ข้างในมีข้าวกล้อง มีมะเขือที่เริ่มเหลืองแล้ว มีพริกสดมาอีกหน่อยหนึ่ง..นี่แหละครับสินน้ำใจให้อัยการอย่างผม จะเรียกว่าสินบนได้ไหมครับ.....

ผมเข้ามาเป็นอัยการในช่วงที่กรมอัยการกำลังพัฒนาในระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ในปี ๒๕๒๘ เป็นช่วงที่ต้องออกไปบรรยายกฎหมายตามหมู่บ้านต่างๆ ผมรับราชการอยู่ที่จังหวัดตรัง สมัยนั้นไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง รถก็ไม่มี ต้องใช้รถส่วนตัวขับปุเลงๆเข้าไปสวนยางพาราไปถึงหมู่บ้านเริ่มบรรยายกฎหมาย บรรยายเสร็จเวลาเย็นชาวบ้านเขาชวนกินข้าว บางทีก็ชวนกินเหล้าขาว แฮ่ะๆ ผมก็ร่วมวงพอเป็นพิธี การเข้าไปคลุกกับชาวบ้าน อย่างน้อยผมได้รู้จักกำนันผู้ใหญ่บ้านเพราะต้องประสานงานกัน ทีนี้ก็จะมีกำนันผู้ใหญ่บ้านเอาเรื่องชาวบ้านมาปรึกษาบ่อย เราก็ได้สนุกด้วยเพราะบางทีก็หาเรื่องไปเที่ยวกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน รู้พื้นที่ไปด้วย ได้ใจกำนันผู้ใหญ่บ้านด้วย

ผมมีลูกพี่(อัยการจังหวัด)ที่ดี คนหนึ่งเก่งงานวิชาการ เหตุผลในการสั่งสำนวนเฉียบขาดแม่นยำ อีกคนหนึ่งเก่งในเรื่องมนุษยสัมพันธ์ แต่พอถึงเวลาสังสรรค์ลูกพี่ผมฟิวส์ขาดทุกที ผมมีหน้าที่พาลูกพี่ขึ้นไปนอน ฮ่าๆ แต่ลูกพี่คนนี้ท่านสอนให้ผมให้เกียรติลูกน้อง คอยดูแลลูกน้องประคับประคองให้เขาอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม ท่านบอกว่าพวกคุณไปใหญ่กันได้เต็มที่ เขาจะได้รู้ว่า ขนาดลูกน้องยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วลูกพี่จะใหญ่ขนาดไหน อิอิ

ตอนที่เราเป็นอัยการรุ่นเล็ก เราเข้าใจว่าลูกพี่ให้เราไปวางมาดได้เต็มที่แต่พอเราเติบโตขึ้นและตามดูการทำงานของลูกพี่เราถึงได้รู้ว่า ลูกพี่สอนให้เราใช้อำนาจให้ถูกต้องและเต็มศักยภาพต่างหาก ลูกพี่ไม่เคยไปใช้อำนาจบาตรใหญ่กับชาวบ้านเลย แม้แต่พนักงานสอบสวนท่านบอกว่า “เตะก้นมันได้ แต่อย่าฆ่ามัน” หมายถึงว่าถ้าพนักงานสอบสวนทำสำนวนบิดเบี้ยว อย่าถึงกับจัดการให้เขาต้องออกจากราชการ เพราะนั่นเป็นเรื่องของสำนักงานของเขากันเองที่จะต้องจัดการกัน  แต่เราใช้เครื่องมือที่มีอยู่จัดการกับเขา เช่น สั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้ส่งพยานมาให้เราซักถามข้อเท็จจริงเอง วิธีนี้ได้ผลมานักต่อนักแล้ว

        ที่นี่เองที่ผมซาบซึ้งกับคำว่าน้ำใจของชาวบ้าน มีคดีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านถูกจับฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมรับสำนวนมาแล้วยังไม่ทันได้เขียนความเห็น ก็รู้สึกว่าคดีนี้มันมีอะไรแปลกๆเพราะปืนของกลางเป็นของบิดาที่จดทะเบียนถูกต้อง แต่บิดาตายไปหลายปีแล้ว จำเลยครอบครองปืนกระบอกนี้ต่อจากบิดา คำถามคาใจก็คือ ลูกผิดด้วยหรือ ผมก็เลยใช้เวลาค้นหาคำพิพากษาและคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมอัยการ และผมก็พบว่ามันมีกฎหมายเฉพาะว่า ถ้าผู้ครอบครองอาวุธปืนมรดกไม่แจ้งการครอบครอง โทษก็คือปรับ อายุความเพียง ๑ ปี เมื่อผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืนตั้งแต่แรกมาจนถึงวันที่ถูกจับเป็นระยะเวลานานถึง ๕ ปี ก็ดำเนินคดีกับจำเลยไม่ได้

        ยังไม่ทันได้เขียนสำนวนเลยครับ มียายคนหนึ่งหิ้วตะกร้ามาขอพบเจ้าของเรื่องคือผม แกเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากว่าหลังจากสามีแกตาย แกต้องสู้ชีวิตอย่างไร ลูกชายที่ถูกจับก็เพี้ยนๆมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ชอบนุ่งขาวห่มขาวและชอบอยู่ที่สูง ไปอยู่ในสวนบนเขา วันดีคืนดีก็ปีนไปอยู่บนต้นไม้และมาเอาปืนไปนาน ๓-๔ ปีแล้ว ช่วยยายด้วยเหอะ แต่ยายไม่มีตังค์อะไรหรอก มาขอความช่วยเหลือจริงๆ ผมเวทนายายที่อายุก็มากแล้วก็ยังต้องมาประกันตัวลูก ทำเพื่อลูก และจากข้อกฎหมายลูกยายก็ไม่ผิดด้วย จึงรับปากช่วย(ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ก็ไม่เรียกว่าช่วยเพราะทำไปตามหน้าที่)

ผมเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องและแนบคำวินิจฉัยชี้ขาดของอธิบดีกรมอัยการไปด้วย ปรากฏว่าลูกพี่เห็นด้วย จึงสั่งไม่ฟ้องเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความเห็นชอบด้วย พราหมณ์ลูกยายก็รอดคุกมาด้วยประการะฉะนี้

หลังจากนั้น ๒-๓ เดือน ผมกลับมาจากศาลในตอนบ่าย มาเจอยายนั่งเคี้ยวหมากแหย่บๆ อยู่ที่หน้าสำนักงานมีตะกร้ามาด้วย เจอหน้าผมยายจำได้ด้วยเรียก “ลูกอัยการ ยายไม่มีอะไรมาฝาก เก็บมะเขือไว้สองสามวันแต่ไม่ได้ลงมา(จากภูเขา) กับข้าวไร่ยายสีไว้ให้” แล้วยื่นให้ผม ผมดีใจมากๆที่ยายรักเราเหมือนลูกหลาน ถุงที่ใส่ของมาฝากก็เก๊าเก่า..กรุณานึกภาพถุงพลาสติกเก่าๆที่ผ่านการใช้มาแล้วสักสิบครั้ง น่าน...ข้างในมีข้าวกล้อง มีมะเขือที่เริ่มเหลืองแล้ว มีพริกสดมาอีกหน่อยหนึ่ง..นี่แหละครับสินน้ำใจให้อัยการอย่างผม จะเรียกว่าสินบนได้ไหมครับ.....

ผมย้ายออกจากจังหวัดตรังในปี ๒๕๓๐ ไปที่ตะกั่วป่า สถานที่ที่เคยเป็นทนายและนักดนตรีสวนอาหาร แต่วันนั้นไปในฐานะอัยการจังหวัดผู้ช่วย ผู้คนต้อนรับผมดีมาก เพราะเราไม่เคยวางก้ามกับใคร ผมไปร่วมงานบวช งานศพ งานแต่งงาน งานกฐิน ผ้าป่า อยู่ว่างๆก็คิดอยากจัดรายการวิทยุเพื่อเอาความรู้ทางกฎหมายส่งให้ถึงหูชาวบ้าน ต้องจูงใจด้วยเพลงลูกทุ่งปักษ์ใต้ที่สมัยนั้นต้องมีบทพูดตลกๆแบบเพลงของเพลิน พรมแดน ชาวบ้านติดกันงอมแงม เพราะผมจัดรายการเป็นภาษาท้องถิ่น เวลาผมไปบรรยายแต่ละครั้งจะมีชาวบ้านมาฟังกันเยอะ ก่อนย้ายจากตะกั่วป่า ผมไปบรรยายกฎหมายที่ อ.คุระบุรี เป้าหมายของการฝึกอบรมจะอบรมกฎหมายให้ชาวบ้าน ๑๕๐ คนตามเป้าหมายที่กรมอัยการสมัยนั้นวางไว้ แต่ปรากฏว่ามีคนมาฟังบรรยายถึง ๓๐๐ คน ยิ่งคนฟังเยอะมุขผมก็หลั่งไหลไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่มุขทะลึ่ง ฮา...จะเอาสักเรื่องไหมครับ อิอิ