ดูงานที่ทัณฑสถานหญิง เขาจัดให้เราไปดูงานที่ทัณฑสถานหญิงที่ซีอาน วันที่เราจะได้เข้าไปดูเป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของผู้ต้องขัง แต่การที่พวกเราจะเข้าไปดูนั้นทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาทำงานโชว์พวกเรา เราก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกับที่ทำให้ผู้ต้องขังไม่ได้พักผ่อนตามที่เขาต้องการ เราเห็นความสะอาดสะอ้านของห้องน้ำ ห้องนอน ห้องเรียนรู้ ห้องโชว์ผลงานของผู้ต้องขัง (พวกเราแอบนินทาว่าสะอาดเกินไปหรือเปล่าสะอาดกว่าห้องน้ำของเจ้าหน้าที่หรือเปล่า อิอิ) แถมยังมีการแสดงจากผู้ต้องขังหน้าตาน่ารัก พวกเราเดากันว่าน่าจะเป็นผู้ต้องขังจากโทษฐานค้ามนุษย์หรือเครือข่ายของยาเสพติด เราได้ข้อมูลว่าคดีสูงอันดับ ๑ คือ ฆ่าผู้อื่น  ไอ้หยา.... รองลงมาก็คือยาเสพติดกับค้ามนุษย์ ที่ทัณฑสถานแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังนำบุตรเข้ามาด้วย ถ้าผู้ต้องขังท้องใกล้คลอดจะถูกพาออกไปอยู่ข้างนอกก่อน คลอดเสร็จแล้วจึงเข้ามารับโทษต่อ ส่วนเด็กก็จะถูกส่งไปอยู่กับญาติหรือสถานสงเคราะห์เด็กของรัฐบาล

 

        การต้อนรับ การต้อนรับอัยการสูงสุดของไทย รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและอัยการจีนให้การต้อนรับอย่างดีเป็นแขก วี.ไอ.พี. ของประเทศ การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆจะมีธงชาติไทยประดับที่รถคันที่ท่านอัยการสูงสุดนั่ง ถ้ามีอัยการระดับสูงของจีนมาต้อนรับก็จะมีธงชาติจีนประดับที่รถอีกข้างหนึ่งด้วย ยังมีเจ้าหน้าที่อารักขาจากกรุงปักกิ่งมาอารักขาท่านอัยการสูงสุดตลอดเส้นทาง มีล่ามที่พูดภาษาไทยชัดมาก มากขนาดคนจีนในเมืองไทยต้องอาย อายุแค่ ๒๔ ปีเท่านั้น วันแรกที่เราไปถึงที่เซี่ยงไฮ้มีผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของเซี่ยงไฮ้มารับที่สนามบิน พาไปทานอาหารเช้า แล้วเดินทางไปยังเมืองซีอานซึ่งอยู่ในมณฑลฉานซี

กลางคืนมีงานเลี้ยงรับรองโดยรองประธานสภามณฑลชานสีเป็นเจ้าภาพ มีอัยการสูงสุดมณฑลชานสี รองอัยการสูงสุดมณฑลชานสี และอธิบดีอัยการฝ่ายวิเทศสัมพันธม์ณฑลชานสี มาร่วมเป็นเกียรติ ที่เมืองหลานโจวก็มีรองอัยการสูงสุดมณฑลกวางสู รองอธิบดีวิเทศสัมพันธ์มณฑล และคณะ กลางคืนมีงานเลี้ยงรับรอง งานเลี้ยงแต่ละแห่งจะมีอาหารไม่ต่ำกว่า ๑๖ อย่าง และจะต้องดื่มเหล้าขาวอย่างดี หอม แต่ร้อนแรง แต่พวกเราไม่มีใครเมาเลยคงเป็นเพราะอากาศเย็นมาก เหล้าทำให้ร่างกายอบอุ่น จากหลานโจวเราไปที่เจี่ยยู่กวงที่นี่ก็มีรองนายกเทศมนตรีเมืองเจี่ยยู่กวง รองประธานสภาเมืองฯ และยังมีอัยการเมืองเจี่ยยูกวง และคณะอีกหลายท่านทั้งจากเทศบาล สาธารณสุข สื่อมวลชน ตำรวจ มาต้อนรับ

จากเจี่ยยู่กวงเราเดินทางไปตุนฮวงซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรแค่แสนกว่าคน แต่การต้อนรับก็ไม่ได้น้อยหน้าเมืองใหญ่ มีอัยการสูงสุดเมืองจิ่วฉวน ประธานสภาเมืองตุนฮวง มีรองประธานสภา และมีอัยการเมืองตุนฮวง ดูเหมือนจะเทียบเท่าอัยการจังหวัดของเรามาร่วมต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีอธิบดีฝ่ายธุรการทั่วไปของอัยการ เจ้าหน้าที่อารักขาของสำนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ทั่วไปของอัยการ เมื่อเรากลับจากตุนฮวงมาที่หลานโจว ก็มีงานเลี้ยงรับรองโดย อัยการสูงสุดของหลานโจว เป็นเจ้าภาพ จากนั้นเราเดินทางไปกรุงปักกิ่งคราวนี้งานเลี้ยงแบบสุดยอดเพราะเจ้าภาพคือท่าน เจีย จุน หวาง อัยการสูงสุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเรายังได้รับการเลี้ยงรับรองโดยอธิบดีกรมวิเทศสัมพันธ์ของจีน คือ ดร.เยี่ยเฟ่ง ซึ่งสนิทสนมกับอัยการไทยมานานอีกด้วย

 

สุสานจิ๋นซี พวกเราได้เข้าไปชมสุสานจิ๋นซีอย่างใกล้ชิด เพราะปกติเขาจะมีเชือกกั้นเอาไว้ว่าให้ดูได้แค่นี้ แต่คณะของเราเป็นแขกของประเทศ เพราะอัยการสูงสุดของจีนเทียบเท่ากับเบอร์สี่ของประเทศ เราจึงได้รับการต้อนรับแบบพิเศษไปเสียทุกอย่าง การเข้าชมสุสาน การเข้าไปถ่ายภาพจึงได้เข้าเลยเชือกเข้าไปถ่ายข้างใน นี่ถ้ามีเวลาให้ผมสักชั่วโมงผมว่าผมจะได้ภาพสวยๆอีกเยอะ แต่เนื่องจากจำกัดด้วยเวลาที่ต้องเป็นไปตามกำหนดการ ได้ภาพมาให้ชมได้แค่นี้ก็ดีแล้ว อิอิ

เจ้าหน้าที่อธิบายให้เราฟังว่ามีการค้นพบสุสานโดยบังเอิญ การขุดสุสานในเบื้องต้น เมื่อพบอุโมงค์ที่เชื่อว่าเป็นทางเข้าแต่พอเอาเข้าจริงไม่ใช่ เพราะสุสานกว้างใหญ่มาก กำแพงสุสานมีการสลักชื่อผู้ทำอิฐไว้ด้วย เพราะถ้าทำไม่ดีก็จะมีตัวผู้รับผิดชอบ คนจีนที่ถูกเกณฑ์มาทำสุสานตายไปเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งปัจจุบันสุสานจิ๋นซียังขุดไม่หมดเพราะสิ่งของบางอย่างที่ขุดออกมารอบแรกได้รับความเสียหายจากการทำปฏิกิริยาของอากาศ ทางการจีนจึงห้ามขุดสุสานอย่างเด็ดขาดเพื่อรอเทคโนโลยีที่ดีก่อน เมื่อนั้นแหละจึงจะขุดกันต่อ 

ผมไปอ่านหนังสือเพิ่มเติมมาพบว่ามีนักโบราณคดีภาคเอกชนได้ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบโดยไม่ต้องขุดเจาะลงไปดู พบห้องใหญ่อยู่ในสุสานซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ฝังศพของจักรพรรดิ์จิ๋นซี และเรียกร้องให้ทางการจีนขุด แต่ทางการจีนยังใจแข็งครับไม่ขุดเด็ดขาดจนกว่าจะมีเทคโนโลยีดีกว่านี้ครับ เอ้า..รอกันหน่อย

 

        ระบบอัยการ ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีอัยการสูงสุดได้รับการแต่งตั้งจากสภาประชาชน เป็นนักการเมืองและมีความสำคัญเป็นบุคคลอันดับ ๔ ของประเทศ ในแต่ละปี อัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องรายงานผลการปฏิบัติราชการต่อสภาประชาชน ซึ่งงานในหน้าที่มีอำนาจมากมายมหาศาล นอกจากจะมีอำนาจในการฟ้องคดีอาญาแล้ว ยังมีอำนาจในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับข้าราชการที่ทุจริตคอรัปชั่นเหมือน ป.ป.ช. บ้านเรา และยังมีอำนาจเข้าไปอุทธรณ์คดีแพ่งที่ไม่ได้เริ่มต้นคดีที่อัยการได้ด้วยเพื่อความเป็นธรรมของประชาชน เพราะระบบของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศาลเพียง ๒ ศาล คือศาลชั้นต้นกับศาลสูงสุด  ถ้าคดีเริ่มต้นที่เมืองเช่นที่เมืองตุนฮวง เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ถ้าจะอุทธรณ์ก็ต้องเป็นอัยการระดับสูงกว่า เช่นอัยการสูงสุดจิ่วฉวน ซึ่งดูแลเมืองตุนฮวง(ตุนฮวงเหมือนอำเภอขึ้นกับจังหวัดจิ่วฉวน) ถ้าคดีเริ่มต้นที่จังหวัด อัยการที่จะอุทธรณ์ได้ก็ต้องเป็นอัยการของนครที่ดูแลจังหวัดนั้น ในกรณีนี้คือนครเจี่ยยู่กวง ถ้าฟ้องคดีที่นคร อัยการที่จะอุทธรณ์ได้คืออัยการมณฑลกานซู (จังหวัดจิ่วฉวนขึ้นอยู่กับนครเจี่ยยู่กวง และเจี่ยยู่กวงขึ้นกับมณฑลกานซู) ถ้าอัยการมณฑลเป็นผู้ฟ้อง ผู้จะอุทธรณ์ได้ก็คืออัยการกรุงปักกิ่ง เป็นต้น อัยการระดับล่างจะเริ่มต้นจากการสอบเข้ามาทำงาน โดยรับผู้มีความรู้ทางกฎหมายมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๓ ปี ซึ่งอัยการเมืองไทยสมัยก่อนเราเคยรับเนติบัณฑิตที่มีอายุ ๒๓ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เข้าทำงานแล้วมาเปลี่ยนเป็นอายุ ๒๕ ปีเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา

        ในการทำงานก็จะมีการตรวจสอบการทำงานของอัยการทุกสามปีและมีการสอบด้วย ถ้าผ่านจึงจะสามารถเลื่อนระดับ ถ้าไม่ผ่านต้องเข้ารับการอบรมแล้วมาสอบใหม่ คราวนี้ถ้าผ่านก็มีสิทธิเลื่อนระดับ ถ้าไม่ผ่านก็อาจจะไม่ได้รับราชการอีกต่อไป

        นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบันทึกที่ผมพยายามรวบรวมมา ยังมีเรื่องที่น่าสนใจในเมืองจีนให้เราได้เก็บเกี่ยวความรู้อีกมากมาย สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะได้มีโอกาสร่วมคณะกับท่านอัยการสูงสุดอีกเมื่อไรเท่านั้น....