แม้จะไม่สามารถจำลองเอาความเป็น “ต้นแบบ” มาได้ทั้งหมด แต่ก็พยายามที่จะสื่อและสะท้อนแบบบูรณาการ เอาความพร้อมของชุมชนเป็นตัวตั้ง และเอาความพร้อมเท่าที่มีอยู่ เป็นเครื่องมือนำพาให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบทวนเข็มนาฬิกากลับไปสู่อดีตอันง่ายงามด้วยตัวของเขาเอง

ถามสักนิดนะครับ  ว่าแต่ละท่านยังคงหลงรัก “รำวงชาวบ้าน”  กันอยู่บ้างหรือเปล่า  แต่สำหรับผมนั้น  สารภาพตรงนี้เลยว่า  หลงรักชนิดหัวปักหัวปำเลยทีเดียว  เพียงแต่ฟ้อนรำไม่เป็นเท่านั้นเอง

 

ในค่ำคืนของกฐินโบราณนั้น  ถึงแม้ฟ้าจะยังไม่สุกใสสว่าง  เพราะยังไม่ใช่คืนวันเพ็ญที่พระจันทร์จะสุกสกาวเต็มดวง  แต่ก็ต้องยอมรับแหละว่า  ค่ำคืนนั้น  ฟ้าเปิดโล่ง  สวยใสไม่แพ้คืนวันเพ็ญเหมือนกัน

 

 

ทั้งผมและทีมงาน  ตั้งใจอย่างมากที่จะฟื้นกิจกรรม “รำวงชาวบ้าน”  ขึ้นมาในครั้งนี้  โดยรู้ดีว่าในขนบแห่งกฐินโบราณนั้น  เราไม่อาจจัดงานสมโภช เฉลิมฉลองด้วยมหรสพอันใดได้  แต่ในเวทีการประชุมร่วมกับชาวบ้านนั้น  ก็พูดกันชัดเจนว่า  เราจะจัดกฐินโบราณแบบบูรณาการ  มีการนำเอาความบันเทิงแบบดั้งเดิมเข้ามาเสริมบรรยากาศในกฐินครั้งนี้  ด้วยหมายว่า  งานบันเทิงเริงใจนั้น  จะช่วยนำพาให้คนต่างวัยได้สัญจรมาร่วมงานบุญกันอย่างคึกคัก

 

นอกจากนั้น  ยังรวมถึงการเชิญชวนให้คนหลากวัย หลากสถานะได้ทวนเข็มนาฬิกากลับไปร่ำรำลึก “รำวงชาวบ้าน”  อันเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติกันอีกสักครั้ง  พร้อมๆ กับการใช้รำวงชาวบ้านที่ว่านี้  เป็นเครื่องมือระดมทุนเข้าสู่กองกฐินร่วมกัน

 

เด็กๆ จับจองที่นั่งกันล้นหลาม

 

แรกเริ่มนั้น  ชาวบ้านขันอาสาเป็นต้นเรื่อง“รำวง” ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นดนตรี นักร้อง หรือแม้แต่ “สาวรำวง” ก็เถอะ  ชาวบ้านก็รับปากแข็งขันว่าจะคัดสรรสุดยอดสาวงาม “ต่างวัย”  มาให้อย่างพร้อมสรรพ  อันเป็นการการันตีว่า “บ้านนี้เมืองนี้ ไม่สิ้นไร้คนสวย !” 

เช่นเดียวกับบางท่าน  ยังอดที่จะยกมือขึ้นเพื่อแสดงทัศนะอย่างฉะฉานกลางเวทีประชุมไม่ได้ว่า “นี่คือโอกาสอันดีของการ..วัดใจสามี..ของตัวเอง ว่ารักยังคงหวานฉ่ำอยู่หรือเปล่า!”  ทำเอาใครต่อใคร อดที่จะหัวเราะออกมาพร้อมกันไม่ได้  ขณะที่ใครอีกหลายคน ก็อดที่จะออกอาการคิดหนักไม่ได้เหมือนกัน  เพราะขืนจะไปโค้งสาวอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตัวเอง  มีหวังกลับถึงบ้าน  ต้องชี้แจงเป็นยกใหญ่ ดีไม่ดี-มีหวังได้ "นอนนอกห้องนอน”  ด้วยก็เป็นได้

 

ลานเวทีที่จัดขึ้นโดยยึดหลักเอาความง่ายเข้าว่า เอาศรัทธาเข้าขับเคลื่อน

 

ครั้นถึงเวลาจริง  ชาวบ้านก็มาแจ้งว่าประสบปัญหาเรื่องของนักดนตรี  ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก  เพราะเรามีนิสิตที่พอจะเล่นดนตรีได้บ้าง  ทุกอย่างจึงสามารถขับเคลื่อนไปได้ เพียงแต่นักดนตรีของเรานั้น  ไม่สันทัดเรื่องความดั้งเดิมในแนวเพลงของรำวงชาวบ้านสักเท่าไหร่  แต่สุดท้ายเราก็ปลงใจร่วมกันว่า  ให้เล่นแบบผสมผสาน เพลงเก่าเพลงใหม่เล่นอะไรได้ก็เล่นๆ กันไป  ...

 

ค่ำคืนนั้น  เราจำลองเวทีรำวงอย่างเรียบง่าย  นักดนตรีหยัดยืนอยู่บนแคร่ไผ่  ส่วนสาวรำวงทั้งหลายนั้น  นั่งเก้าอี้สวยสง่าอยู่บนลานดินนั่นเลย  เรียกได้ว่า “เอาความง่ายเข้าว่า เอาศรัทธาเข้าขับเคลื่อน”

 

ผมแอบรู้มาว่า  บรรดาสาวรำวงทั้งปวงนั้น  ตื่นเต้นกันมาก  มีการแต่งตัวกันอย่างพิถีพิถัน  หลายคนวิ่งเต้นหาชุดที่ดีที่สุดมาสวมใส่  โดยมีคุณสามีทำหน้าที่ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่า “จะสวยสง่าสู้คนอื่นไม่ได้” 

 
  

 

ครับ,มาคิดดูอีกที  เทศกาลสำคัญๆ ของสังคม ก็เป็นส่วนสำคัญของการกระตุ้นความรักระหว่างคนในครัวเรือนและชุมชนได้เป็นอย่างดี บางอย่างที่อาจหลงลืมไปบ้าง ก็ถูกชวนให้หวนคิดและชื่นชมคุณค่าของมันอีกครั้งด้วยหัวใจอันพองโตของแต่ละคนนั่นแหละ-

 

หลายท่านอยากโค้งสาวรำวงคนอื่น
แต่จำตัดใจโค้งภรรยาตัวเอง..เฉยเลย



ค่ำคืนนั้น  แสงไฟสาดสีงามตา  แมงหลากชนิดชักชวนกันบินลัดทุ่งมาโฉบเฉี่ยวเป็นพยานในลานรำวงชาวทุ่งอย่างหนาแน่น  หรือแม้แต่บางตัว ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า  พวกมันไม่ได้มาเพื่อเป็นสักขีพยานใดๆ เลย  หากแต่มาเพื่อร่ายรำ-ระเริงเล่นกับความบันเทิงนี้ด้วยตัวเองนั่นแหละ

 

เด็กๆ หลายคนมานั่งจับจองเก้าอี้ตั้งแต่หัวค่ำ  ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ทยอยออกมาจับจองที่นั่งอย่างหนาตา  เราเปิดวงกันด้วยดนตรีบรรเลงแบบง่ายๆ  โดยมีสาวรำวงในวัย “หกสิบขึ้น”  เป็นคนรำเปิดวงอย่างแสนงาม  สร้างความฮือฮากันอย่างยกใหญ่ 

 

บรรดาสาวรำวงกิตติมศักดิ์ในวัยไม่ต่ำกว่า ๖๐ ปี..ประเภทรำไปด้วยกินหมากไปด้วย

 

ถัดจากนั้น  ก็เป็นการซื้อตั๋วเข้าสู่การโค้งสาวรำวง  โดยเก็บค่าตั๋วคนละ ๕ บาท  เหมารอบละ ๒๐ บาท แต่พอผ่านไปได้สักระยะก็กลายกลับเป็นการเหมารอบละ ๑๐๐ บาทไปโดยปริยาย  ...หากแต่ในค่ำคืนนั้น เราไม่มีตั๋วกระดาษใดๆ ให้เปลืองต้นไม้  โดยแรกนั้น  ผมเสนอให้ใช้ใบไม้แทน  แต่ก็อย่างว่า  ผมไม่พึงปรารถนาที่จะพรากใบไม้ออกมาจากต้นของมัน  จึงล้มเลิกแนวคิดเช่นนั้น  และหันมาใช้กล่องรับบริจาคแทนแบบง่ายๆ...สบายๆ...

 

 

ผมชอบบรรยากาศเช่นนี้มาก 
เราไม่จำเป็นต้องมีหมอลำคณะใหญ่ๆ
ไม่ต้องมีหมอลำซิ่ง หรือดิสโก้เธคมาเล่นให้ “คนตีกัน” 
ไม่จำเป็นต้องมี “สาวพริตตี้”  ผอมสวยสาวใสมาร่ายเอวส่ายสะโพกเรียกเงินทองเข้าวัด
ที่สำคัญงานนี้,
ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณว่าจ้างคนภายนอกมาสร้างความบันเทิงแม้แต่บาทเดียว 
เราใช้ “ทุนที่มีในหมู่บ้าน”เป็นตัวตั้ง 
โดยเฉพาะ ทุนปัญญาที่มีในตัวตนของชาวบ้านนั้น
ต้องยอมรับว่า มีอยู่อย่างหลากล้น  
เพียงแต่ชุมชนต่างเฉยชาและจำยอมให้กาลเวลาแห่งยุคสมัย กัดกร่อนและถมทับไปเอง เท่านั้นแหละ...

 

ดังนั้น  การศึกษานั่นแหละ คือกระบวนการพลิกฟื้นที่ดีที่สุด 
     -ผมเชื่อเช่นนั้น และเพราะเชื่อเช่นนั้นนั่นเอง  ผมถึงต้องกระตุ้นให้มีกิจกรรมนี้ขึ้น  ถึงแม้จะไม่สามารถจำลองเอาความเป็น “ต้นแบบ”  มาได้ทั้งหมด แต่ก็พยายามที่จะสื่อและสะท้อนแบบบูรณาการ  เอาความพร้อมของชุมชนเป็นตัวตั้ง  และเอาความพร้อมเท่าที่มีอยู่  เป็นเครื่องมือนำพาให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบทวนเข็มนาฬิกากลับไปสู่อดีตอันง่ายงาม ด้วยตัวของเขาเอง...

 

เรื่องบางเรื่อง  เราทำได้เพียงการหวนรำลึก  เพราะไม่อาจสถาปนาให้มีชีวิตอยู่ได้ในโลกปัจจุบันได้  โลกเปลี่ยน-สังคมเปลี่ยน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความทรงจำอันง่ายงามของชีวิตและสังคมจะผุพังไปตามยุคสมัยเสียเมื่อไหร่
     -ผมเชื่อเช่นนั้น....

 

 

 

สำหรับผมแล้ว  ผมมีความอิ่มเอมกับบรรยากาศอันง่ายงามของรำวงชาวบ้านนั้นมาก  รู้ทั้งรู้ว่าการละเล่นดังกล่าว ไม่สอดรับกับวิถีกฐินโบราณเลยสักนิด  แต่ด้วยความคิดของตัวเองที่ต้องการฟื้นฉากชีวิตอันเรียบงามของชาวบ้านมาให้ทุกคนได้คิดถึงกันอีกสักครั้ง  จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่ลังเลที่จะให้ "รำวงชาวบ้าน" เป็นส่วนหนึ่งในการสมโภชกฐินโบราณในครั้งนี้

 

ผมสุขใจกับความรักของสามีภรรยาและลูกๆ หรือเครือญาติที่ถูกกระตุ้นซ้ำด้วยกระบวนการของรำวงชาวบ้าน  สุขใจที่ได้เห็นชาวบ้านกรีดกรายตบเท้าออกมาสู่งานบันเทิงร่วมกันแบบเรียบง่าย  อีกทั้งยังได้เม็ดเงินสมทบเข้าสู่กองบุญไปในตัว 
     - ถึงแม้จำนวนที่ได้มานั้นจะน้อยนิดนัก แต่ในทางจิตใจนั้น กลับรู้สึกได้อย่างไม่กังกาว่า ...ยิ่งใหญ่อย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

 

เช่นเดียวกันนี้  ผมเองก็อดที่จะคิดถึงประวัติศาสตร์ไทยในยุคแห่งการสร้างชาติภายใต้วาทกรรม “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ไม่ได้  เพราะครั้งนั้น  รำวงแบบไทยๆ คือตัวตนทางวัฒนธรรมที่มีมนต์ขลังไม่แพ้วัฒนธรรมจากตะวันตก  มิหนำซ้ำ ยังกระโดดขึ้นมากระทบไหล่รำวงแบบตะวันตกได้อย่างไม่อาย

 

นอกจากนั้น  ผมยังคิดถึงการเรียนในสมัยแรกหนุ่มที่ยังต้องสอบฟ้อนรำด้วยเพลงงามแสงเดือน  ดวงจันทร์วันเพ็ญ  หญิงไทยใจงาม  หรือแม้แต่เพลงลอยกระทงก็เคยได้ร้องได้รำในโอกาสต่างๆ  รวมถึงเพลงประวัติศาสตร์แห่งความเป็นชาติที่เอ่ยร้องด้วยคำว่า “อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน..”  ก็ล้วนเป็นความงามฝังใจและฝังจำมาจนบัดนี้

 

ครับ,   ถึงตรงนี้  ขออนุญาตถามซ้ำอีกรอบว่า  ท่านยังคงหลงรัก “รำวงชาวบ้าน”  อยู่บ้างหรือเปล่า ?

หรือเอาเถอะ..ถ้าจะให้รวมความถึงคำถามที่ว่า "ยังหลงรักสาวรำวง"  กันอยู่หรือเปล่า (ด้วยก็ได้- ชอบคำถามไหน ก็ตอบคำถามนั้น นะครับ)

สำหรับผมนั้น  ผมยังขอยืนยันว่า  ยังคงหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ 
ส่วนนิสิต  เขาเองก็บอกกับผมสั้นๆ แต่เพียงว่า  เขามีความสุขกับการเรียนรู้ในครั้งนี้มาก..

 



๒๙ ตุลาคม ๕๒
บ้านโคกนางาม ต.ภูดิน
อ.เมือง-กาฬสินธุ์