ในพื้นที่การทำนาของจังหวัดกำแพงเพชร  มีส่วนที่อยู่ในเขตชลประทานมากเกินกว่า 5 แสนไร่  และพื้นที่เหล่านี้ชาวนาก็จะทำนากันตลอดปี  ไม่มีการว่างเว้น  ประละอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี  บางราย  5 ครั้งในรอบ 2 ปี  หรือสูงถึง  3 ครั้งต่อปีก็มี

          ในการทำนาโดยที่ไม่มีการพักดินเลยเช่นนี้  เป็นเรื่องที่เห็นกันบ่อยมาก และน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นเกษตรกรในเขตชลประทานจะเร่งทุกอย่างเพื่อให้ทันต่อการทำนาในรอบต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นการ

  • เผาตอซังและฟางข้าว เพื่อให้สะดวกในการไถ

  • ไม่หมักฟาง หรือปล่อยให้ฟางได้ย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุกลับลงคืนสู่แปลงนา  แม้จะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีเพียงใด

  • ไม่ต้องให้ดินได้พักตัว  เกี่ยว-เผาฟาง-ไถ และหว่านกันทันที

  • ใช้ปุ๋ยเคมีและสารพัดยาที่คิดว่าช่วยให้เข้าโตไว  ไม่มีแมลงมารบกวน

  • ฯลฯ

          เคยถามชาวนาในหลายๆ อำเภอ  และก็ได้คำตอบที่ไม่แตกต่างกันที่ว่า

  • ไม่เร่งทำนาครั้งต่อไปไม่ได้ เพราะหนี้สินมันมาก  ต้องหมุนให้มีรายได้ให้พอใช้จ่ายด้วย

  • ไม่เผาฟางทำให้ไถยาก - รถปั่น(ไถแบบจอบหมุน)ไม่ยอมไถให้

  • เห็นเพื่อบ้านเขาทำก็ต้องทำตามเดี๋ยวจะไม่ทันกัน

  • หรือไม่ก็บอกว่าบางอย่างที่ทำก็เพราะเคยทำแล้วได้ผล

  • ฯลฯ

        ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนและเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบในการทำนาหลายๆ  ท่าน  ได้เห็นการประยุกต์ และนำเอาวิธีการและองค์ความรู้ทั้งเก่าและใหม่ไปปรับใช้ และขยายผลแบ่งปันกับเพื่อชาวนาด้วยกันในหลายๆ พื้นที่ 

         "นาแปง"  หลายท่านอาจสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่   ที่จริงแล้วมันก็คือการทำนาครั้งที่ 3 ของชาวนานั่นเองครับ  การทำนาหากนับกันก็จะมี 2 ฤดู คือ "นาปี"  และ "นาปรัง"  แต่ครั้งที่ 3 ชาวนาเลยเรียกกันเล่นๆ ว่า "นาแปง"...อิอิ

           บันทึกนี้จึงจะขอนำผลของการนำเอาวิธีการทำนาของชาวนาภาคกลางที่ใช้แล้วได้ผล ก็คือ "การทำนาแบบล้มตอซัง" มาใช้ในการทำนาครั้งที่ 3 เพื่อลดระยะเวลาของการทำนาลง  ที่ชาวนาในเขตภาคกลางได้ทำและได้ผลกันมานานแล้ว  หลายท่านอาจเคยได้ทราบมาบ้างแล้ว  แต่ที่กำแพงเพชรยังไม่แพร่หลายครับ

          แปลงที่ผมได้ไปเยี่ยมเยียนนี้ เป็นเกษตรกรชาวนาของตำบลวังบัว  อำเภอคลองขลุง  จังหวัดกำแพงเพชร  ได้นำการทำนาแบบล้มตอซังมาลองปฏิบัติเพื่อให้ต้นทุนการปลูกข้าวที่ต่ำลง  และสามารถทำนาติดต่อกันได้ 3 ครั้งในรอบปี   โดยที่มีเป้าหมายหลักๆ นั้นอยู่ที่การลดระยะเวลาในการทำนาลงจากเดิมประมาณ 1 เดือน (เป็นข้อมูลที่ได้จากการสอบถามจากเกษตรกร ที่เคยทำ และเวลาก็รวมถึงเวลาที่ต้องเสียไปจากการเตรียมดิน ฯ)

 

        โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ครับ

  • เริ่มด้วยการย่ำตอซังและฟางข้าวด้วยเครื่อมือทำเองด้านล่างนี้  หลังจากที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว 


เครื่องมือที่ประดิษฐ์เอง ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าอะไร

 

  • เมื่อข้าวแทงต้นใหม่ออกมาก็ปล่อยน้ำเข้านาพร้อมๆ กับใส่น้ำหมักจากหน่อกล้วยเพื่อช่วยย่อยสลายฟาง

  • จากนั้นก็รอ...ดูแลตามปกติ


ไม่หว่านก็มีต้นข้าวไม่ต่างจากที่หว่าน

 


รากข้าว

 


ผลของการไม่ไถ-ไม่หว่านครับ.....รอเกี่ยว

 

 
นี่เป็นภาพอีกแปลงหนึ่งครับในหมู่เดียวกันที่ทำนาแบบไม่ไถ-ไม่หว่าน

 

          ผลพลอยได้จาการทำนาแบบล้มตอซัง  นอกจากจะลดเวลาการปลูกข้าวลง ยังมีผลดีตามมาอีกหลายประการ เช่น

  • เป็นการทำนาแบบไม่เผาฟาง  ที่เรากำลังรณรงค์กันอยู่ในขณะนี้

  • เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

  • คืนธาตุอาหารที่อยู่ในฟางข้าวให้กลับคืนสู่แปลงนา

  • ลดต้นทุนการปลูกข้าวลงได้เพราะ

       - ไม่ไถ   ประหยัดค่าไถลงได้ประมาณไร่ละ 220 บาท

       - ไม่หว่าน  ลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวลงได้ประมาณไร่ละ 400 บาท (ไร่ละ 20 กก.)

       - ลดค่าสารเคมีคุมหญ้าและค่าแรงลงประมาณ ไร่ละ 120 บาท

  • ชาวนาสบายขึ้นครับ  เพราะออกแรงทำนาและดูแลจัดการต่างๆ น้อยลงนั่นเอง

  • ฯลฯ

 

         นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการทำนาแบบล้มตอซัง  ที่ช่วยลดต้นทุน  ลดระยะเวลาในการดูแลรักษาของชาวนาลง   ผมได้ใช้ตัวอย่างนี้ไปแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรใจจังหวัดกำแพงเพชรนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 พันคน ในการนำเสนอแนวทางสู่เกษตรอินทรีย์ที่ อบจ.กำแพงเพชรเป็นแม่งานในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เป็นการให้ได้เห็นตัวอย่างที่ทำได้ ว่าบางเรื่องใกล้ตัว ทำง่ายและทำได้ ไม่ควรติดอยู่กับความรู้เดิม และความคุ้นชิน  ฯลฯ

         การเป็นนักส่งเสริมการเกษตรเราคงไม่สามารถห้ามไม่ให้เกษตรกรทำนาติดต่อกัน หรือสั่งให้เขาต้องไม่เผาฟางข้าวได้ และอื่นๆ อีกมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ควรทำมากเพียงใดก็ตาม     สิ่งที่ทำได้และควรทำก็คือการให้ข้อมูล   ให้เหตุและผล   ความจำเป็น  แล้วให้เขาได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูล  เพื่อนำไปไตร่ตรอง  ชั่งน้ำหนัก  ลองทำและนำไปปรับใช้เอาเอง

         เป็นบันทึกตัวอย่างหนึ่งจากการไปดูชาวนาเขาลดต้นทุนการทำ "นาแปง" โดยไม่ไถ-ไม่หว่าน ครับ

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ

สิงห์ป่าสัก  9 ตุลาคม  2552