การเรียนกฎหมายแบบสก็อต

นานเลยครับที่ไม่ได้เข้ามาเขียนบันทึก นับตั้งแต่วันที่เขียนบันทึกเรื่องสุดท้ายไป  เหตุเพราะช่วงนี้งานเข้าครับ เอกสารการเรียนประดังประเดเข้ามาให้ค้นและอ่าน เรื่องที่อยากเล่านี้จะได้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจนักศึกษากฎหมายไทยต่อไป ว่าการเรียนกฎหมายที่แท้จริงนั้น ต้องเรียนตลอดเวลา และไม่ได้จบเพียง หมดเวลาที่อาจารย์สอนเท่านั้น

มาลองดู การเรียนกฎหมายที่ต่างประเทศบ้างว่าเค้าเรียนกันยังไง

..............................................

หลักสูตรที่ผมเรียนนี้คือ Law & Sustainable Development นี้เป็นหลักสูตรการศึกษาในระดับปริญญาโทครับ เรียนสามภาคการศึกษาใช้เวลาเรียน ๑ ปี เทอมหนึ่งใช้เวลาสามเดือน แล้วสอบปลายภาค มีวิชาเรียนทั้งหมด  ๖ วิชา คือ

วิชาบังคับประจำสาขา ๑ รายวิชา

วิชาวิธีวิจัยสำหรับนักศึกษาใหม่ทุกคนต้องลงทะเบียนเรียน  ๒ รายวิชา

วิชาเลือกอีก ๓ รายวิชาครับ

อาจจะดูเหมือนเรียนน้อย นะครับ เพราะคำนวนดูแล้ว จะเรียนสัปดาห์ละสองวัน  ยกเว้นบางหลักสูตรมีครอสที่เรียกว่า Tutorial ก็จะเรียนเป็น สี่วันต่อวัปดาห์ แต่ ว่าที่จริงก็ไม่น้อยเลยครับ เพราะหลังจากเปิดเทอมลงทะเบียนเรียนแล้ว พวกเราก็จะได้รับ Hand out รายวิชาต่างๆ ซึ่งจะบรรจุรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการเรียน การสอน การวัดผล และเอกสารที่ต้องอ่านก่อนเรียนในแต่ละคาบไป ครับ อย่างสาขาที่ผมเรียนในรายวิชาที่เรียกลงทะเบียนเรียนนี้ จะมีการสัมมนา ทั้งสิ้น แปดครั้ง และแต่ละครั้งก็มีเอกสารอ่านล่วงหน้า ประมาณ สี่ร้อยหน้าได้ สองวิชา ก็ แปดร้อยหน้า เศษๆ บวกลบ ห้าๆๆๆ หัวเราะไม่ออกเลย ครับ เพราะคะแนนที่อาจารย์ท่านให้ก็จะพิจารณาจากการแสดงความคิดเห็น และการให้เหตุผลนี้ในชั้นเรียน และคะแนนการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนี้ ด้วย หลังจากได้Hand Out รายวิชาต่างๆ มาผมก็ไม่เป็นอันทำอะไรล่ะครับ  วิ่งเข้าห้องสมุด แล้วก็หาเอกสารที่อาจารย์ท่านให้มานั้งอ่านแล้วก็ทำสรุป เตรียมตัว เรียน  ยิ่งกว่านั้น เอกสารทั้งหมด ก็เป็นภาษาอังกฤษครับ อุปสรรคสำคัญเลย แต่ก็ดีครับ วัดใจกันดีครับ เอาเงินพ่อแม่ กํบเงินเก็บตัวเองหมดหน้าตักมาเรียนแล้ว ถ้าไม่จบก็ ให้มันตายไปเลย ยังไงสู้เต็มที่อยู่แล้วครับ

 การวัดผลและการให้คะแนนที่นี่ขึ้นชื่อว่าหินมากครับ เต็ม ๒๐ ผ่านสิบสอง โดยเฉพาะนิสิตปริญญาโท ต้องสิบสองขึ้นเท่านั้นไม่งั้นไม่จบหลักสูตร ถ้าใครสอบผ่านได้สิบห้าสามรายวิชาและสารนิพนธ์ สิบห้าก็จะได้เกียรตินิยม อันดับสองครับ

 

การเรียนทั้งหมดใช้ภาษาอังกฤษครับ แต่ เวลาอาจารย์ท่านพูดในห้องบรรยายของที่นี่ ไม่มีไมโครโฟนครับ ๕๕๕ นักเรียนต้องแย่งกันไปนั่งหน้าเพื่อ หาที่นั้งให้ได้ยินอาจารย์พูด ครับ แล้ว สัปดาห์ แรกของผมที่กำลังจะผ่านไปนี้ บอดสนิทครับ ฟังเล็กเชอร์ ไม่ค่อยจะรู้เรื่องจับได้ เป็นคำๆ  เล่นเอาเราเสียขัวญไปเลยครับ แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องผ่านไปให้ได้ครับ เพราะ เรามาที่นี่ก็เพื่อปรับปรุงภาษาและทักษะต่างๆ ยังไงผมก็ต้องฟังมห้รูเรื่องให้ได้ ตอนนี้ยังไม่รู้ อาทิตย์หน้าต้องรู้มากกว่านี้เพราะ เราจะต้องอ่านมาก่อนให้จบแล้ว มาอภิปรายกับนิสิตคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนอื่นๆ นั้นจัดว่าเป็นNative Spearker ครับ ยาก

 

อาจารย์ John Paterson ซึ่งเป็นReader หรือรองศาสตราจารย์ของที่นี่ท่านให้คติว่า หน้าที่ของนักกฎหมายคือการทำงานกับภาษาอย่างหนึ่งนั้นเอง ถ้าภาษาไม่ดีไม่ว่าอะไรก็ตามก็ยาก และท่านก็มีคำพูดน่าฟังอีกว่าความรู้ในชั้นและในห้องเรียนนั้นเปรียบได้แค่ภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำมา ...

 

งงไหมครับ ผมงงอยู่เหมือนกัน พอไปถามเพื่อนที่ฟังเล็กเชอร์เข้าใจมากกว่าผม เค้าก็กรุณาอธิบายว่า อาจารย์ท่านเปรียบเทียบว่า โดยธรรมดา ภูเขาน้ำแข็งจะโผล่พ้นน้ำแค่ ๒๕เปอร์เซ็น และจมอยู่อีก ๗๕เปอร์เซ็นต์ ท่านจึงขอให้เราตั้งใจเรียนให้เต็มที่ และมหาวิทยาลัยก็มีการจัดอบรมระบบสนับสนุนให้กับนักศึกษาต่างชาติมากมายเลยครับ ทั้งทักษะ การฟัง การจดบันทึกเล็กเชอร์ การเขียนงาน การเขียนสอบ การคิดเชิงวิชาการเชิงวิเคราะห์ ฯลฯ ท่านก็ขอให้เราใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ พอๆกับใช้เวลาหาประสบการณ์ให้มากที่สุดครับ

 

จะเห็นว่าการมาเรียนต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสาขากฎหมายนั้นไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่เหลือกว่ากำลังครับ ตอนนี้ผมรวบรวมเอกสารเกือบครบแล้ว ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไปตั้งใจจะไปจำศิลอ่านหนังสือในห้องสมุดครับ อุ่นดี และประหยัดไฟที่บ้านด้วยครับ เพราะช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูหนาวบางวันก็ ๓ องศาครับ บางวันก็ ๗ ครับ ลมแรงมาก แล้วก็ไม่มีแดด ครับ ฝนตกบ่อยๆ แต่ไม่แรงมากครับ เช้า ๆ สว่างช้ามากครับ จากแต่เดิมที่หกโมงก็สว่างโร่ ตอนนี้ก็มืดเริ่มไวขึ้นจากแต่เดิมที่กว่าจะมืดก็สี่ห้าทุ่มตอนนี้หกโมงเย็นก็เริ่มมืดแล้วครับ ผมมาเข้าใจแล้วครับว่าทำไมคนที่อยู่นี่นี่บางคนเหงาจนซึมเศร้าได้ทีเดียว