ขอเสนอให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ จากระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือระบบ entrance / admission เป็นระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัย คือนักเรียนก็เลือกมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยก็เลือกนักเรียน และตัวตัดสินคือคุณภาพตามความต้องการของแต่ละฝ่าย

รื้อระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็นระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

ระบบอุดมศึกษาเปลี่ยนไปมาก   จำนวนผู้เข้าเรียนก็เปลี่ยนไป คือจำนวนลดลง และลักษณะของเด็กก็เปลี่ยนไป    และเราควรช่วยกันชักชวนให้เด็กจำนวนหนึ่งหันไปเรียนอาชีวะ เพื่อการประกอบอาชีพโดยตรง   ดังนั้นระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรมีการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐาน    คือต้องเข้าใจและยอมรับว่า มองในมุมหนึ่ง มันคือระบบที่เปิดช่องทางให้สถาบันอุดมศึกษาแข่งขันกันเพื่อให้ได้เด็กที่ตนต้องการเข้ามาเรียน

แทนที่จะมองว่าเป็นระบบที่นักเรียนแข่งกัน   มหาวิทยาลัยรอรับ   ต้องมองว่า มหาวิทยาลัยก็แข่งกัน เพื่อให้ได้เด็กที่มีลักษณะที่ตนต้องการ  

จึงขอเสนอให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ จากระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือระบบ entrance / admission   เป็นระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัย   คือนักเรียนก็เลือกมหาวิทยาลัย   และมหาวิทยาลัยก็เลือกนักเรียน   และตัวตัดสินคือคุณภาพตามความต้องการของแต่ละฝ่าย  

ตัวระบบกลางทำหน้าที่เป็น match maker (MM) ให้สองฝ่ายได้พบกัน   วิธีทำหน้าที่ MM สมัยใหม่คือสร้าง virtual space และ real space ให้สองฝ่ายรู้จักกัน  

ไม่ทราบว่าผมตีความผิดหรือไม่   ที่มองว่าจุดอ่อนหลักของนักเรียนส่วนใหญ่ที่เลือกมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ที่อ่อนวิชาความรู้    แต่อยู่ที่ตัวเองไม่รู้จักตัวเอง    ไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร ถนัดอะไร อยากทำอะไรในชีวิต   คนแบบนี้เป็นคนที่ไร้จุดหมาย ขาดไฟในตัว    ผมมองว่าระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่เราจะช่วยกันออกแบบใหม่นั้น   จะเป็นเครื่องช่วยแก้ปัญหานี้ไปในตัว    คือต้องเอาคุณสมบัติข้อนี้มาเป็นตัวชี้วัดในการเลือกของฝ่ายมหาวิทยาลัยด้วย    ซึ่งจะมีผลสะท้อนกลับให้มีการเอาใจใส่เรื่องนี้ในโรงเรียน

นอกจากเลือกเด็กมีความรู้แล้ว  มหาวิทยาลัยก็จะเลือกคนมีไฟด้วย   และแน่นอนว่าคนมีความสามารถพิเศษ (talent) ก็จะเป็นที่ต้องการ

คนมีไฟดูอย่างไร   เราจะต้องช่วยกันคิด หาวิธีวัด   วิธีดีที่สุดคือดูจากกิจกรรม   ดังนั้นวงการศึกษา รวมทั้งหน่วยงาน หรือกลไก MM ต้องจัดกิจกรรมให้เด็กทำเยอะๆ   เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ ทั้งเรียนรู้วิชา เรียนรู้สังคมหรือชีวิต และเรียนรู้ตนเอง เพื่อรู้ว่าตนชอบอะไร รักที่จะทำอะไร อยากทำอะไรในชีวิต

จะเห็นว่าระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัยไม่ควรแยกออกจากระบบการเรียนรู้ของเด็กโดยสิ้นเชิงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

และกิจกรรมให้เด็กทำและเรียนรู้ก็ต้องมีการส่งเสริมให้มีมากขึ้น   ดึงเด็กออกมาจากการคร่ำเคร่งกวดวิชา    ซึ่งหากมีการให้คะแนนกิจกรรม ที่แสดงคุณลักษณะคนมีไฟ และคนมีความดี ก็จะช่วยดึงเด็กออกมาจากการกวดวิชา ซึ่งเป็นผลร้ายของการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยโดยใช้คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว

สังคมต้องการวัยรุ่นที่เป็นคนไม่งอมืองอเท้าเอาแต่บันเทิง และกวดวิชา    เราต้องการฝึกให้เยาวชนเป็นคนที่ทำเพื่อคนอื่นเป็น   โดยการลงมือทำกิจกรรม   และกิจกรรมนั้นเองคือการ “กวดวิชา” แนวใหม่   แนวเรียนรู้จากการลงมือทำ    เราต้องเอา “กวดวิชาแนวลงมือทำเอง” เข้าไปแทนที่กวดวิชาแบบเสียเงินฟังอาจารย์ติว

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กทำ ต้องมีส่วนช่วยให้เด็กเรียนรู้และงอกงามด้านจริยธรรมจากภายในตนเอง   และนั่นคืออีกเกณฑ์หนึ่งของการเลือกโดยฝ่ายมหาวิทยาลัย เลือกคนดี   

นักเรียนก็ต้องได้รับความสะดวกจากระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัย   ให้ตนสามารถเลือกเข้าเรียนในสาขาที่ตนชอบ ถนัด และต้องการ    โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคมของตนเองและครอบครัวด้วย   เช่นบางคนอาจจำเป็นต้องเรียนใกล้บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย   บางคนต้องเรียนไปทำงานไป โดยเข้าเรียนในวิทยาลัยชุมชน   บางคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่เก่งคณิตศาสตร์ที่สุด  ฯลฯ

ระบบอำนวยความสะดวกในการเลือกมหาวิทยาลัยให้แก่นักเรียนมีมากมาย   ได้แก่

  1.   การจัดระดับ (rating) สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ตามรายสาขาวิชา และประกาศให้รู้กันทั่วไป   รวมทั้งมีการปรับปรุงเป็นระยะๆ อย่างน้อยทุกๆ ๒ – ๓ ปี   การจัดระดับนี้ เน้นที่การแนะนำวิธีคิดเรื่องจุดแข็งหรือข้อดีของมหาวิทยาลัยที่ตนต้องการ   มากกว่าเน้นว่าที่ไหนอันดับหนึ่ง   คือจะช่วยให้ผู้ปกครองและนักเรียนคิดมองมหาวิทยาลัยที่หลายๆ ด้าน   และมองด้วยข้อมูลเชิงลึก   ไม่ใช่มองแค่ชื่อเสียง 
  2.   คำแนะนำวิธีเลือกมหาวิทยาลัย คล้ายๆ หนังสือ The College Solution ที่ผมเอามาเขียนบันทึกหลายบันทึกที่นี่   เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กรู้จักวิธีเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะต่อตนเอง   ไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสสังคม
  3.   ระบบฐานข้อมูล ให้คำแนะนำ เรื่องโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต  เส้นทางอาชีพ   รวมทั้งโอกาสประกอบอาชีพอิสระ
  4.   ระบบฐานข้อมูล ให้คำแนะนำ เรื่องทุนการศึกษา สำหรับผู้มีคุณลักษณะพิเศษด้านต่างๆ
  5.   ระบบวารสารสำหรับนักเรียน   ที่มีความเป็นกลางน่าเชื่อถือ   ไม่ใช่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ   ให้เด็กและผู้ปกครองรู้เท่าทันเรื่องการเลือกมหาวิทยาลัย    รวมทั้งเป็นสื่อกลาง แนะนำนักเรียนดีเด่นด้านต่างๆ อย่างน่าเชื่อถือ
  6.   การจัดค่ายกิจกรรมต่างๆ โดยมหาวิทยาลัย หรือโดยองค์กรสาธารณะในพื้นที่   เพื่อช่วยให้เด็กรู้จักมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้าน   และช่วยให้มหาวิทยาลัยรู้จักนักเรียนที่ตนต้องการเลือก
  7.   การจัดประกวดความสามารถพิเศษ (talent) ด้านต่างๆ ในระดับอำเภอ  ระดับจังหวัด  ระดับภาค  ระดับประเทศ   ซึ่งจะช่วยให้มหาวิทยาลัยค้นพบเด็กที่ตนต้องการ และหาทางเชิญชวนให้เลือกมหาวิทยาลัยนั้น เช่นมีทุนการศึกษา (scholarship) ให้
  8.   การจัดกิจกรรมอาสาสมัคร (จิตอาสา) ให้นักเรียน (และครู) ทำ   โดยอาจทำร่วมกับคนอื่นๆ ในชุมชน   และมหาวิทยาลัยเข้าร่วมเสริมให้มีการเรียนรู้อยู่ในกิจกรรม   ช่วยให้เด็กรู้จักมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยก้รู้จักเด็ก   กิจกรรมนี้อาจริเริ่มโดยหน่วยงานที่ต้องการอาสาสมัคร เช่นโรงพยาบาล  สถานดูแลคนชรา คนพิการ   สวนสาธารณะ   ฝ่ายดูแลสิ่งแวดล้อมของเทศบาลหรือ อบต.  เป็นต้น   กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็กมีบันทึกประวัติส่วนตัวด้าน คนมีไฟ  และคนมีความดี
  9.   อื่นๆ ที่จะต้องมีการวิจัยและพัฒนาขึ้นมา

สรุป ระบบที่จะถือว่าเป็นแนวใหม่  แตกต่างจากเดิม ได้แก่

  • ระบบที่นักเรียนและมหาวิทยาลัย ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน   เรียกว่า ระบบเลือกเข้ามหาวิทยาลัย   
  • เป็นระบบที่นักเรียนแข่งขันกัน  และมหาวิทยาลัยก็แข่งขันกัน
  • ลดน้ำหนักของการสอบวิชาลงไป   ใช้คะแนนวัดคุณสมบัติหลายๆ ด้าน
  • ใช้เกณฑ์หลายด้าน  ได้แก่ (๑) มีความรู้  (๒) มีไฟ  (๓) มีความสามารถพิเศษ  (๔) มีความดี   ซึ่งจะมี “คะแนน” จากบันทึกระยะยาว   มหาวิทยาลัยใดจะให้น้ำหนัก ๔ ส่วนนี้แตกต่างกันอย่างไรก็ได้   หรือจะทำความตกลงกันเป็นเกณฑ์กลางๆ ก็ได้ 
  • มีสารสนเทศช่วยการเลือกของทั้งสองฝ่าย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสนเทศฝ่ายมหาวิทยาลัย ที่ละเอียดลงไปถึงระดับสาขาวิชา    และจัดทำโดยองค์กรภายนอกที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง   

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ต.ค. ๕๒