชอบ ชั่ว และดี เป็นกิจวัตรประจำวัน เช่นเดียวกับเพื่อนๆทุกคนที่นี่ พร้อมๆ กับการปลูกฝัง "จิตสำนึก" แห่งความเป็นคนของสังคม ด้วยการช่วยเหลืองานเล็กๆ ภายในศูนย์ฝึกฯ

 

 ... "เริ่มแรก ผมและเพื่อนอีกประมาณ ๑๐ คน ได้รับคัดเลือกจากครู ให้ช่วยเหลืองานในโครงการลาเยี่ยมบ้าน ซึ่งก่อนที่ผู้ปกครองจะนำตัวเด็กๆ ออกไปได้ ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง พวกผมจะทำหน้าที่คอยแนะนำ ประชาสัมพันธ์ รวมถึงช่วยกรอกเอกสารกรณีที่ผู้ปกครองบางคนเขียนหนังสือไม่ได้ หรือมองไม่เห็น และต้องตรวจสิทธิของเด็กด้วยว่าสามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องชี้แจงกับผู้ปกครองว่าเด็กทำผิดกฎระเบียบอะไร ทำให้กลับไปเยี่ยมบ้านไม่ได้ ต้องรอเดือนหน้า เรียกว่าเป็นงานบริการอย่างหนึ่ง ซึ่งพอได้ทำแล้ว ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ผมได้เรียนรู้หลายอย่างที่ไม่เคยทำ ตอนที่อยู่ข้างนอกก็ไม่เคยช่วยเหลือใคร แต่พอได้ทำแล้วมันรู้สึกดี... "โยชิ" กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันแต่กลบเกลื่อนด้วยเสียงหัวเราะ

 

 

 

    การเปิดโอกาสของศูนย์ฝึกให้ "โยชิ" และเพื่อนๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลืองานในศูนย์ฝึก แม้จะเป็นบทบาทเล็กๆ แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มผู้เคยหลงผิดกลับมาเห็น "คุณค่า" ในตัวเองขึ้นมา ...

 

           

 

 

     จุดเปลี่ยนของ "โยชิ" ก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดเขียนโครงการขณะที่เข้าร่วมโครงการในค่ายทหาร เสียงชื่นชมและกำลังใจที่ได้รับทำให้ "โยชิ" เริ่มฮึกเหิม และอยากทำอะไรให้มากกว่าที่เป็นอยู่

 

 

     "โยชิ" กับเพื่อนๆได้พูดคุยปรึกษากับครูผู้ที่คอยให้โอกาสอยู่เสมอ ครูเห็นความตั้งใจจริงของ"โยชิ" และเพื่อนจึงประสานงานไปทาง "ท่านยุภา พรหมดวง" ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จ.สุราษฏร์ธานี ที่ไม่ได้มาพิพากษา "โยชิ" ให้รับโทษ แต่มาเพื่อ "ให้โอกาส"...

 

 

   "โยชิ" และเพื่อนๆ แกนนำเยาวชนจิตอาสาจึงมีโอกาสได้เขียนโครงการดีๆ เพื่อสังคม...

 

 

  "ผมทำผิดกับครอบครัว ทำผิดกับสังคมมามาก ผมอยากทำเพื่อคนอื่น อยากทำเพื่อสังคมบ้าง ผมได้รับโอกาสจากสังคม ผมอยากทำอะไรดีๆกลับคืนสู่สังคมบ้าง" คือคำพูดของ "โยชิ" และเมื่อย้อนถามกลับไปว่า ทำไมเขาถึงคิดเช่นนี้ได้ ...เขาตอบว่า.." ความคิดนี้เกิดขึ้นได้เพราะผมรู้สึกมาจากข้างใน บอกตรงๆ ผมละอายกับสิ่งที่ผมเคยทำมาในอดีต เรามัวแต่ถามว่าสังคมให้อะไรกับเรา แต่ไม่เคยคิดเราจะให้อะไรกับสังคมบ้าง.." โยชิ เผยความรู้สึก ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่าถึงโครงการที่เขาคิดขึ้น

 

 

    "ผมคิดโครงการชื่อ โครงการเยาวชนอาสาพัฒนา เพราะต้องการให้เพื่อนเยาวชนในศูนย์ฝึกฯที่ได้รับโอกาสให้ลาเยี่ยมบ้านในช่วงเวลาสั้นๆ ได้รวมกลุ่มกันทำประโยชน์ให้กับสังคมในพื้นที่จังหวัดของตนเอง เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดี และฝึกให้เยาวชนรู้จักความสุขของการเป็นผู้ให้ ซึ่งได้มีการขยายความคิดนี้ไปยังเพื่อนๆในทุกจังหวัด โดยจะมีกิจกรรมที่หลากหลายตามที่แกนนำจิตอาสาในแต่ละจังหวัดนั้นๆคิดขึ้นมา

 

 

      สำหรับเครือข่ายเยาวชนจิตอาสาจังหวัดภูเก็ตเลือกที่จะไปดูแลน้องๆ ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ ไปเติมเต็มความรัก ความอบอุ่น ด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การพูดคุยเล่าเรื่อง ดูแลเขาเท่าที่เราทำได้ มีการร้องเพลง เล่นเกม มันเป็นบรรยากาศของความสุข วันนั้นมีแต่รอยยิ้ม และผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันเป็นความสุขที่ผมสร้างขึ้นมากับมือ และยังมีกิจกรรมอื่นๆของเครือข่ายเยาวชนจิตอาสาอีกที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นโครงการกีฬาพี่สอนน้องของพี่กบเคโระ (นามสมมติ) หรือโครงการดนตรีสร้างรอยยิ้มของพี่ระนาดเอก (นามสมมติ) ทำให้ได้เรียนรู้ความสุขของการเป็นผู้ให้ "

" ศูนย์ฝึกฯ ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีคิด สร้างโอกาสให้ผมได้ทำความดี ทั้งๆ ที่ผมอยู่ในที่ที่ถูกจำกัดสิทธิและอิสรภาพ ผมได้เรียนรู้เรื่องราวดีๆ แง่คิดดีๆ หลายอย่าง ได้เรียนรู้คุณค่าของตนเองจากการทำอะไรเพื่อคนอื่น เรียนรู้การเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ รู้สึกดีใจ และไม่คิดว่าเราจะทำอย่างนี้ได้ จากที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่นเลย แม้แต่ไปเรียนแต่ละวันยังไม่อยากจะไป.." โยชิ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

 

                 

 

    ที่น่าภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ "โยชิ" ใช้เงินส่วนตัวที่ได้มาจากค่าขนม และค่าแรงของเขาซึ่งได้มาจากการทำงานในระหว่างที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเดือนละ ๑ ครั้ง เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม ร่วมกับเพื่อนๆ ที่มีจิตอาสาอีกหลายจังหวัดที่เต็มใจเสียสละเงินจำนวนไม่มากนัก (ประมาณคนละ ๑๐๐ บาท) เพื่อเป็นค่ารถ ค่าอาหารค่าขนม เครื่องดื่ม สำหรับน้องๆ และอุปกรณ์ในการพัฒนาเช่นไม้กวาด แปรงขัด น้ำยาล้างห้องน้ำ เมื่อเวลาไปทำความสะอาดที่วัด หรือสวนสาธารณะ ทำเสร็จก็มอบอุปกรณ์ให้กับเจ้าของสถานที่ "โยชิ" บอกกับเราว่าเขามีโอกาสไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม บ่อยทุกเดือนบางเดือนก็หลายครั้ง

 

"...ผมดีใจ ที่พ่อให้อภัยผม ครอบครัวของผมกลับมารักกันเหมือนเดิม ผมรู้สึกว่าเขาภาคภูมิใจในตัวผมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน การทำความดีทำไม่ยาก เพียงแต่เราต้องหาโอกาสให้ตัวเอง ผมรู้แล้วว่าสังคมของวัยรุ่นหากไม่สะกดใจไว้ ก็พลาดท่าได้ง่ายๆ เพียงเพราะอยากโชว์เพื่อน อยากโชว์สาว อยากมีชื่อเสียงในกลุ่ม เพราะคิดว่ามันจะเท่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ผมมองย้อนกลับไปในวันนั้น มันไม่เท่เลย..."

 

               

              

โยชิ (นามสมมุติ) แกนนำเครือข่ายเยาวชนจิตอาสา

โครงการเครือข่ายเยาวชนจิตอาสา ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต ๘ จ.สุราษฎร์ธานี

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม

เลขที่ ๑๐๖ ถ.พ่อขุนทะเล ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โทร.๐๗๗-๔๐๕๕๗๖

 

ที่มา: "หนังสือร้อยพลังเยาวชน..พลังสังคม..ร่วมสร้างประเทศไทยด้วยการให้" ของโครงการมหกรรมพลังเยาวชน พลังสังคม ร่วมสร้างประเทศไทยด้วยการให้" ตุลาคม ๒๕๕๒