ถ้าชีวิตจริงแล้วไม่รับประกันว่า ลูกผู้ชายร้องไม่เป็นครับ

                ผมขึ้นหัวเรื่องแบบนี้ละครับ... สืบเนื่องมาจากบันทึกที่แล้ว มีหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นที่น่าอัศจรรย์มาก หลายคนคงไม่น่าเชื่อซิว่าเบดูอินก็ร้องไห้เป็นด้วย ผมยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่า “ลูกผู้ชายก็ร้องไห้เป็นครับ” ผมไม่อายที่จะบอกว่าร้องไห้ เพราะผมร้องไห้จริงๆ ผมจะร้องไห้ด้วยสาเหตุไม่กี่ประการ เช่น เสียงใจที่ทำผิดต่อพ่อแม่ พ่อแม่เสียชีวิต สงสารคนที่ด้อยกว่า ฯลฯ แต่ยังไม่เคยร้องไห้เพราะความทุกข์ ทำไมครับเป็นผู้ชายร้องไห้ไม่ได้ เป็นผู้ชายเข็มแข็งแต่ไม่ใช่แข็งกระด้าง ผมคิดว่าคนร้องไห้คือคนที่หัวใจเขาไม่แข็งกระด้าง แต่การร้องให้ต้องมีเหตุผลอันควรด้วย

                ผมย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนสมัยที่ผมเป็นวัยรุ่น(แสดงว่าตอนนี้แก่แล้ว อิอิ)มีงานประจำปีที่หมู่บ้านหนึ่งจัดงานวันเมตตาเด็กกำพร้า ปีนั้นผมรับเป็นประธานจัดงานเอง ในที่ประชุมเสนอว่ารายการบนเวทีรายการสุดท้ายน่าจะมีละครสะท้อนสังคม

                ในฐานะประธานรับทันทีไม่ต้องถามที่ประชุม ในขณะเดียวกันไอเดียรก็กระฉูด ตั้งชื่อเลยว่า “พ่อจ๋าพ่ออยู่ไหน” โอ้โห้..ท่านครับ น้ำตาท้วมหน้าเวทีเลยครับ ผมคิดจำลองมาจากเรื่องจริงๆตบแต่งให้พองาม นี่ถ้าเป็นการประกวดระดับประเทศ ถ้วยทองต้องเป็นของผมแน่นอน (ยาหม่องนะครับ)

                ผมหาเด็กกำพร้าจริงที่หมู่บ้านนี่แหละเป็นตัวเอก ตัวเอกผมไม่ต้องแสดงบทบาทตัวเอก แต่จะใช้ตัวประกอบอื่นๆนำให้ตัวเอกเด่น เพราะรู้อยู่แล้วว่า เด็กแสดงไม่ได้หรอก แต่จะเอาเรื่องจริงๆมาเป็นตัวนำ

                เรื่อย่อๆอย่างนี้ครับ เด็กที่ผมนำมาเป็นตัวเอก พ่อตายแม้แต่ศพพ่อเด็กก็ไม่เห็น แม่มีลูกเพียงคนเดียว เมื่อรู้ข่าวว่าพ่อตายเด็กพึ่งจะหัดพูด แม่ต้องหลอกลูกตลอดเวลาว่าพ่อไปทำงาน ทุกๆวันลูกจะถามพ่อ แม่ก็ต้องบอกแบบนี้เสมอมา จนลูกขึ้นโรงเรียน คำหนึ่งที่ลูกถามแม่ว่า แม่จะให้ผมพบกับพ่อแค่ในรูปเท่านั้นหรือ ผมจะไปตามพ่อแล้วนะ

                เรื่องที่ผมแต่งมันคือชีวิตจริงที่ผมเขียนสีสันขึ้นมาเพิ่มเติม คนดูก็เร้าใจ ผมหาตนตรีประกอบแบบเศร้าที่สุด คนที่แสดงเป็นแม่ ผมพยายามให้บทบาทคล้ายแม่ที่สุด เช่น เวลาลูกถามถึงพ่อแม่จะร้อง ทั้งๆที่ลูกถามว่าแม่จะร้องทำไมก็เมื่อพ่อไปทำงาน คนที่ดูนั้นร้องกันไปก่อนแล้ว เพราะมันเรื่องจริง..... ผมสรุปเรื่องเลยนะเดี่ยวจะยาวไป....สุดท้ายของเรื่อง ผมเขียนให้แม่ตายด้วย ลูกต้องตกระกำลำบากกินเมื้ออดสามมื้อ สุดท้ายจริงต้องขอทาน....ในเรื่องผมให้เด็กขอทานจริงโดยให้จบด้วยการที่เด็กถือขันลงไปขอทานจริงๆ ท่านครับคนดูนี่ร้องไห้กันจริงแบบไม่อายใครเลย เด็กที่แสดงบทพูดไม่ค่อยมี แต่ผมจะใช้การบรรยาย เด็กมันก็อินน์ร้องจริงๆด้วย ทีนี้แหละครับ ด้านล้างเสียงระงมสะอึกสะอื้น... เด็กมันก็ต้องทำตามบท ถือขันลงไปขอทาน ดนตรีเศร้าๆเย็นๆ เสียงบรรยายโหยหวน(ไอ้คนที่บรรยายผมก็ช่างค้นหาจริงๆ)  ผมอยู่บนเวทีเห็นคนวิ่งมากอดเด็กร้องกัน มือก็หยิบเงินใส่ขันให้เด็ก สมัยนั้นแบงค์ห้าร้อยถือว่าสุดยอด เหรียญแทบหาไม่ได้ แบงค์สิบยี่ยิบยังแทบไม่มีเลย สรุปแล้วเด็กเดินขอทานนานมาก คำบรรยายก็หมด ต้องคนตรีอย่างเดียว จบแล้วมานับเงินกันบนเวทีประมาณหกพันกว่าบาทได้(ถ้าจำไม่ผิด) ผมจึงขออนุมัติที่บนเวทีขอนำเงินสมทบเข้ากองทุนเด็กกำพร้า และมอบให้เด็กที่แสดงจำนวนหนึ่ง

                นี่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนดูร้องกันทั้งสนาม แบบไม่ต้องใช้ดารามืออาชีพเลยครับ แต่เป็นชีวิตจริง ฉะนั้นผมเองดูละครที่ใครบอกว่าเศร้า ผมไม่เคยร้อง ไม่เคยอินน์ แต่ถ้าชีวิตจริงแล้วไม่รับประกันว่า ลูกผู้ชายร้องไม่เป็นครับ