ล้อมวงเข้ามาครับ ผมจะเล่าต่อ......ผมมีครอบครัวในขณะที่เรียนเนติบัณฑิตไปด้วย ทำงานไปด้วย เพื่อนๆที่ฝึกงานที่กรุงเทพพอรู้ว่าผมเปิดสำนักงานทนายความเองหลังฝึกทนายเพียงหกเดือน ต่างร้อง เฮ้ย...เอ็งกล้าขนาดนั้นเลยเหรอวะ...เวลาเอ็งมีปัญหาเอ็งจะทำอย่างไร พวกพี่ๆข้าฯฝึกกันสองปียังไม่ค่อยกล้าเปิดสำนักงานเองเลย....ผมบอกว่าเวลามีปัญหาก็หอบเรื่องไปหาลูกพี่สิ จะยากอะไร ลูกพี่ผมเต็มใจที่จะช่วยสอนให้อยู่แล้ว

ในขณะเป็นทนายความมีคดีที่อยู่ในความทรงจำ ๔-๕ เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องยายคนหนึ่งมีฐานะยากจนมากๆ หนีความเดือดร้อนมาจากนครศรีธรรมราชมาอยู่ที่อำเภอคุระบุรี มาปลูกกล้วยอยู่ในป่า วันดีคืนดีถูกหาว่าลักกล้วยของสวนข้างเคียง ยายมานั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ศาลเพราะไม่มีเงินจ้างทนายความ ผมว่าความเสร็จประมาณบ่ายสามโมง ยายคนนี้ก็นั่งคอยลูกอยู่ เจ้าหน้าที่ศาลมาบอกว่าคุณ ช่วยแกหน่อยเหอะ..แกน่าสงสารมากๆ เพราะยากจนเสื้อผ้าก็ขาดๆเก่า ผมเข้าไปคุยด้วยก็ได้ความว่าก่อนคดีนี้นายทุน(ผู้เสียหายคนเดิม)เคยแจ้งความหาว่าแกบุกรุกที่ดิน สู้คดีกันในศาล สร้อยคอทองคำสองสลึงที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาก็ต้องขายให้ค่าทนายความไปแล้ว แต่แกก็ชนะคดี ในระหว่างคดีฝ่ายผู้เสียหายเดิมก็ปลูกกล้วยมาติดสวนกล้วยของแก แล้วมากล่าวหาว่าแกลักกล้วย

สมองผมแล่นปรู๊ดปร๊าด เพราะเราทันเกมว่าถ้าแกถูกศาลพิพากษาว่าลักกล้วยก็แสดงว่าสวนกล้วยตรงนั้นเป็นของนายทุน ถ้าแกพ้นจากความผิดฐานลักทรัพย์สวนกล้วยและที่ดินตรงนั้นยังเป็นของยาย ผมรับปากว่าความทันที และนัดมาเจอกันในวันที่ศาลนัดสืบพยาน บอกให้เอาสำเนาคำฟ้องคดีเก่ามาด้วยเพื่อจะดูเรื่องราวที่เขาฟ้อง

ถึงวันนัด แกเข้ามาสวัสดีและจูงมือผมไปที่ลับตาและบอกว่า ยายเอาค่าว่าความมาให้ก่อน ๕๐๐ บาท แต่ยายขอ ๕๐ บาทเอาไว้จ่ายค่ารถก่อนนะ..โถ.....ยาย... ผมบอกว่ายายเอาเงินเก็บไว้ใช้เถอะนะ ผมจะว่าความให้ยายโดยไม่คิดค่าว่าความหรอก ยายไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น วันนี้ผมเอาเสื้อผ้ามาให้ยายด้วย  ผมสู้คดีนี้ให้ยายด้วยความรู้สึกว่าเราจะต้องสู้เพื่อความเป็นธรรมให้ยาย ผมถามค้านนายทุนผู้เสียหายเกี่ยวกับเรื่องยายอุทิศที่ดินที่ยายปลูกกล้วยบางส่วนให้วัดเป็นทางเข้าออกและเจ้าอาวาสวัดนั้นได้มาเบิกความที่ศาลไว้แล้ว  นายทุนคนนั้นเบิกความว่าพระที่มาเบิกความพูดเท็จ อ้าว.....ผมถามว่าคุณได้ฟ้องพระไหมว่าเบิกความเท็จ แกก็ตอบว่าไม่ได้ฟ้อง ผมก็ถามต่อว่าจะถอนคำพูดไหมที่กล้าพูดคำว่า “พระพูดเท็จ” นายทุนคนนั้นก็หงุดหงิดแล้วพูดว่า “ผมเพิ่งรู้ว่าความไม่เป็นธรรมก็เกิดขึ้นได้หากมีนักกฎหมายช่วยคนผิด” เจี๊ยก...ด่าใคร....ผมก็ทำเซ่อโยนต่อ  “อ้าว...คุณว่าคนในกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งศาลด้วยนะเพราะศาลก็เป็นนักกฎหมาย”  ฮา... ศาลก็รับมุขเพราะศาลท่านรู้อยู่แล้วว่ายายถูกข่มเหง  ศาลก็พูดว่า พูดดีๆนะ..จะเอายังไง....นายทุนก็บอกว่าผมไม่มีเจตนา ผมถอนคำพูดแล้วกัน ผมก็เลยจบคำถาม

และแล้วก็ถึงวันฟังคำพิพากษา ยายมาในชุดเสื้อสีเขียวไม่รู้ใครให้มา เอากล้วยมาฝากผมด้วย แฮ่...แต่ก็บอกว่ายายตัดกล้วยมาให้เป็นค่าเรือด้วย และผลคดีก็ออกมาตามที่เราคาดหมายไว้คือพิพากษายกฟ้อง อัยการก็ไม่อุทธรณ์ คดีก็เลยจบลงอย่างงดงาม ยายมาไหว้ผมและอวยพรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ไม่รู้เพราะคำอวยพรของยายหรือเปล่า ที่ทำให้ผมยังเจริญไม่หยุดทำท่าจะไปแตะที่ ๑๐๐ ก.ก.แล้ว ฮา....

อีกคดีหนึ่งที่มันมาก พอเราเป็นทนายความเต็มตัวก็ไปขึ้นบัญชีเป็นทนายขอแรง คือเป็นทนายคนยากว่าความฟรี แต่กระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้นมีเงินรางวัลทนายให้คดีละไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท มันมาเกิดเหตุตรงที่ลูกพี่ผมมีกิจการทำเรือดูดแร่ กิจการก็ทำกำไรได้บ้างไม่ได้บ้าง วันดีคืนร้ายก็มีคนร้ายมาปล้นแพดูดแร่ของลูกพี่ผม ในที่สุดก็จับคนร้ายได้ แต่คนร้ายอ้างว่าไม่มีเงินจ้างทนายความ ศาลจึงขอแรงทนายว่าความให้ คิวใครไม่เจอมาเจอคิวผม อ้าว...ลูกพี่เป็นผู้เสียหาย ผมเป็นทนายจำเลยสู้กับลูกพี่ตัวเอง ผมรีบเข้าไปบอกลูกพี่ว่าผมจะขอถอนตัว ลูกพี่บอกไม่ต้อง ว่าให้เต็มที่ไปเลย อ้าว...ยังงั้นก็มันสิครับ

ผมไล่ต้อนพยานลูกพี่ผมเสียเละ ในที่สุดศาลยกฟ้อง ฮา...นึกว่าลูกพี่จะโกรธ แต่ลูกพี่ผมไม่โกรธ แถมชมผมเสียอีกว่าเก่ง...ผมทำหน้าปูเลี่ยนไม่รู้จะดีใจหรือเขกกบาลตัวเองดี อิอิ แถมหูฝาดได้ยินเสียง...กรอดๆ..ฮา..

การที่ศาลขอแรงในสมัยนั้นจะเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง มีคดีปล้นทรัพย์ในเวลากลางวัน  ก่อนหน้านั้นจำเลยตกลงว่าจะจ้างทนายความเอง แต่พอถึงวันนัดสืบพยานก็แถลงศาลขอให้ศาลขอแรงทนายความให้ เพราะทนายความรียกค่าว่าความจำเลยคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่มีเงิน จึงขอให้ศาลตั้งทนายให้แถมขอผมเป็นทนายให้ด้วย โห...พี่ขอทนายฟรีแล้วยังจะเลือกด้วยเหรอ แต่ศาลท่านก็ขอแรงผมให้ไม่ใช่เพราะจำเลยขอแต่เพราะถึงคิวผมพอดี ฮา...

คดีนี้ ผมศึกษาแนวทางสู้คดีจากคำพิพากษาศาลฎีกา ศึกษาว่าคดีปล้นทรัพย์ศาลยกฟ้องเพราะเหตุใดบ้าง ผมถามความอย่างละเอียดยิบได้ความจากประจักษ์พยานว่า คนร้ายเป็นคนขาเสีย ผมถามเน้นพยานเฉพาะในเรื่องการจำคนร้ายเพราะขาเป๋ เน้นที่ขาเป๋ เพื่อกลบเกลื่อนไม่มีใครสนใจใบหน้าคนร้าย และขอให้ศาลสั่งให้จำเลยเดินในศาลเพื่อให้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้ขาเป๋ เพราะตอนที่จำเลยเดินเข้ามาในห้องพิจารณาเขาก็เดินเก้งก้างตามปกติของคนที่ติดตรวน และผมวางแผนไม่ผิด ศาลบันทึกว่า จำเลยเดินเหมือนคนปกติที่ติดตรวน ผมยังจำความรู้สึกของผมได้ดีว่าวันนั้นผมลงจากศาลมาด้วยความรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะผมรู้ดีว่าลูกความผมไปปล้นเขามาจริง แต่ผมกำลังเมามันกับการแสดงฝีมือในการว่าความ คำถามที่ออกไปไม่ได้เป็นคำถามที่เตรียมมาล่วงหน้า แต่เป็นคำถามที่สมองผมคิดในขณะที่ว่าความ พอผู้เสียหายตอบตามที่ผมต้องการผมกลับทุกข์ใจ นี่เรากำลังทำอะไรอยู่.....

ผมปรึกษาลูกพี่ ท่านสอนผมว่าเมื่อเราทำหน้าที่ทนายจำเลย เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ไม่ว่าคดีนั้นจะเป็นคดีศาลขอแรงหรือคดีที่ลูกความจ้างเรา และเมื่อเราทำหน้าที่ของเราสมบูรณ์แล้ว เราอย่าเอาอารมณ์ความรู้สึกในการทำหน้าที่กลับมาบ้าน ให้ทิ้งมันไว้ที่ศาล และผมฝึกเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร จนที่สุดผมทำได้กลับมาถึงบ้านผมก็จะทิ้งงานไว้เบื้องหลังไม่เอาความเครียดกลับมาด้วย...(ต่อตอนหน้าเหอะ...อิอิ)