ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่งบอกผมว่า ผอ. สพท. ๒ ท่าน บอกท่านว่า สิ่งที่ครูส่วนใหญ่สนใจมีอยู่ ๒ เรื่อง คือโอกาสเออร์ลี่ รีไทร์ กับการทำผลงานเลื่อนตำแหน่ง ท่านบอกว่าครูอาวุโสเหล่านี้มีชีวิตครูอยู่แบบจำใจ ไม่มีความสุขความภูมิใจในชีวิตการเป็นครู
คำบอกเล่านี้ สะเทือนใจผมมาก เพราะผมมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนต้องการความสุขในชีวิต และความสุขที่สำคัญอย่างหนึ่งคือความสุขที่มาจากความภูมิใจในชีวิตการทำงาน คนที่ไม่มีความสุขจากการทำงานน่าจะเป็นเหยื่อของระบบที่ไม่ดี
แสดงว่าระบบบริหารการศึกษาไทยทำให้ครูส่วนใหญ่ไม่มีความภูมิใจในชีวิตความเป็นครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูที่ทำงานมานาน ระบบบริหารการศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจึงเป็นระบบที่ผิด
สรุปอย่างนี้ไม่ทราบว่าผมเป็นผู้เข้าใจผิดเสียเองหรือไม่
ถ้าผมเข้าใจถูก ก็แสดงว่าข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๑) ที่ ครม. อนุมัติแล้ว และ สกศ. จัดพิมพ์เผยแพร่ ยังจับไม่ถูกจุดสำคัญ หรือจับผิดจุด หรือเกาไม่ถูกที่คัน หรือยังหาที่คันจริงๆ ไม่พบ
ในความเห็นของผม ที่คันจริงๆ คือ การไม่ให้เกียรติครู ระบบการบริหารการศึกษาในปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่ให้เกียรติครู โดยเฉพาะครูที่ควรให้เกียรติ คือครูเพื่อศิษย์ ระบบหลงไปให้เกียรติปริญญา การทำเอกสารผลงาน และการเอาใจนาย
ระบบการบริหารการศึกษา ไม่ได้ทำให้กิจกรรมครูเพื่อศิษย์เป็นกิจกรรมเรียนรู้ ที่นำไปสู่การเลื่อนวิทยะฐานะ และการทำหน้าที่ครูเพื่อศิษย์ได้ดียิ่งขึ้น เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานชื่นชมและภาคภูมิใจ และมีชีวิตชีวา ระบบที่เป็นอยู่จึงเป็นระบบที่ล้าหลังและล้มเหลว
ครูที่อยู่ในระบบนี้จึงตกเป็นเหยื่อของระบบ
เราหวังว่า ขบวนการครูเพื่อศิษย์ ครูกู้แผ่นดิน จะนำไปสู่การปฏิรูประบบบริหารการศึกษาอย่างแท้จริง เกิดระบบใหม่ ที่ให้เกียรติ ให้ลาภ ให้ยศ และให้ปัญญา แก่ครูเพื่อศิษย์ ทำให้ชีวิตการเป็นครูเป็นชีวิตอันอุดม น่าภาคภูมิใจ และไม่มีวันล้าหลัง แม้จะทำงานนาน ยิ่งทำงานนานยิ่งเป็นครูที่เก่ง ที่ศิษย์รักและเคารพ เพราะมีทั้ง tacit knowledge และ explicit knowledge ในการทำหน้าที่ครู
วิจารณ์ พานิช
๑ ต.ค. ๕๒
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์หมอครับ ;)
ครู คือ เหยื่อระบบ
การที่ครูคิดว่าติดกรอบ ติดระบบแล้วหาทางออกด้วยวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์ในอาชีพ ลืมคิดถึงจิตวิญาณความเป็นครู(เพื่อศิษย์) ส่งผลเสียกับนักเรียนมากเลยนะคะ
จริงๆครับ ครูส่วนใหญ่สนใจมีอยู่ ๒ เรื่อง คือโอกาสเออร์ลี่ รีไทร์ กับการทำผลงานเลื่อนตำแหน่ง
ถูกต้องที่สุดครับ อยากเห็นครูที่มีความคิดดีกว่านี้ครับ อย่างน้อยก็ต้องทำเพื่อเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติ
มี่เพื่อนเป็นครูที่มีผลลงานวิชาการหลายท่าน แต่ไม่เคยได้สัมภาษณ์ว่าลึก ๆ แล้วรู้สึกอย่างไร
ครูสมัยก่อนทำเพื่อศิษย์จริง ๆ สมัยนี้หลายท่านสอนพิเศษเพิ่มเติม
ในความเห็นของผม ที่คันจริงๆ คือ การไม่ให้เกียรติครู ระบบการบริหารการศึกษาในปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่ให้เกียรติครู โดยเฉพาะครูที่ควรให้เกียรติ คือครูเพื่อศิษย์ ระบบหลงไปให้เกียรติปริญญา การทำเอกสารผลงาน และการเอาใจนาย
ถูกใจค่ะ..แต่ทุกระบบแหล่ะค่ะ..เมื่อมีกรอบหรือพูดง่ายๆว่าคอก..ต้องมีนอกคอกกันบ้างล่ะค่ะ...มีครูจำนวนไม่น้อยที่คิดนอกคอกและคิดนอกกรอบ..เดี๋ยวนี้คำว่านอกคอกจะมาจำกัดความว่าเลวร้ายไม่ได้แล้วค่ะ..ครูดีๆหนีออกไปจากคอกกัน..ไปยืนปลงความวุ่นวายในคอกก็มาก..ดังการเออรี่..ก็ไม่ได้หมายความว่าครูเออรี่จี้เกียจหรือทำอะไรไม่ได้..หากแต่หมดความภาคภูมิใจในอาชีพดังที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ค่ะ....ส่วนที่จะเป็นกัลยณมิตรกันได้ก็ให้กำลังใจกันไป..มอบกำลังใจกันไปทุกวันๆก็ช่วยกันได้ในระดับหนึ่งเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ทั้ง 2 อย่าง คืออาชีพและความภาคภูมิใจค่ะอาจารย์
เกณฑ์ประเมินที่ขาด Leadership และไม่ใช้ระบบ (Quality system)เป็นเครื่องมือประเมิน แต่ไปใช้ Input, Process, Output จึงมิใช่การประเมินคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานสากลหรือตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
อาจารย์ครับ
ผมเคยคุยกับ supervisor ของผมตอนอยู่ที่อังกฤษ ตอนนั้นพึ่งสอบ viva voce เสร็จ แกเลยพาไปกินข้าวเย็นกัน คุยไปคุยมาผมบอกแกว่า "หมอกับครูนี่มีอะไรเหมือนกันอยู่อย่างนึงนะ" (แกเป็น transplantation immuologist ไม่ได้เป็น physician) แกก็สนใจ ถามว่าอะไร ผมก็ตอบแกไปว่า
"We both are very optimistic in our mission. Doctor who feels very optimistic that this patient in front of him could feel somewhat better and doing just that is his meaning of life or his existence. Teacher is just the same but who can grow a better person and this is exactly why we are there and why we've met."
ดังนั้นคนไข้ที่อาการหนักๆ ยากๆ กลายเป็น case ที่ท้าทาย ที่สอนเรา ในหน้าที่ ในความหมายที่แท้ของสิ่งที่เราเลือกมาเป็น เหมือนกับนักเรียนที่ไม่ชอบวิธีที่เราสอนแบบนี้ หรือเรียนยากๆ ที่แท้ถูกส่งมาเพื่อทำให้เราเป็นครูที่เก่งขึ้น เพราะมีอะไรที่ท้าทาย ที่เราต้องค้นหาวิธีใหม่ๆ ออกนอกจากกรอบเดิม แต่ยังคงอยู่ที่เป้าหมายเดิมอยู่
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์หมอครับ
ครู คือ เหยื่อระบบ .. ว่าตามท่าน Wasawat Deemarn เพราะเห็นและเชื่ออย่างเดียวกันครับ
ระบบที่ "หยาบ" และ "เห็นเปลือกดีกว่าแก่น" ทำลายขวัญและกำลังใจครูแท้มามากต่อมากแล้วครับ .. หลายคนต้องก้มหน้าก้มตา เดินตามลู่ที่ท่านผู้มีอำนาจวางไว้ แต่เดินได้วยความทุกข์และขมขื่น ทนไม่ไหว ลาออกไปก็ไม่น้อย ถ้านับรวมไปถึงระดับอุดมศึกษา ในเครือข่ายของพวกเราก็มีอยู่หลายคนครับ
กราบสวัสดีครับท่าน อาจารย์ ผมไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะได้มาอ่านความเห็นผมไหมครับ แต่หากท่านอาจารย์ได้อ่าน ผมขอระบายความรู้สึกดังต่อไปนี้นะครับ....
ไปอ่านแล้วคันเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนดีไหม หากจะเขียนบันทึกใหม่อาจจะถึงขั้นแตกหักครับ
จึงขอสรุปแบบเห็นแก่ตัวเองว่า….โรงเรียนของหนู ซึ่งเป็นหนูทดลอง หนูที่พร้อมจะให้ใครๆ ที่มีอำนาจทดลองไปเรื่อย ๆ โดยไม่ย่อท้อต่อการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นระบบสอบ ระบบการประเมิน ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
นอกจาก ครูจะเป็นเหยื่อของระบบแล้ว แล้วเด็กนักเรียนก็เป็นเหยื่อของระบบด้วย นอกจากนั้น เด็กก็เหยื่อของครูด้วยครับ การศึกษาก็เป็นเหยื่อของนักการเมือง มีการกินทั้งในระดับนโยบายมีครบทั้งเหยื่อและผู้ล่า ก็ห่วงโซ่ทางการศึกษานั่นเอง
เมื่อวานซืนผมได้คุยกับ อาจารย์ที่ท่านเพิ่งเกษียณไปในปีนี้ อาจารย์บอกว่า ระบบนี้มันทำให้คนเก่งๆ คนดีๆ ไม่อยากจะอยู่ในระบบ คนดีๆ เก่งๆ อยากออกก่อน ระบบมันไม่ให้อิสระต่อการพัฒนาการศึกษา มาติดพวกกฏระเบียบที่วางๆ ตั้งๆ กันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น KPI, TOR และอีกมากมาย ส่วนพวกบริหารก็ว่าผู้ด้อยโดยมองไม่เห็นใจกันและกัน
เฮ้อ…โรงเรียนของหนู(ทดลอง) ระบบของหนู
แต่สำหรับผม…ยังมีชีวิตอีกยาวไกลที่ต้องต่อสู้กับระบบของหนู และโรงเรียนของหนู
ปีหน้าจะมีการสอบระบบ RAT ที่จะเป็นรุ่นต่อไปของ GAT, PAT นั่นคือระบบหนูนั่นเอง RAT
พัฒนากันอย่างไรต่อได้คำตอบอย่างไรค่อยว่ากันครับ… ออกนอกระบบบางทีก็มีพลังไรในการทำอะไรไม่พอครับ ผมยังคิดว่าต้องใช้ระบบที่เป็นอยู่ทำระบบให้เป็นระบบที่ไม่ใช่ระบบหนู มันอยู่ที่พระเดชพระคุณของผู้บริหาร ศรัทธาที่อยากจะพัฒนาจริงๆ หากทำด้วยจิตบริสุทธิ์ที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น ผมว่ามันดีขึ้นทั้งนั้น แล้วไม่ต้องไปหาตัวชี้วัดบ้าๆบอๆ ให้เต็มเปเปอร์หรอกครับ ตัวชี้วัดมันอยู่ที่ OUTPUT ของระบบ ไม่ใช่ว่าผ่านเกณฑ์แล้วผ่าน โดยไม่เหลียวแลว่าบัณฑิตที่จบออกมาทำอะไรไม่เป็น เคยดูกันไหม เค้าจะประกอบอาชีพอะไร สอนมาอย่างไร สอนแบบนี้ต่อไปใครจะรับเข้าทำงาน สู้เค้าสร้างคนขึ้นมาเองแล้วทำงานในองค์กรของเค้าไม่ดีกว่าหรือ….
คนที่นั่งสูงๆ ลมเย็นๆ หากลงมาเดินดินบ้างผมว่าการศึกษาไทยมันคงไม่เป็นแบบนี้หรอก ส่วนบนฝันไปอีกทาง ด้านล่างก็งมๆ ทำกันไป แล้วจะตรงกันได้อย่างไร
ผมคิดว่าใช้การสอนในระบบให้เป็นระบบที่เราอยากสอนและเกิดประโยชน์นี่ละดี ที่สุดแล้ว ไม่ต้องไปเดินตามนโยบายบ้าๆ บางนโยบายหรอก จะให้ไปทำวิจัยอย่างไรละหากยังป้อนข้าวให้ตัวเองยังไม่ได้ เด็กไม่ได้ผิดหรอก ผู้ใหญ่นั่นละต้องปรับปรุงตัวเอง อย่าไปโทษเด็กเลย มีผู้บริหารคนไหนบ้างที่กล้าจะยอมรับผิดโดยไม่ไปโทษลูกน้อง…คนใต้บังคับ บัญชา…
สรุปเสียย้าวยาวครับ…. หากวันหนึ่งมีโอกาสต้องเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ผมจะทำอันแรกคือ เอาระบบ KPI, TOR ออกจากระบบก่อนเลยครับ… หากระบบนี้ดีกว่าจริงแล้วในอดีตที่ยังไม่มีระบบนี้เด่นชัด เราผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพไปแล้วมากมายในระบบ รับใช้สังคมไทย เราไปยึดกับตัวเลขมากเกินไปหรือเปล่า โดยคนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างอนาคตของชาติถูกทิ้งละเลย มันถูกต้องแล้วหรือครับ............
ระบบการศึกษามันล้มเหลว...ตั้งแต่มีระบบติวนอกระบบแล้วละครับ...เพราะหากเรียนในระบบเต็มที่ได้คุณค่าครบถ้วน จำเป็นต้องไปติวนอกระบบทำไม ว่าไหมครับ หากทุกๆ บ้านต้องส่งลูกเรียนพิเศษกันหมดแสดงว่าระบบการศึกษาในระบบมันพิการหมดแล้วเหรอครับ ทำไมไม่ลองหาทางร่วมกันละครับ ทุกๆ องค์กรก็ต้องร่วมมือกัน ผมเชื่อว่าทำได้เพียงแต่ต้องอุทิศความสุขส่วนตัวกันให้มากๆ ทำตามพระราชปณิธานของพระราชบิดาแล้วการศึกษาไทยจะดีขึ้นแน่นอนครับ จริงๆ แล้วระบบการประเมินผลจะมีอยู่ในตัวของระบบอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งเกณฑ์อะไรให้เกิดเป็นความทุกข์ทนให้กับคนอยากเออลี่เลยครับ จริงๆ เลทลี่รีไทน์ ก็จะดีกว่าด้วยซ้ำหากคนระบบมันดีและคนรักอยากจะทำงาน เพราะทำแล้วมีความสุขอยากจะอุทิศตัวเองให้กับการศึกษา คนคิดแบบนี้มีอีกเยอะ ทำไมเราไม่เอื้อให้เค้าทำ แต่พอเค้าจะทำงานต่อเลทลี่รีไทน์ ต้องไปกำหนดเค้าว่าต้อง รศ. รศ.ที่สอนไม่ได้เรื่องหรือสอนสู้ อาจารย์ธรรมดามีไหม แต่พอเค้าได้ต่อเลทลี่ก็ไปตั้งกฏเกณฑ์กดดันเค้าต่ออีก มันจะอะไรกันนักหนา...ไม่คิดหรือว่า คนเหล่านี้ทำงานสร้างคนมาเท่าไรแล้ว เก้าอี้แต่ละตัวในห้องเรียน กระดานดำ โอเวอร์เฮดท์แต่ละตัวสร้างคนมาเท่าไรแล้ว..... มองให้เห็นหัวใจของคนทำงานกันบ้างครับ แล้วคนออกนโยบายจะได้รับการชื่นชมมากขึ้นครับ
ใจเขา ใจเรา เข้าใจร้อยครั้ง สุขใจร้อยครั้ง
ใจเขา ใจเรา ออกนโยบายร้อยครั้ง สุขใจร้อยครั้ง
ใจเขา ใจเรา ออกนโยบายกี่ครั้ง คนก็ชื่นชมทุกครั้ง
ขอบพระคุณมากๆ นะครับ
ระบบการศึกษาปัจจุบัน น่ากล้วมาก เพราะเป็นระบบที่หลอกลวง สร้างภาพ สร้างหลักฐาน เป็นระบบที่สอนให้คดโกง ตั้งแต่ระบบใหญ่ ระบบรองและระบบย่อยๆ ดิฉันเป็นครูปฏิบัติการสอนมานาน อยู่ในระบบย่อยคือโรงเรียน รู้เห็นพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนเด็กมากมาย ทั้งจากตัวครู จากตัวผู้บริหาร ดังนี้
ครู มีหลายแบบ เช่น
ครูเก่าแก่ สอนดี รักเด็ก แต่ปรับตัวให้อยู่ในระบบใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีไม่ได้ ต้องทำผลงานวิจัยเลื่อนเงินเดือนไม่ได้ ยอมรับพฤติกรรมผู้บริการที่ขาดคุณธรรม ศีลธรรมไม่ได้ ฯลฯ ครูดีจึงต้องลาออก ไปแสวงหาความสงบสุขที่บ้าน
ครูนักธุรกิจ อาชีพครูเป็นอาชีพรอง ไม่สอนเด็ก ทิ้งเด็กไว้ เอาเวลาเด็กไปทำธุรกิจ จ้างวานทำ ค.ศ. 3 ได้ 2 ขั้น
เป็นคนดูแลการเงินพัสดุ ครูแบบนี้ทำให้โรงเรียนใหญ่กลายเป็นโรงเรียนเล็กมามากต่อมากแล้ว
ครูจริง พูดจริง ทำจริง สอนจริง ได้กุศล ผู้ปกครองชอบใจ ถ้าได้อยู่กับผู้บริหารที่ดี มีความรู้คู่คุณธรรมจะเจริญ แต่มันหายากมากจริง ส่วนมากก็ไปตามกระแสอันเลวร้าย
ระบบการศึกษาปัจจุบันมองที่เด็กอย่างเดียว คิดแต่จะพัฒนาเด็กอย่างเดียว ทำไมไม่ตั้งเป้าหมายที่ตัวแบบหรือแม่แบบ คือครู เป็นสำคัญ เพราะครูนอกจากจะเป็นแม่แบบแล้วยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการศึกษา เริ่มจากการคัดกรองครู เอาคนที่เหมาะสมมาเป็นครู ไม่ใช่เอากะเทยมาเป็นครู ครูนักร้อง ครูโสฯ ครูนักธุรกิจ ครูใหญ่บ้ากาม ไม่ทราบจะพูดอย่างไรดี อึดอัดจริงๆ สมควรแล้วที่การศึกษามันล้มเหลว ถ้าระบบควบคุมคุณภาพไม่เข้มแข็ง รับรองการศึกษาไทยไปไม่รอด
อยากให้ผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจมองเห็นปัญหาจริง จะได้แก้ให้ถูกจุด เกาให้ถูกที่คัน ไม่ใช่ขายฝันไปเป็นช่วง หรือโชว์นโยบายที่เพ้อฝันที่เป็นไปได้ยาก ความจริงการสร้างรากฐานทางการศึกษามันเริ่มจากการสร้างเด็กอนุบาล ประถมควรให้ความสำคัญเด็กวัยนี้ให้มาก สร้างให้เขาเข้มแข็ง มีภูมิรู้ ภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ใช่ไปหลงภูมิใจกับเหรียญทองโอลิมปิค นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่มีคุณภาพแค่ไหน เด็กส่วนใหญ่พวกนี้เขาคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ เด็กพวกนี้เขาจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่จะต้องดูแลบ้านเมืองพวกเราต่อไป เขาจะดูแลได้หรือไม่ อยากให้ท่านทั้งหลายมองจากเบือ้งล่างขึ้นไป แล้วค่อยไปกำหนดนโยบายต่างๆ
ครูน้อย โรงเรียนเล็ก ก็คิดได้แค่นี้ ท่านทั้งหลายช่วยคิดต่อที
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมคิดว่าระบบการศึกษา ยังคงไร้ซึ่งปัญญาที่อิสระที่จะดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในโลก ไร้ซึ่งจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่มีความรักเมตตาและแบ่งปัน ระบบต่างๆที่สร้างขึ้นมาก็ไม่สอดคล้องกับรากฐานทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต เศรษฐกิจสังคมและฐานทรัพยากรที่หลากหลายของชาติ ตัวเลขหรือตัวชี้วัดต่างๆที่สร้างขึ้นมาเน้นเชิงปริมาณ หาคุณภาพที่ดีได้ยากและขาดมิติความเป็นมนุษย์ ระบบที่ซับซ้อนและยุ่งเหยิงนั้น เป็นทั้งปัญหาเชิงระบบทั้งโครงสร้างการศึกษาและตัวบุคคล (การมีสภาวะอัตตาสูง) ระบบการศึกษาจึงหลงไปติดกับดักความคิดและความอยาก แบบสุดโต่ง ออกอะไรมาก็เป็นของทื่อๆ มีประสิทธิภาพต่ำทั้งที่เจตนาดี แต่ติดกับดักอวิชชาและความอยากแบบสุดโต่ง จึงได้แต่ของแห้งๆและสั่งสมของที่เน้นการวาดวิมานอยู่ร่ำไป ระบบพัฒนาคนออกจากความไม่รู้ กลายเป็นสอนให้คนหลงยึดมั่นถือมั่น และออกแนวเชิดชูบูชาและไหลไปตามความอยากที่เน้นการสะสมโลกียะทรัพย์ คือ วัตถุ ลาภ ยศ สรรเสริญ เกียรติและอำนาจเป็นหลัก ขาดซึ่งมิติของความเป็นมนุษย์ที่มีความรัก ความเมตตา การให้อภัย และความงอกงามของจิตที่จะเจริญพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น โลกจึงเสื่อมเพราะศีลธรรมเดินมาทีหลัง แต่อหังการ์ออกเดินนำหน้าครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต