บ่ายวันที่ ๒๙ ก.ย. ๕๒ ก่อนจะไปสนามบินหาดใหญ่เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ ผมขอให้โชเฟอร์ขับพาผมไปเยี่ยมบ้าน 3/3 และ ¾ ที่ครอบครัวผมเคยพักอยู่ที่หมู่บ้านเก่าหลังอ่างเก็บน้ำ อยู่ติดเชิงเขา ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ครอบครัวผมพักอยู่ที่บ้าน ๒ หลังนี้ (ทีละหลัง) รวมแล้วเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี คือระหว่างปี ๒๕๑๗ – ๒๕๓๘ ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับบ้านและต้นไม้ที่ผมปลูกไว้
ความรู้สึกแรกคือต้นมะขามคู่หน้าบ้าน ซึ่งตอนนี้อายุได้ ๓๔ ปี ผมปลูกโดยการเพาะเมล็ด ตอนผมอยู่แม่ยายมาสอยยอดมะขามอ่อนไปแกงเลียงให้กินบ่อยๆ ตอนนี้แม่ยายจากไปหลายปี ต้นมะขามสูงใหญ่สมบูรณ์ ผมถ่ายรูปและเข้าไปทักทายลูบคำ
เสียดายที่ต้นขนุน ๔ ต้น ที่ผมปลูกไว้ที่บ้าน 3/3 ถูกเอาออกหมด แทนที่ด้วยต้นไม้ชนิดอื่น ที่ผู้เข้าอยู่ชอบมากกว่า
ที่แปลกใจมาก คือต้นปาล์มที่ผมได้ต้นอ่อนมาจากนราธิวาส คงจะราวๆ ปี ๒๕๒๔ และปลูกไว้ตรงทางเดินขึ้นไปหลังบ้าน ¾ ที่ดูจากรูปร่างใบแล้วน่าจะเป็น ปาล์มเจ้าเมืองตรัง บัดนี้งอกงามและต้นสูงกว่า ๒ เมตร ใบสวยงามสมกับคำเล่าลือ ตอนผมย้ายบ้านกลับกรุงเทพต้นโตแล้วแต่ไม่งาม คงเป็นเพราะผมไม่ได้เอาใจใส่บำรุง
สภาพภายในหมู่บ้านเก่เปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก โดยบางบ้านร่วงโรยไปมาก บางบ้านซ่อม-สร้างใหม่ใหญ่โตสวยงาม ผมคิดถึงและเสียดายบรรยากาศยามเช้าที่ผมมีที่วิ่งอยู่ภายในวิทยาเขตที่สวยงาม และพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ เป็นเนินเขา เดี๋ยวนี้ผมวิ่งหรือขี่จักรยานในหมู่บ้านจัดสรร ที่เป็นที่ราบ พื้นที่ไม่กว้างขวางเท่า
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ก.ย. ๕๒
|
ต้นมะขามคู่ บ้านที่เห็นคือบ้าน 3 ทับ 3 ซึ่งเป็นหลังแรกที่ผมอยู่
|
|
ทางขึ้นบ้าน ๓ ทับ ๓ และ ๓ ทับ ๔ ที่เห็นเป็นบ้าน ๓ ทับ ๔
|
|
3 ทางเดินขึ้นหลังบ้าน ๓ ทีบ ๔ มีต้นปาล์มเจ้าเมืองตรังอายุกว่า ๒๐ ปี ปลูกอยู่ |



น่าประทับใจนะคะ ที่มีโอกาสกลับไปที่ที่เราเคยอยู่
แก้ว เคยรู้สึกคิดถึงบ้านที่เคยอยู่ใน มข เช่นกัน เพราะอยู่มานานหลายปี
วันดี คืนดี ก็จะขับรถกลับไปดู เหมือนกันค่ะ