ทุกวันนี้เสียงของพายุมันยังก้องอยู่ในหูของผมตลอดเวลาอย่างไม่มีวันลืม

        วันที่4พฤศจิกายน 2552นี้ทางจังหวัดชุมพรร่วมกับทุกภาส่วนจะมีการซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น ABCพัดเข้าจังหวัดชุมพร เพื่อเป็นการระลึกถึง 20 ปีมหันตภัยพายุไต้ฝุ่นเกย์พัดถล่มจังหวัดชุมพรจนเสียหายพังยับเยิน ผมเองตั้งแต่วันที่ 6-10ตุลาคม52 ได้เข้าร่วมประชุมซ้อมแผนป้องกันพายุไต้ฝุ่นในครั้งนี้ด้วยในฐานะผู้รับผิดชอบงานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน(EMS)จังหวัดชุมพร หลังจากประชุม6-10ตุลาคม52แล้วผมยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมซ้อมแผนบนโต๊ะด้วยหลายครั้งโดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรท่านต้องการให้งานนี้ออกมาสมจริงและมีประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยพายุจริงๆ  “ผมเองคือบุคคลหนึ่งที่ยังจำความเลวร้ายในครั้งนั้นได้อย่างไม่มีวันลืม” ผมจึงขอเล่าเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนั้น

 

        4พฤศจิกายน 2532 ตอนนั้นผมอายุได้ 12 ปีกำลังเรียนอยู่ชั้นป.6 ช่วงนั้นเป็นวันปิดภาคเรียนผมอยู่กับบ้านบ้านผมอยู่ในตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ก่อนหน้าพายุพัดหนึ่งสัปดาห์กรมอุตุนิวิทยาประกาศเตือนจังหวัดทางภาคใต้ว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นพัดเข้าที่จังหวัดแถวๆอ่าวไทย คาดว่าจะเป็นสุราษฎร์หรือชุมพร โดยจะประกาศทางวิทยุอยู่ป็นระยะๆ ให้ประชาชนเตรียมตัวรับพายุลูกนี้ “ไม่มีใครในหมู่บ้านผมรู้สึกตื่นเต้น ตื่นกลัวกับคำประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาในครั้งนี้เลย”คงมีแต่พ่อของผมที่ตระหนักอยู่และเกลงกลัวอยู่บ้าง พ่อบอกให้ผมและพี่ชายช่วยเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงพลาสติก หุงข้าวให้เต็มหม้อ  ไว้ วันนี้ผมมองไปบนท้องฟ้าท้องฟ้ามีสีแดงส้มๆผมก็ถามพ่อว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นพ่อบอกว่าปู่เคยบอกไว้ว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

       เช้าวันที่ 4พฤศจิกายน 2532 เวลาประมาณ 7 โมงเช้ารถยนต์ประจำทางที่วิ่งรับส่งชาวบ้านเพื่อไปซื้อของที่ตลาดมาจอดที่หน้าบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อมารอแม่ที่จะไปตลาดเพื่อซื้อของด้วย โดยไม่ฟังคำเตือนจากพ่อว่าพายุจะพัดเข้ามาที่จังหวัดชุมพร พ่อผมตะโกนบอกทุกคนในรถยนต์ที่กำลังจะไปตลาดจนรถยนต์แน่นเอี๊ยด! ว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นเกย์พัดเข้าจังหวัดชุมพรนะอย่าไปกันเลย ผู้คนในรถรวมทั้งแม่ไม่เชื่อฟังพ่อซักคน และยังกล่าวล้อเล่นอีกว่า “ให้มันมาซิอยากรู้ว่าเกย์มันจะสู้ผู้ชายทั้งแท่งได้อย่างพร้อมกับหัวเราะกันสนุกสนาน”แล้วรถยนต์ก็วิ่งไปตลาดในตัวเมืองชุมพรห่างจากบ้านผมประมาณ 40 กม. พ่อเปิดวิทยุฟังตลอดเวลา ประมาณ 8 โมงกว่าๆอากาศ เงียบสงัดแม้แต่ลมยังไม่พัดเลยสักนิดต้นไม้ข้างบ้านไม่ไหวเอน นกน้อยใหญ่บินส่งเสียงร้องดังล่นเหมือนกับกำลังตกใจหนีอะไรสักอย่าง มันแปลกแฮะทำไมมันเงียบอย่างนี้ มีแตเสียงวิทยุที่ประกาศเตือนว่าพายุจะขึ้นฝั่งที่จังหวัดชุมพร แล้วจู่ๆสัญญาณการถ่ายทอดเสียงก็หายไป สักพักใหญ่ๆลมก็เริ่มพัดสังเกตจากบนภูเขาข้างบ้านค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้ามืดครึม พร้อมกับฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา “เสียงกิ่งไม้ลั่นหักดังเปรี๊ยะๆอยู่บนภูเขา พร้อมกับเศษกระเบื้องและสังกะสีที่ปลิวว่อน แพร่งพรางสนั่นหู “พ่อตะโกนบอกให้ผมและพี่ชายวิ่งเข้าอยู่ในบ้าน บ้านของผมเป็นบ้านไม้สองชั้นแต่ชั้นบนยังสร้างไม่เสร็จมีแค่เสายังไม่มีฝากั้นส่วนชั้นล่างเป็นปูนแต่ก็ยังไม่ได้ติดหน้าต่างส่วนที่ติดหน้าต่างก็คือส่วนในห้องนอนซึ่งอยู่ส่วนท้ายของบ้านห้องน้ำที่ปูกระเบื้องเสร็จได้ไม่ถึงอาทิตย์ พ่อพาผมกับพี่ชายหลบอยู่ในห้องได้ซักพักหลังคากระเบื้องในห้องก็ปลิวหายไปหมดทำให้ตอนนี้เราเปียกฝนกันทั้งสามคน พ่อนำเบาะที่นอนมาปิดศีรษะให้ผมเพราะกลัวกระเบื้องจะหล่นใส่ศีรษะ และให้นั่งอยู่ในมุมห้อง  ทันใดนั้นเสียงเสาบ้านลั่นเปรี๊ยะ!เสาโครงบ้านชั้นสองเหมือนจะเอนไปตามแรงของพายุ พ่อกับพี่ชายออกไปหาตะปูและค้อนวิ่งขึ้นไปเพื่อจะเอาปะตูไปตอกให้เสาบ้านล้มทับ ตอกได้สักพัก เสียงพี่ชายร้องโอ้ย!เศษกระเบื้องปลิ้วมาโดนที่ศีรษะอย่างจัง มีเลือดออกโชก ผมวิ่งออกมาดูจากที่กำบังเห็นพ่อนำผ้าขนหนูปิดที่ศีรษะของพี่ชายไว้ไม่ให้เลือดไหลแล้วพาลงมาข้างล่างพ่อใช้ผ้าเท่าที่หาได้ตอนนั้นพันศีรษะพี่ชายไว้พร้อมทั้งพาผมและพี่ชายหลบไปอยู่ในห้องน้ำเพราะเกลงว่าเสาบ้านชั้นสองจะล้มลงมาทับ พวกเราหลบอยู่ในห้องน้ำโดยไม่รู้ว่าตอนนี้เวลากี่นาฬิกา ท้องฟ้ามืดเหมือนตอนกลางคืนมองลอดช่องลมออกไปเห็นเกลียวคลื่นลมที่พัดหมุนควงสว่านอย่างน่ากลัว เสียงต้นไม้ล้มยังดังสนั่นพร้อมกับคลื่นพายุ  ไอ้แดงวัวที่ผมเลี้ยงเป็นประจำทุกวัน ซึ่งถูกไว้ที่ต้นขนุนหลังบ้านมันพยายามดิ้นจนเชื้อกขาดวิ่งผ่าลมพายุเพื่อจะเข้ามาหลบในบ้านมันกลิ้งไปตามแรงของลมพายุมันตะเกียกตะกายจนยืนได้และเข้ามาหลบในบ้านได้สำเร็จ ผมได้แต่มองและให้กำลังใจมันผ่านทางห้องน้ำ เวลายิ่งผ่านไปพายุไม่มีวี่แววว่าจะหยุดยังคงพัดหมุนเปลี่ยนทิศเข้ามาเรื่อยๆ “สักพัก เสียงโครมดังสนั่นหวั่นไหว โครงบ้านชั้นสองพักลงมาทับห้องที่ผมหลบอยู่ตอนแรกโชคที่ที่พ่อพาผมหลบไปอยู่ในห้องน้ำ “หลังจากนั้นต้นสะตอต้นใหญ่ที่ปลูกไว้หลังบ้านค่อยๆเอนตามแรงลมลงมาเบาๆมาปิดทับหลังคากระเบี้ยงห้องน้ำไว้ไม่ให้กระเบื้องปลิวจนหมดทำให้เราสามคนได้หลบฝนอยู่บ้าง เวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงผมไม่สามรถประมาณได้ตอนนี้สายลมเริ่มเบาลงแต่ฝนยังตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นบ้างทำให้มองเห็นออกไปข้างนอก พ่อพี่ชายและผมออกมาจากห้องน้ำ สัมผัสแรกที่มุดออกมาจากห้องน้ำมองที่บ้านบ้านพังเรียบ  ต้นไม้ในสวนล้มราบคาบระเนระนาดทำให้ดูโล่งกว้าง เห็นแต่น้ำคลองสีฝุ่นเข้มเหมือนทะเลทราย พ่อรีบวิ่งออกไปดูน้ำคลองที่ริมตะลิ่งพร้อมกับวิ่งมาบอก น้ำกำลังจะล้นตะลิ่ง ให้ผมกับพี่ชายรีบนำถุงผ้าที่เก็บไว้วิ่งไปหลบในที่สูง พี่ชายกับพ่อขนของที่จำเป็น เราถือหม้อข้าวที่พ่อให้หุงไว้เยอะๆไปหลบในที่สูง ด้วยความหิวข้าวในหม้อเย็นที่มีน้ำฝนลงไปอยู่แล้วบ้างทำให้เราประทังความหิวไปได้บ้าง  หลังจากฝนและพายุไต้ฝุ่นเกย์ผ่านพ้นไปท้องฟ้าสว่างมันเป็นเวลาประมาณตอนบ่ายๆพ่อพาผมกับพี่ชายเดินตามทางมุ่งหน้าไปที่โรงเรียนเพราะเป็นที่สูงและน่าจะแข็งแรงที่สุดระหว่างทางที่เดินพบชาวบ้านเป็นลุงกับป้านั่งร้องไห้พร้อมทั่งบอกว่าหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว พ่อเข้าไปปลอบพร้อมทั้งบอกว่าตอนนี้เราเอาชีวิตให้รอดก่อนเรื่องทรัพย์สินเงินทองถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้ พร้อมทั้งชวนไปอยู่ที่โรงเรียนด้วยกันก่อน ที่โรงเรียนมีหลายครอบครัวที่มาอาศัยหลบพายุอยู่ก่อนแล้ว หลังจากนั้นผมสังเกตความร่วมมือจากทุกคนช่วยกันสร้างซ่อมแซมที่พกที่โรงเรียนและช่วยกันทำกับข้าวกินด้วยกันช่วยเหลือกันเท่าที่ใครจะมีเหลืออยู่  พวกเราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอยู่หลายวัน กว่าที่ทางการจะนำเรือท้องแบนนำอาหารต่างๆมาช่วย ผมช่วยทำแผลแตกให้พี่ชายเพราะที่โรงเรียนมีห้องปฐมพยาบาลและมียาแดงใส่แผลสด สำลี และแอลกอฮอล์และยาแก้ปอดอีกหนึ่งกระปุก เพราะเคยมีหมออนามัยเคยมาสอนการอนามัยโรงเรียนและให้ยาไว้ที่โรงเรียนผมยังช่วยทำแผลให้กับเด็กๆและชาวบ้านอีกหลายคนที่โดนเศษกระเบื้องบ้างเศษไม้บ้าง"และนี่ก็คือจุดเริ่มแรกของเส้นทางชีวิตหมออนามัยของผมด้วยครับ"

        ตอนนี้ผมนึกถึงแม่เพราะแม่เดินทางไปตลาดไม่รู้เป็นตายไร้ดีอย่างไรหลายวันแล้วก็ยังไม่ทราบข่าว แต่หลังจากนั้นแม่ก็แจ้งข่าวมากับเรือท้องแบนว่าหลบอยู่บ้านป้าที่ตัวเมืองชุมพร ปลอดภัยดี เพราะที่ชุมพรโดนพายุไม่เยอะเหมือนที่ท่าแซะ หลังจากนั้นความช่วยเหลือจากส่วนต่างๆก็หลั่งไหลมาช่วยพวกผมและชาวบ้านโดยไม่ขาดสายทำให้ผมเชื่อครับว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน ผมจากเด็กที่เริ่มต้นจากศูนย์เมื่อตอนปี2532ตอนนี้ผมได้มาอยู่ตรงนี้ก็เพราะน้ำใจของคนไทยที่ช่วยเหลือครับ

 

                                                         EMT-B

                                                             19/10/52

ภาพถ่ายเหตุการจริงจากอินเตอร์เนตครับ