บทความเรื่องนี้ในมติชนสุดสัปดาห์ เขียนโดยอนุช อาภาภิรม ทำให้ผมค้นด้วย Google พบบทความนี้   ทั้งหมดนี้ทำให้ผมตาสว่าง ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่กว้างขวางกว่าที่ผมคิดมากนัก   และเห็นความสมดุลของวิธีคิดของมนุษย์ด้วย   เพียงแต่ว่าสังคมไทยเราสมาทานเฉพาะบางส่วน   ละเลยบางส่วน    สังคมไทยเราจึงพัฒนาอย่างไม่สมดุล

          ถ้าเราเอาใจใส่เศรษฐศาสตร์ชีวะฟิสิกส์ ระบบการใช้พลังงานของเราจะไม่ด้อยประสิทธิภาพอย่างนี้   ทำให้ค่า energy efficiency index ระดับประเทศต่ำอย่างน่าตกใจ   ในขณะที่สังคมที่เขารู้เท่าทัน เช่นญี่ปุ่น ระดับ energy efficiency index ของเขาดีขึ้นตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ   ดังในตัวอย่างนี้เมื่อเวลาผ่านไปอัตราการใช้พลังงานใน sector ต่างๆ ของประเทศนอร์เวย์ลดลง    ในขณะที่ของไทยเราคงที่


          และตอนนี้เขาเอา energy efficiency index มาวัดในระดับบริษัทหรือองค์กรกันแล้ว   ดังบทความนี้ 


          เรื่องนี้ไม่ใช่เอาไว้ลดโลกร้อนเท่านั้น   แต่เป็นวิธีคิด วิธีคำนวณ เพื่อบอก competitiveness ของประเทศ   บอกความถูกต้องเหมาะสมในแนวทางพัฒนาประเทศ   สำหรับผม นี่คือโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาสังคม  
 

          ฝรั่งเขาไม่ได้เอาใจใส่ศึกษาส่วนที่เขาไม่ได้เปรียบ   แต่เราน่าจะมีไหวพริบศึกษาส่วนที่เราได้เปรียบ คือ Geographical economics   เน้นที่ภูมิศาสตร์ที่ช่วยให้เราผลิตอาหารได้ดีกว่า    คืออุณหภูมิสภาพแวดล้อมสูงกว่า และแดดจัดกว่า   นี่คือข้อได้เปรียบ   ที่นำไปสู่ข้อได้เปรียบด้าน biodiversity   เราน่าจะมีวิธีคิดเชิงระบบในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศภายใต้ความได้เปรียบนี้   และน่าจะพัฒนาเศรษฐศาสตร์แนวนี้ขึ้นจากฐานประเทศไทย 
 

          นี่คือโจทย์วิจัยระดับคลาสสิคสำหรับนักวิชาการไทย  

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.ย. ๕๒