กราบสวัสดีครับท่าน อาจารย์ ผมไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะได้มาอ่านความเห็นผมไหมครับ แต่หากท่านอาจารย์ได้อ่าน ผมขอระบายความรู้สึกดังต่อไปนี้นะครับ....
ไปอ่านแล้วคันเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนดีไหม หากจะเขียนบันทึกใหม่อาจจะถึงขั้นแตกหักครับ
จึงขอสรุปแบบเห็นแก่ตัวเองว่า….โรงเรียนของหนู ซึ่งเป็นหนูทดลอง หนูที่พร้อมจะให้ใครๆ ที่มีอำนาจทดลองไปเรื่อย ๆ โดยไม่ย่อท้อต่อการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นระบบสอบ ระบบการประเมิน ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
นอกจาก ครูจะเป็นเหยื่อของระบบแล้ว แล้วเด็กนักเรียนก็เป็นเหยื่อของระบบด้วย นอกจากนั้น เด็กก็เหยื่อของครูด้วยครับ การศึกษาก็เป็นเหยื่อของนักการเมือง มีการกินทั้งในระดับนโยบายมีครบทั้งเหยื่อและผู้ล่า ก็ห่วงโซ่ทางการศึกษานั่นเอง
เมื่อวานซืนผมได้คุยกับ อาจารย์ที่ท่านเพิ่งเกษียณไปในปีนี้ อาจารย์บอกว่า ระบบนี้มันทำให้คนเก่งๆ คนดีๆ ไม่อยากจะอยู่ในระบบ คนดีๆ เก่งๆ อยากออกก่อน ระบบมันไม่ให้อิสระต่อการพัฒนาการศึกษา มาติดพวกกฏระเบียบที่วางๆ ตั้งๆ กันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น KPI, TOR และอีกมากมาย ส่วนพวกบริหารก็ว่าผู้ด้อยโดยมองไม่เห็นใจกันและกัน
เฮ้อ…โรงเรียนของหนู(ทดลอง) ระบบของหนู
แต่สำหรับผม…ยังมีชีวิตอีกยาวไกลที่ต้องต่อสู้กับระบบของหนู และโรงเรียนของหนู
ปีหน้าจะมีการสอบระบบ RAT ที่จะเป็นรุ่นต่อไปของ GAT, PAT นั่นคือระบบหนูนั่นเอง RAT
พัฒนากันอย่างไรต่อได้คำตอบอย่างไรค่อยว่ากันครับ… ออกนอกระบบบางทีก็มีพลังไรในการทำอะไรไม่พอครับ ผมยังคิดว่าต้องใช้ระบบที่เป็นอยู่ทำระบบให้เป็นระบบที่ไม่ใช่ระบบหนู มันอยู่ที่พระเดชพระคุณของผู้บริหาร ศรัทธาที่อยากจะพัฒนาจริงๆ หากทำด้วยจิตบริสุทธิ์ที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น ผมว่ามันดีขึ้นทั้งนั้น แล้วไม่ต้องไปหาตัวชี้วัดบ้าๆบอๆ ให้เต็มเปเปอร์หรอกครับ ตัวชี้วัดมันอยู่ที่ OUTPUT ของระบบ ไม่ใช่ว่าผ่านเกณฑ์แล้วผ่าน โดยไม่เหลียวแลว่าบัณฑิตที่จบออกมาทำอะไรไม่เป็น เคยดูกันไหม เค้าจะประกอบอาชีพอะไร สอนมาอย่างไร สอนแบบนี้ต่อไปใครจะรับเข้าทำงาน สู้เค้าสร้างคนขึ้นมาเองแล้วทำงานในองค์กรของเค้าไม่ดีกว่าหรือ….
คนที่นั่งสูงๆ ลมเย็นๆ หากลงมาเดินดินบ้างผมว่าการศึกษาไทยมันคงไม่เป็นแบบนี้หรอก ส่วนบนฝันไปอีกทาง ด้านล่างก็งมๆ ทำกันไป แล้วจะตรงกันได้อย่างไร
ผมคิดว่าใช้การสอนในระบบให้เป็นระบบที่เราอยากสอนและเกิดประโยชน์นี่ละดี ที่สุดแล้ว ไม่ต้องไปเดินตามนโยบายบ้าๆ บางนโยบายหรอก จะให้ไปทำวิจัยอย่างไรละหากยังป้อนข้าวให้ตัวเองยังไม่ได้ เด็กไม่ได้ผิดหรอก ผู้ใหญ่นั่นละต้องปรับปรุงตัวเอง อย่าไปโทษเด็กเลย มีผู้บริหารคนไหนบ้างที่กล้าจะยอมรับผิดโดยไม่ไปโทษลูกน้อง…คนใต้บังคับ บัญชา…
สรุปเสียย้าวยาวครับ…. หากวันหนึ่งมีโอกาสต้องเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ผมจะทำอันแรกคือ เอาระบบ KPI, TOR ออกจากระบบก่อนเลยครับ… หากระบบนี้ดีกว่าจริงแล้วในอดีตที่ยังไม่มีระบบนี้เด่นชัด เราผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพไปแล้วมากมายในระบบ รับใช้สังคมไทย เราไปยึดกับตัวเลขมากเกินไปหรือเปล่า โดยคนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างอนาคตของชาติถูกทิ้งละเลย มันถูกต้องแล้วหรือครับ............
ระบบการศึกษามันล้มเหลว...ตั้งแต่มีระบบติวนอกระบบแล้วละครับ...เพราะหากเรียนในระบบเต็มที่ได้คุณค่าครบถ้วน จำเป็นต้องไปติวนอกระบบทำไม ว่าไหมครับ หากทุกๆ บ้านต้องส่งลูกเรียนพิเศษกันหมดแสดงว่าระบบการศึกษาในระบบมันพิการหมดแล้วเหรอครับ ทำไมไม่ลองหาทางร่วมกันละครับ ทุกๆ องค์กรก็ต้องร่วมมือกัน ผมเชื่อว่าทำได้เพียงแต่ต้องอุทิศความสุขส่วนตัวกันให้มากๆ ทำตามพระราชปณิธานของพระราชบิดาแล้วการศึกษาไทยจะดีขึ้นแน่นอนครับ จริงๆ แล้วระบบการประเมินผลจะมีอยู่ในตัวของระบบอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งเกณฑ์อะไรให้เกิดเป็นความทุกข์ทนให้กับคนอยากเออลี่เลยครับ จริงๆ เลทลี่รีไทน์ ก็จะดีกว่าด้วยซ้ำหากคนระบบมันดีและคนรักอยากจะทำงาน เพราะทำแล้วมีความสุขอยากจะอุทิศตัวเองให้กับการศึกษา คนคิดแบบนี้มีอีกเยอะ ทำไมเราไม่เอื้อให้เค้าทำ แต่พอเค้าจะทำงานต่อเลทลี่รีไทน์ ต้องไปกำหนดเค้าว่าต้อง รศ. รศ.ที่สอนไม่ได้เรื่องหรือสอนสู้ อาจารย์ธรรมดามีไหม แต่พอเค้าได้ต่อเลทลี่ก็ไปตั้งกฏเกณฑ์กดดันเค้าต่ออีก มันจะอะไรกันนักหนา...ไม่คิดหรือว่า คนเหล่านี้ทำงานสร้างคนมาเท่าไรแล้ว เก้าอี้แต่ละตัวในห้องเรียน กระดานดำ โอเวอร์เฮดท์แต่ละตัวสร้างคนมาเท่าไรแล้ว..... มองให้เห็นหัวใจของคนทำงานกันบ้างครับ แล้วคนออกนโยบายจะได้รับการชื่นชมมากขึ้นครับ
ใจเขา ใจเรา เข้าใจร้อยครั้ง สุขใจร้อยครั้ง
ใจเขา ใจเรา ออกนโยบายร้อยครั้ง สุขใจร้อยครั้ง
ใจเขา ใจเรา ออกนโยบายกี่ครั้ง คนก็ชื่นชมทุกครั้ง
ขอบพระคุณมากๆ นะครับ