ไม่เดินหาก็ไม่รู้ว่า ตะเข็บของรอยต่อมีอยู่นะ แต่การจะหาตะเข็บเจอ ก็ต้องรู้จักว่าหน้าตาของตะเข็บมีหลายๆรูปแบบนะ

ในช่วงที่ไปตามผลบันทึกจากน้องป้อมแล้วยังไม่ได้ ฉันก็ใช้เวลาที่เดินผ่านหอผู้ป่วยทั้งหลายแวะถามจำนวนคนไข้เบาหวานที่รับเข้ามานอนรักษาเป็นผู้ป่วยใน ได้จำนวนมาแล้วก็เก็บไว้ในใจ  ถามไปเรื่อยๆจนได้เส้นทางการย้ายผู้ป่วยเบาหวานภายในร.พ.ว่าหอผู้ป่วยไหนรับผู้ป่วยเป็นหอแรก หอผู้ป่วยไหนรับผู้ป่วยย้ายต่อไปจากหออื่นบ้าง 

การเดินถามเพียงแค่จำนวนคนไข้ทำให้ฉันได้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างทีมด้วยว่ามีรอยตะเข็บอะไรที่ยังต้องแก้ ต้องเกลี่ย เพื่อให้รอยตะเข็บจับต้องแล้วแทบจะไร้รอยต่อระหว่างทีมหอผู้ป่วยใน

วันถัดมาไปหาน้องป้อมอีกครั้ง ได้บันทึกมาแล้ว หน้าตาเป็นอย่างนี้

พอดีเป็นช่วงที่น้องป้อมกำลังจะลงเวรเช้า จึงชวนให้ดูด้วยกันว่า้เห็นอะไร "ป้อม เห็นอะไรในนี้บ้างน้อง" 

สีหน้าของน้องป้อมขณะกำลังดูบันทึก บอกว่าเห็นอะไรบางอย่างเข้าแล้ว คำพูดที่หลุดออกมาระหว่างการคุยเป็นอย่างนี้ "ช่วงเวลาที่ฉีดยากับการเจาะ DTX ไม่ใช่อย่างที่ตกลงกันไว้ คนไข้คนนี้กินน้อยจังแต่ทำไมน้ำตาลสูงนะ" 

"เห็นแมะ แค่เวรเดียวนะที่เธอทำให้หมอ เราได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยรู้ขึ้นมา วันนี้ทำไม่ทัน ทำได้แค่นี้ ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ไว้ทำต่อก็แล้วกันน้อง พรุ่งนี้หมอจะแวะมาหาอีก มาดูด้วยกันอีกว่าได้ความรู้อะไรจากคนไข้เพิ่มบ้าง ว่าแต่เธออยู่เวรเช้าหรือเปล่า ดีแล้วนะที่บันทึกการกินอาหารในใบนี้ให้คนไข้เขาช่วยเขียนให้ด้วยตัวเอง" กล่าวแล้วฉันก็รอคำตอบ

"พรุ่งนี้ป้อมยังอยู่เวรเช้าค่ะ"  นั่นคือคำตอบของเธอ

ก่อนเดินจากมาฉันบอกเธอไปว่า "บอกน้องๆด้วยว่า ให้คนไข้เขาบันทึกตามใจชอบในสิ่งที่เขากิน ไม่ต้องไปซักไซ้ไล่เรียงคนไข้นะป้อมนะ ขอแค่ให้คนไข้ช่วยเขียนหมอก็พอใจแล้ว คนไข้จำได้ไม่หมดก็ไม่เป็นไร "

สายของวันรุ่งขึ้นฉันแวะไปหาน้องป้อมอีก เธอบอกว่ามีคนไข้เบาหวานรับใหม่อีกคน คนไข้คนเดิมหมอให้กลับบ้านแล้ว เวรเช้าจึงไม่ได้บันทึกอะไรไว้ต่อ ไปถึงหอคราวนี้ไม่ต้องถามหาบันทึก  น้องป้อมซึ่งได้บอกให้น้องพยาบาลเริ่มบันทึกในรูปแบบข้างต้นให้แล้วหยิบมันใส่มือให้พร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มบอกว่าถูกใจอะไรบางอย่าง

"เดี๋ยวหมอกลับมาอีกทีนะน้องนะ ตอนนี้เธอกำลังยุ่งนี่นา" ฉันยิ้มกับเธอแล้วพาตัวกลับลงมาจากหอ เกือบหมดเวรเช้าจึงแวะไปอีกครั้ง แล้วเราก็คุยกันต่อ

"ป้อมเห็นอะไรบ้างป้อม เห็นจุดนี้ไหม การให้ยา กับการเจาะ DTX เหมือนคนก่อนไหม มาดูกันหน่อย"

น้องป้อมส่งสายตาและรอยยิ้มอายๆมาให้ฉันพร้อมความเงียบ

"มาๆ มาดูกันต่อ" ฉัันทำไม่รู้ไม่ชี้ ยกกระดาษบันทึกของเมื่อวานนี้และวันนี้ขึ้นมาวางตรงหน้าเราสองคน มือชี้ไปที่จุดหนึ่งบนกระดาษ

"ดูผลของยาในคนนี้ซิ เธอเห็นอะไรไหม คนก่อนนี้หมอเสียดายนะที่ไม่รู้ว่าคนไข้ที่กินน้อยๆอย่างนี้  จะมีน้ำตาลต่ำในช่วงดึกๆหรือเปล่านะน้อง วันนี้เราลองดูกันหน่อยดีไหม ว่าจะมีโอกาสที่จะเกิดน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำในเวรดึกได้บ้างไหม เราเคยหาคำตอบของ nearmiss แล้วไม่เคยได้คำตอบ ลองดูกันหน่อยดีไหม เผื่อจะรู้อะไรจากคนไข้อีก"

"ป้อมจะโอเคน้องเวรดึกให้" เสียงตอบรับเต็มใจ หน้าตาสบายใจแล้ว

"บันทึกนี้ ป้อมเก็บออกมาจาก chart ด้วยนะ ถ้าคนไข้กลับบ้าน"

"ป้อมก็ว่าจะเก็บเอาไว้ดูเหมือนกัน"  หน้าตาและเสียงบอกหนักแน่นเชียว

"ขอบใจนะป้อม" ว่าแล้วก็ยิ้มในใจเดินกลับมา เตรียมตัวกลับบ้าน


บทเรียนสอนใจ :

คำว่าไม่เป็นไรนี่ดีแฮะ คนฟังเขาผ่อนคลายกับคนพูดนะ ยิ่งคนที่เขากำลังฟังเป็นคนที่เขาเกรง ยิ่งคนพูดพูดตรงกับใจยิ่งดีนักแล คนฟังเขาสบายใจมากๆเลย

ไม่เดินหาก็ไม่รู้ว่า ตะเข็บของรอยต่อมีอยู่นะ แต่การจะหาตะเข็บเจอ ก็ต้องรู้จักว่าหน้าตาของตะเข็บมีหลายๆรูปแบบนะ

ความรู้ของคนทำงานนะมีอยู่เยอะเลย แต่เวลาทำงานที่เป็นระบบ ความรู้สำคัญที่ควรได้นำมาใช้หดหายไปเยอะเช่นกัน ก็มัวแต่หันมาให้ความสำคัญกับระบบนี่นา ทีนี้เอาใหม่ทำใหม่เหอะ

การจัดการระบบให้หมุนเปลี่ยนไม่ง่ายก็จริง แต่ถ้าจับให้ได้ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อคนไข้อย่างแท้จริง  เดี๋ยวระบบก็จะเปลี่ยนตัวไปเอง เชื่อเหอะ