จำได้นะครับ เรากำลังเดินอยู่ที่ "ดอยอ่างกาหลวง" ผ่านมาแล้วถึง ด่านที่ 7 อิงอาศัย

(ขี่รถเครื่องเก่า ๆ ถือกล้อง Nikon D60 ใหม่ ๆ กับการก้าวย่างไป..บนยอดดอยอินทนนท์ (2) ... ดอยอ่างกาหลวง)

 

 

 

เรามาเดินกันต่อ ...

 

 

ระหว่างทาง ผมเห็น เห็ด 1 เห็ด ขึ้นอยู่บนขอนไม้ท่ามกลางเฟิร์น เรียกว่าภาพซ้ำซ้อน ยังพอเรียกได้เลยครับ โผล่มาได้ยังไง ดอกเดียวเนี่ยนะ คล้ายเพชรในตมหรือเปล่าเนี่ย อิ อิ

 

 

พบป้ายเล่าเรื่อง "อ่างกา" ... "อ่างกา" เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติ (พรุน้ำจืด) อยู่สูงที่สุดของประเทศไทย ... (อา จะให้ผมอ่านให้เหรอครับ ม่ายเอาล่ะ อ่านเองให้จบนะครับ อิ อิ)

 

 

ด่านที่ 8 วิหคไพร ... เป็นแหล่งดูนกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย นกกินปลีหางเขียว นกกินปลีหางบ่วง ฯลฯ เยอะครับ เวลาเดิน เราจะได้ยินเสียงนกตลอดเส้นทาง ธรรมชาติมาก ๆ

 

 

เส้นทางคลาสสิคที่ยากเกินบรรยายในป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้

 

 

ด่านที่ 9 ภูมิอากาศท้องถิ่น ... อากาศเริ่มชื้นมากขึ้น เฟิร์นเริ่มเกาะลำต้นไม้ถิ่นมากขึ้น ... เลี้ยวขวาไป "ศาลเจ้ากรมเกียรติ" ตรงไป "ด่านที่ 10"

 

 

ผมเลี้ยวขวาไป "ศาลเจ้ากรมเกียรติ" เป็นทางลงดอยครับ สะพานจะชันสักหน่อย

 

 

เดินลงไปเรื่อย ๆ ครับ ...

 

 

บันไดชันนิดหน่อยครับ แต่เส้นทางสวยมาก

 

 

ถึงทางลง ทางเริ่มเสมอเท้า ...

 

 

ถึงแล้วครับ ใช้ระยะทางในการเดิน 150 เมตร ... ขอบอกครับว่า เสียวสันหลังมาก ไม่มีใครเดินด้วยเลย แถมเวลาก็เริ่มเย็นแล้วด้วย บรื้ยยยย

 

 

ศาลนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ พลอากาศเอก เกียรติ มังคละพฤกษ์ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (นายนิพนธ์ บุญทารมณ์) ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพอากาศ และประเทศชาติ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกและถึงแก่อนิจกรรม ณ ที่นี้ หลังจากเสร็จภารกิจสำรวจที่ตั้งศูนย์ควบคุมและรายงานดอยอินทนนท์ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๔

(ข้อสังเกต คือ ใต้ศาลเจ้าจะเป็นเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ลำที่ตก ย้อนไปดูภาพบน)

 

 

เมื่อมาถึงที่ตั้งของศาลเจ้ากรมเกียรติแล้ว ก็ต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิม เพราะไม่มีทางไปอีก

 

 

ต้องรีบเดินหน่อย ไม่ใช่ เพราะมันกำลังจะมืด แต่เพราะว่าหลังมันรู้สึกเย็นวาบ ๆ ครับ รีบไปกันเหอะ

 

 

ระหว่างทางก็เจอภาพใบไม้แก่ ๆ ร่วงอยู่บนสะพานทางเดิน พร้อมมีแสงอาทิตย์ฉายออกมาแสงเงา

 

 

ย้อนกลับมาเส้นทางเดิม ด่านที่ 10 ต้นกำเนิดน้ำ ...

 

 

นี่ไงครับ ต้นกำเนิดน้ำ จริง ๆ มันจะเป็นลักษณะตาน้ำที่ผุดออกมาจากพื้นดิน ซึ่งพื้นดินที่เป็นป่าพรุน้ำจืด มันเป็นการทับถมของใบไม้ในอ่างกะทะบนยอดดอย จะมีน้ำซับตลอดปี ไหลเป็นลำธาร แล้วไปรวมกับแม่น้ำแม่แจ่มที่อำเภอแม่แจ่ม แต่ตาน้ำเล็ก ๆ แบบนี้แหละครับ ช่วยกันรักษาไว้นะครับ

 

 

ลำธารเล็ก ๆ ... แต่ประโยชน์มหาศาล หรือจะเป็นลำธารใหญ่ แต่ไร้ประโยชน์ดีล่ะ

 

 

เฟิร์นที่เกาะอยู่ มีแสงสาดส่อง และเป็นเฟิร์นที่พร้อมจะผลัดใบใหม่ ปลายชี้ลง

 

 

ก้าวเดินไปเรื่อย ๆ ทุกมุมเดิน มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง

 

  

เดินขึ้นบ้าง ...

  

 

เงยหน้ามองฟ้า ก็เห็นแต่ต้นไม้ เฟิร์น มอส ตะไคร่สุดขอบฟ้า ...

  

 

สร้อย ห้อย ระย้า เพราะฉันคือ ป่าของเธอ ...

  

 

ผมชอบแสงที่สาดมามาก มันเหมือนเทพนิยายในฝันของป่าดึกดำบรรพ์ในตำนาน

  

 

ใกล้แสงสุดท้ายเต็มที มอส ตะไคร่ เกาะราวสะพานดั่งเพื่อนรักที่ไม่ยอมแยกจากกัน

  

 

ฉันรักเธอ ... มอสบอกรักสะพานที่แสงสาดส่อง

  

 

ด่านที่ 11 คุณค่านิรันดร ... ป่ามีประโยชน์เอนกอนันต์เหนือที่จะกล่าว เหลือแต่เจ้า มนุษย์ เจ้าจะทำอย่างไรกับฉันล่ะ

 

 

ทางเดินแห่งเทพนิยาย ...

 

 

สะพานไม้ที่ฉันเดินผ่าน ... ต้นไม้ที่เลื้อยหาแสง ... เป้าหมายอยู่ไกล ๆ แต่ไม่เกินที่เราจะเดินให้ถึง

  

 

เฟิร์นยังคงมีอยู่ไม่เลือนหาย ... เป็นเส้นทางสุดท้ายก่อนออกมา

  

 

ผมจะกลับบ้านแล้วครับ หลังจากอิ่มเอิบใจภายในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกา

แถมมีเจ้าเมฆาแอบมาต้อนรับการกลับลงพื้นราบด้วย ... ก้อนเมฆสีขาวก้อนใหญ่ ๆ

 

ขอบคุณกัลยาณมิตรที่แวะเข้ามาเที่ยวชม

ผมหวังเพียง "ความสุข" ที่กำลังจะเกิดขึ้นในใจของแต่ละท่าน

 

บุญรักษา ทุกท่าน ;)

 

ป.ล. บันทึกต่อ ๆ ไปจะเป็นการบันทึกภาพเก็บตกด้วยกล้อง Olympus SP-570UZ ที่ไม่ใช่กล้อง Nikon D60 เหมือน 3 บันทึกที่ผ่านมาครับ ;) ... โปรดรอชมและเปรียบเทียบสีสันดูครับ

 

 

ข้อมูลภาพถ่าย

สถานที่ : อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

วันที่บันทึก : 15 ตุลาคม 2552

กล้อง : Nikon D60

ผู้บันทึก : wasawatdeemarn

 

 

บันทึกที่เกี่ยวเนื่อง