การดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์
ครั้งเมื่อมีโอกาสไปเรียนรู้กับรพ.น้ำพอง จ.ขอนแก่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ศึกษาจากเอกสารของรพ. เห็นความตั้งใจและกระบวนการดูแลแบบมีส่วนร่วม ดูแลด้วยหัวใจอย่างแท้จริงค่ะ นำมาเป็นตัวอย่างสำหรับรพ.ที่มีการดูแลเรื่องนี้

ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานที่ได้ให้การดูแลคนไข้และครอบครัวแบบองค์รวม โดยเฉพาะการดูแลในชุมชน ตระหนักถึงการดูแลผู้ป่วยตามความต้องการว่าเป็นจุดบอบบางของจิตใจ “ไม่ว่าผู้ป่วยและญาติจะตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาโดยยื้อชีวิตหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักคือการให้การดูแลแบบองค์รวม มีความเข้าใจสภาวะจิตใจและเห็นใจในความทุกข์ของผู้ป่วยและญาติอย่างจริงใจ” เป็นสิ่งที่ทีมถือและตระหนักเสมอ

ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โรงพยาบาลน้ำพองได้ดูแลผู้ป่วยทั้งในตึกผู้ป่วยในและในชุมชน แต่ว่าเป็นการดูแลแบบแยกส่วนกัน เมื่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายขอกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน โรงพยาบาลชุมชนก็จะส่งต่อ พยาบาลในตึกที่เคยดูแลผู้ป่วยอยู่แล้วนี้จะไม่ได้ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากผู้ป่วยอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะในการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายดีพอ ก็จะไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเลย อีกทั้งการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องใช้เวลา และมีศิลปะในการเข้าถึงปัญหา และความต้องการของผู้ป่วย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา และการดูแลแบบองค์รวมตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งเสียชีวิต

มีกิจกรรมการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มิใช่เพียงการเยียวยาแต่ร่างกาย หากแต่เป็น การเยียวยาจิตใจผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง โดยจัดทีมเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลที่เคยดูแลผู้ป่วยแล้วออกเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อเป็นการสานต่อการดูแลและร่วมกันดูแลพร้อมไปกับเจ้าหน้าที่ในชุมชน

ที่สำคัญของการดูแลคือต้องเป็นบุคลากรที่เข้าใจ เข้าถึงจริงๆ จึงต้องมีพัฒนาศักยภาพ โดยเฉพาะพยาบาลชุมชนและพยาบาล PCU เพื่อให้มีทักษะการดูแล สุขภาพแบบองค์รวม ตามหลักของธรรมชาติบัดและโยคะ-สมาธิบำบัด โดยมีการพัฒนาจิตควบคู่ไปด้วย

เปิดโอกาสให้ญาติและครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลและตัดสินใจ โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้ญาติและผู้ป่วยทำพิธีกรรมตามความเชื่อพื้นบ้าน วัฒนธรรมพื้นบ้านและวัฒนธรรมความตายของคนพื้นถิ่นอีสานส่วนใหญ่ ต้องการนำผู้ป่วยกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตทีมได้ร่วมงานศพ และประเพณีการคั่วข้าวตอก ร่วมกับครอบครัวผู้สูญเสีย
อำนวยความสะดวกในเรื่องใบรับรองการตายและการจัดการศพ และมีการเยียวยาหลังการสูญเสียทันทีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตและดูแลต่อเนื่องโดยพยาบาลชุมชน
ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยของทีม ทีมงานผู้ให้บริการได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองจากการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทีมได้สรุปบทเรียนสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมายได้แก่
๑) เจ้าหน้าที่รู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความอิ่มเอมใจ ปีติที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วย เกิดการเยียวยาจิตใจของเจ้าหน้าที่ให้รู้สึกมีคุณค่าในตนเองและเกิดความร่วมใจกันในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นการขัดเกลาจิตใจผู้ปฏิบัติให้มีความละเอียดอ่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกิดการเรียนรู้ มีการนำไปใช้กับคนใกล้ชิดหรือผู้อื่น เป็นการขยายความรู้ออกไปในชุมชนและทำให้คนในชุมชนเยียวยากันและกันต่อเนื่องไป ค้นพบบุคลากรในโรงพยาบาลที่มีคุณค่ามากมายในหลายสาขาวิชาชีพ เป็นอาสาสมัครในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

๒) ทำให้ผู้ดูแล (ญาติ) เกิดความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง และเป็นการกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

๓) เจ้าหน้าที่อื่นๆ เช่น แม่บ้าน ผู้ช่วยเหลือคนไข้ สามารถให้การดูแลพื้นฐานได้ เมื่อมีปัญหาจะนำมาปรึกษากับทีมดูแลและออกเยี่ยมในรายอื่นๆที่ต้องการ เกิดเป็นจิตเมตตาที่เชื่อมโยงและส่งผลให้เกิดการพูดคุยกันในความดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
๔) ทีมสรุปบทเรียนให้เห็นจุดสำคัญของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ว่าควรคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เพื่อความสบายใจของผู้ดูแลแต่เพียงฝ่ายเดียว ขอให้มีจิตใจมุ่งที่ผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพื่อความสุขสบายกายสบายใจและเพื่อจิตใจที่ดีงามและสงบของผู้ป่วย

ระยะสุดท้ายของชีวิตจบไป แต่สำหรับระยะสุดท้ายของความรัก อาจจะไม่จบด้วยชีวิต แต่ก็คงจบด้วยการแยกทาง
ความเจ็บปวดของทั้งคู่ แต่ถ้าทั้งคู่ได้มีการประเมินตามความเป็นจริง โดยใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งทางวิทยาศาตร์และความรู้สึก ว่าไม่สามารถจะไปกันต่อได้ ปรึกษาแพทย์แล้ว จึงเห็นควรให้จบลง...โดยเร็ววัน ยิ่งฝืน ยิ่งอยู่กันไปก็ยิ่งทำให้ไม่มีความสุข หมดทางรักษาให้หายขาดแล้ว...นึกถึงเพลง ระยะสุดท้าย ของ บอย ค่ะ เคยฟังไหมคะ เอามาเชื่อมกันนิดนึงอ่ะค่ะ อิอิ
เนื้อเพลง ระยะสุดท้าย – บอย Peacemaker
เธอรักฉันน้อยลงใช่ไหม หรือเธอแอบมีใคร
หรือเป็นเพราะว่าฉันมันไม่ดี
หรือว่าฉันที่ทำผิดไป รักเธอจนหมดใจที่มี
มากจนเกินกว่าที่เธอต้องการ
* เรายิ่งฝืนยิ่งทนกันไป ยิ่งเสียใจเสียน้ำตา
ทรมานและเปลืองเวลา ปวดร้าวแทบขาดใจ
** เธอก็รู้ ว่ารักเรามันใกล้จะจบ เหมือนกับเป็นโรคร้ายในใจ
หมดทางเยียวยาให้ขาดหาย เราทั้งสองก็เหมือนคนที่ไม่สบาย
ป่วยระยะสุดท้าย รักษายังไงไม่หายต้องตายอยู่ดี
ทุกทุกครั้งที่มองสบตา สายตาที่มองฉัน
มันไม่ซึ้งไม่เหมือนที่แล้วมา
มือสองมือที่เคยจับกัน เหมือนมันมีอะไรกั้นกลาง
ไม่อุ่นใจ ไม่เหมือนที่ผ่านมา
ซ้ำ *,**,**
ต้องแยกกันไป ต้องพรากกันไปอยู่ดี..
สวัสดีค่ะคุณ♥paula ♥ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
แวะมาเยี่ยมชมบันทึกค่ัะ
เพลงเพราะดีนะคะ^^
สวัสดีค่ะ...น้องพอลล่า
จุดบอบบางของจิตใจ
ชอบวลีนี้ค่ะ
มันเจาะลึกเข้าไปถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ใช่แล้วน้องพอลล่า ถ้า คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์แล้ว
ไปไม่รอดแน่.....ก็ถอนตัวเลย
ม้นจะไม่เจ็บนาน..เจ็บลึก..ไม่นานก็
สบาย....สบาย..แบบพี่นี่ไง.มีลูกชายเป็นเพื่อนก็พอ
พอลล่าจ๋า โรงพยาบาลน้ำพองเป็นหนึ่งใน โรงพยาบาลเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรงพยาบาลศรีนครินทร์
เมื่อปีที่เเล้วท่านอาจารย์ศรีเวียง ทำโครงการพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายในภาคอีสาน เราจัดอบรมให้ทั้งหมด 6 ครั้ง มีหัวข้อองค์ความรู้ต่างๆ เกียวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็น concept palliative , pain management
psychosocial care , spiritual care และ ล่าสุด จัด อบรม bereavement counseling ปิดโครงการเมื่อ 4 ก.ย. 52 มีการนำเสนอเรื่องราวการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของทุกโรงพยาบาลเครือข่าย
โรงพยาบาลน้ำพอง ถือเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลที่ต้องบอกว่าพอนำเสนอจบ อาจารย์ศรีเวียงบอกว่า อึ้งเลย คือชื่นชมเเละเขาทำได้ดีมาก ขอบคุณพอลล่าที่นำเรื่องราวดีดีของ ร.พ. น้ำพองมาเล่าสู่กันฟังเเละทบทวนความจำพี่กุ้งในวันที่นั่งฟังเขาเล่าเรือง
สวัสดีน้องพอลล่า..คณุอ้อยเล็กประสบพบพากับความตายของญาติผู้ใหญ่ถึงสองท่านนั่นคือ..คุณตาและคุณย่า...คุณตาเป็นโรคปอดหรือวัณโรคที่ตลอดชีวิตช่วงหลังครอบครัวครูอ้อยเล็กต้องแยกออกมาเพื่อให้คุณตาดูแลรักษาตัวเองโดยแม่และครูอ้อยเล็กคอยหุงหาอาหารและเครื่องใช้อื่นๆให้เป็นสัดส่วนไม่ปะปน..เพียงเพราะว่าคุณตาเป็นคนสมัยก่อนและคิดว่าตนเองแข็งแรงยาฝรั่งเป็นอะไรที่งมงายรังจะทำให้แกตายเร็วขึ้น..จะกินยาทั้งทีกล่อมกันเหมือนเด็กเลย..สุดท้ายร่างกายทนไม่ไหวไปโรงพยาบาลโรคทรวงออก..ระยะสุดท้ายของคุณตาร่ำร้องเรียกหาแต่แม่ของครูอ้อยเล็ก..และบอกว่า..อีหนูพาพ่อกลับบ้านที...สะเทือนใจมากเลยพอลล่า...คำนี้..คำว่า"อีหนูพาพ่อกลับบ้านที"..แม่ครูอ้อยเล็กพยายามไม่ร้องไห้..ใช้ความเข้มแข็งพาพ่อกลับบ้านทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าการพาพ่อกลับบ้านครั้งนี้พ่อจะได้กลับบ้านจริงๆแต่เพื่อความสุขใของพ่อ..แม่ครูอ้อยเล็กก็จำต้องยอม..พาพ่อกลับบ้าน...คุณตานอนที่บ้านได้เพียงวันเดียว..บ่ายแก่ๆคุณตาก็หมดลมลงโดยมือนั้นจับมือแม่ครูอ้อยเล็กตลอดเวลา ก่อนจากคุณตาเหลือบดูแม่ครูอ้อยเล็กเป็นระยะ..น้ำตาไหล..ผู้ใหญ่มาห้อมล้อมให้กำลังใจสีหน้าตาก่อนเสียแช่มชื่น..แต่มือนั้นไม่ยอมปล่อยมือแม่ครูอ้อยเล็กเลย..จนลมหายใจขัด..ผู้ใหญ่ทั้งหลายช่วยกันเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่มือ..ช่วยกันพร่ำบ่นสวดมนต์ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์..คุณตาสิ้นใจไปโดยสงบ..ด้วยความอบอุ่นที่มีในระยะสุดท้ายของชีวิต...
คุณย่า..เสียชีวิตตอน 6 โมงกว่าๆด้วยโรคชรา...หัวค่ำเรายังส่งย่าเข้านอน..ย่าหลับสบายดี..โดยเราก็ไม่นึกว่าเช้ามาเราจะพบความสูญเสีย..ครูอ้อยเล็กเข้าไปดูย่าตามปกติ..ตกใจไม่น้อยย่าตัวเย็นเฉียบหายใจขัด..ได้ยินเสียงครูอ้อยเล็กย่าพยายามจะอะไรสักอย่างแต่ลมหายใจไม่อำนวย..ครูอ้อยเล็กเรียกคนในบ้านเสียงลั่น..ทุกคนมาพร้อมกัน..ป้าเอาดอกไม้ที่หาได้จากข้างบ้านธุปเทียนใส่มืออย่า..บอกให้นึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เช่นเคย..สุดท้ายอย่าหมดลมลงในอ้อมกอดครูอ้อยเล็ก..ร่างนั้นเย็นเฉียบแต่ดูสีหน้าสงบราบเรียบ...จึงได้คิดว่าโบราณที่ว่า..กลับมาตายรังนั้นเป็นเรื่องที่สุดของวารสุดท้ายของชีวิตจริงๆ...บ้านเราแสนสุขใจ..แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต...
ขอบคุณนะคะที่นำเรื่องราวดี ๆมาเล่าให้พี่สาวฟัง
คำว่าระยะสุดท้าย
เป็นคำพูดที่บาดเข้าไปในหัวใจ.. เข้าไปในความรู้สึก
แม้จะรู้ว่าจะไปไม่รอด
แต่ก็อยากจะให้ได้ดูแลจนถึงที่สุด... ถึงที่สุด
เพียงแค่เราเข้าใจความรู้สึกของเขา..ญาติของเขา
ก็จะทำให้จิตใจเราอ่อนโยน เห็นใจ และดูแลเขาด้วยหัวใจ
ขอบคุณเรื่องเล่าดีดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
เป็นบันทึกที่อ่านแล้ว อบอุ่นหัวใจค่ะ
การดูแลและให้ความสำคัญกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
คนไม่มีรากเคยได้ยินโครงการนี้จากเพื่อนที่ขอนแก่นค่ะ โดยเฉพาะการดูแลทั้งที่ตึกและที่บ้าน อำนวยความสะดวกแก่ญาติเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต...ล้วนแต่เป็นการกระทำที่มีคุณค่าต่อจิตใจอย่างมาก ๆ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
เอ...แล้วระยะสุดท้ายของความรัก ล่ะ จะดูแลดีอย่างนี้หรือเปล่าหนอ...
(^___^)
น้องพอลล่า การจะจากไปตอนระยะสุดท้าย ถ้าหากมีการรู้ตัว ก็ยังพอจะได้สั่งเสีย หรือนำไปโรงพยาบาลได้ทัน แม่พี่ ท่านก็จากไปเพราะหัวใจล้มเหลวคะ หายใจขัด คุณหมอว่าหัวใจไม่ทำงานแล้ว แต่ปอดยังทำงานอยู่ อีกไม่นานก็จะเสียชีวิต แต่ยื้อให้อยู่
พี่สุไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล แม่พี่ไม่รู้สึกตัวเลย ใส่สายยางระโยงระยางไปหมด ยัดอากาศเข้าไปให้ถึงข้างในทางหลอดลม พี่สุดูตอนนั้น ตอนใส่สายยางท่านดิ้นรนพยายามไม่ใส่ พี่สุคิดว่า สายยางคงไปปิดหลอดลมท่านอีก ทุรนทุรายอยู่ได้หนึ่งวัน จนได้มัดมือไว้ เพราะท่านจะดึงออก นอนคืนตื่นมา ลิ้นจุกปากคะ พี่สุเดาว่าสายยางคงไปอุดรูอะไรซักอย่าง แล้วท่านก็ไม่ดิ้นอีกเลย นี่คือภาพการสิ้นใจที่น่าสงสารของแม่ พี่สุไม่ได้ว่าใคร เพราะหมอพยาบาลก็ต้องใช้สูตรยื้อชีวิต ก็มีวิธีนี้ที่ดีที่สุด เพราะหัวใจไม่ทำงานแล้ว แต่สงสารตอนใส่ ถ้าหากว่ามันทรมานจะไม่ใส่เลย ให้แกไปอย่างสงบๆ ขณะที่ไม่ใส่สายยางแกก็ยังพอจะได้ไม่ดิ้นรนเผื่อมีเวลาได้สั่งเสียกัน ฟังพี่สุถามแกอยู่ใกล้ พอให้แกรู้ว่าพี่สุยังอยู่ใกล้ไม่ห่างไปไหน นี่แกพะวงแต่ดิ้นรน
คนที่รู้ตัวอยู่ คุณหมอพยาบาลและพี่น้องยังพอมีเวลาต้องเอาใจใส่ให้กำลังใจผู้ป่วยได้ มีอะไรก็สั่งเสียกัน ไม่ต้องให้ห่วง เพราะทุกคนต้องมีเวลาจากไป ให้ปลง ปลง บอกกันได้
ทีนี้มาดูใจผู้ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทั้งที่ปลง ปลงแล้ว ก็ดีนะคะ ถ้าหากว่า มีหมอหรือพยาบาล มาดูใจผู้สูญเสียด้วย ก็จะทำให้ความเข้าใจบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ได้ใจชื้นขึ้นมา ให้คิดว่า เมื่อถึงเวลาของใครแล้ว หมอหรือพยาบาลจะเก่งสักปานไหน ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ แล้วก็ปลง ปลง ต่อไป ให้วันเวลารักษาใจคงอีกไม่นานถ้าปลงเป็น
เอ้าแล้วทำไม มาต่อเนื่อง จากจากตาย แล้วก็มาจากเป็นๆ การจากเป็นๆนั้น ถ้าเราขืนอยู่กันต่อไปก็จะมีแต่ความทุกข์ใจ ก็จากกันทั้งที่เป็นนี่แหละ แล้วก็ตั้งหลักใจใหม่ จะหาใหม่หรือจะไม่หาอีก ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า จะมารักษาใจกันเหมือนจากตายคงไม่ได้ ถ้าอยากไปก็เชิญเลย อโหสิกรรมกันได้
ว่าจะเอาน้องพอลล่า ไปเป็นนางนพมาศ วันลอยกระทง ที่บทความพี่สุอยู่ ไปหละ
พี่ๆคะ เม้นของทุกท่าน ให้พอลล่าได้เรียนรู้มากมายค่ะ ยังไม่ตอบนะคะ อยากขอความเห็นเยอะๆ เลยคะ
ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ
หนึ่งจุดจบ คือ อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เหลืออยู่
ขอบคุณเรื่องราวดีๆค่ะ
คิดถึงนะคะ