ตอนที่ ๑
หลังจาก VCD จบ คุณธวัชให้ผู้เข้าประชุมทุกคนตอบว่าดูแล้วอยากพูดอะไร มีคำตอบหลากหลาย เช่น
- ประทับใจคำพูด - เอาความรู้ที่ดีกว่ามาสู่ชุมชน การเรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง
- เห็นว่าข้างในมีความสุข คนนั่งแลก็มีความสุข ความสุขเกิดจากการได้เรียนรู้
- KM ต้องหาหัวปลาให้เจอ แล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ เกิดการแลกแปลี่ยน KM ต้องมีการแลกเปลี่ยนจากตัวอย่างเชิงบวก แลกเปลี่ยนแล้วต้องสร้างเครือข่าย จะได้ความรู้ เติมเต็มความรู้ได้ครบถ้วน
- การใช้ชีวิตประจำวันทำอย่างไรให้มีความสุข ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา จากที่คนโน้นมีคนนี้มีมาแลกเปลี่ยน
- เห็นบทเรียน ปัญหา มีการรวมกลุ่มของคนทำจริง ทำให้ชุมชนข้างเคียงเห็นผล เข้ามาเพิ่มทำให้เกิดการขยายผล
- ฯลฯ
ดิฉันนั่งฟังคำตอบของแต่ละคนพบว่ามีทั้งที่จับประเด็นเรื่อง KM และที่สนใจเนื้อหาเรื่องการเกษตร มีกรอบคิดในการตีความตามประสบการณ์ของตนเอง เช่น แกนนำ เครือข่าย บางคนเสนอความคิดเห็นต่อเติม เช่น ให้เอาแผนชุมชนมาสังเคราะห์ต่อยอด ฯลฯ อาจเป็นเพราะหลายคนยังไม่ได้ใช้วิธีดูวิธีการฟังอย่างลุ่มลึก จับเนื้อหาได้แต่ส่วนบนๆ จึงบอกคุณธวัชว่าต้องให้ผู้เข้าประชุมทำกิจกรรมที่ฝึกการฟังอย่างลึกเพิ่มขึ้นอีก
ธวัชบอกว่าหลักของ KM อยู่ในหนัง เขาอาจเริ่มด้วยปัญหา แต่เขาเคลื่อนด้วยอะไร “ในเรื่องนั้นมีคนทำสำเร็จมาแล้วหรือไม่” ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคอย่างเดียว เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย การหยิบเรื่องเชิงบวก จะมีแรงบันดาลใจบางอย่างอยู่ข้างใน การจะฟังได้ต้องเปิดพอสมควร ถ้าฟังดีๆ จะเห็นบางอย่างได้ยินบางอย่างที่ลึก พอออกมาเราไปติดที่รูปแบบรูปร่างหน้าตา จะไม่ได้วิธีการเรียนรู้ เขาหยิบเอาเรื่องข้าวสะอาดมาแลกเปลี่ยน ดูว่าใครทำอยู่บ้าง
หลักอีกอันเขาจะเริ่มจากความรู้ที่มีอยู่ในพื้นที่ในคนของเขาก่อน จับที่ความรู้มือหนึ่งก่อน (จากคนที่ทำ) เริ่มจากความรู้มือหนึ่งก่อน แล้วดูว่าอะไรที่ขาด จึงไปหาความรู้มือสองมือสาม อย่ากระโดดข้ามไปที่ความรู้ที่ไกลตัว
กว่าจะได้พักรับประทานอาหารกลางวันก็ ๑๒.๓๐ น. แล้ว ในวงข้าวผู้เข้าประชุมคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ใครทำอะไร อยู่ที่ไหน สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดูท่าจะมีความสุขกับการประชุมแบบนี้
เกือบ ๑๓.๓๐ น. ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว คุณธวัชแจกกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้เขียนชื่อตนเอง แล้วเล่าเรื่องชาวนา “ขายวัว” มีการขายหลายทอดหลายต่อ ไปซื้อกลับมาบ้าง แล้วก็ขายอีก คุณธวัชถามผู้เข้าประชุมว่าชาวนาคนนี้ได้ กำไร ขาดทุน หรือเสมอตัว? ให้เขียนคำตอบโดยไม่ต้องถามกัน เอาคำตอบมาเรียงแล้วจับคู่ผู้เข้าประชุมให้คุยกันเรื่องคำตอบและวิธีคิดของแต่ละคน ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที
จับคู่คุยกัน "คำตอบเรื่องชาวนาขายวัว"
พอหมดเวลาก็ให้ทุกคนนั่งล้อมวงกัน ให้ย้อนกลับไปดูว่าตอนที่ฟังเพื่อน เราเห็นความคิดของเราไหมว่าอยู่ตรงไหน พยายามสังเกตการทำงานของความคิดว่าเวลาที่เราคุยกับเพื่อนเราได้ยินความคิดของเพื่อนไหม เล่าให้กลุ่มฟัง
ล้อมวงเล่าการทำงานของความคิด
ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่หลงประเด็น ไม่ได้ตอบคำถามของคุณธวัช (การทำงานของความคิด) แต่เล่าหรืออธิบายความคิดของตนเอง บางคนวิเคราะห์ไปถึงอุปนิสัยใจคอของคนเลี้ยงวัว การได้ขี้วัว วัวตัวเมีย วัวชนเชื่อมโยงไปธุรกิจการขายขนมจีน บางคนคิดว่าขายให้พ่อค้าเร่ไม่มีทางได้วัวคืนหรอก........... เล่าว่าพูดคุยกันอย่างไร….. คนฟังพากันหัวเราะสนุกสนานมากทีเดียว
คนที่ตอบตรงคำถาม บอกว่า
- ฟังไปพักเดียวคิดแว๊บไปเรื่องอื่น ได้สักประมาณ ๑ นาทีแรก นาทีที่ ๓ ก็แว๊บไป
- ฟังน้องแล้วคิดแย้งในใจ ยังไม่ทันถึงนาทีก็คิดถึงเหตุผลของเราเอง
- คิดแย้งว่าเป็นไปได้ยังไง
- คิดแต่คำตอบว่ากำไรหรือขาดทุน
คุณธวัชบอกว่าเราชินกับวิธีแบบนี้ ชินกับการเอาสิ่งที่มันอยู่ข้างในมาอธิบายมาให้เหตุผล เทคนิคที่สำคัญมากๆ ในการจัดการความรู้คือการฟังแบบลึก ฟังแบบแขวนความคิดของตัวเองไว้ ถ้าไม่ระวังจะเผลอกับความคิดที่ไปเร็ว ..............ตามฟังเขาจริงๆ ขณะที่เราฟังถ้ามีความคิดขัดแย้งเราจะปิดสวิทซ์การฟังของเราทันที เป็นทักษะพื้นฐานของการจัดการความรู้ ทักษะการฟังถูกระบุไว้ในหัวใจนักปราชญ์ ต้องฝึกตามความคิดให้ทัน.....ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนที่อยู่กับคนที่เราฟัง หลักคือให้ฟังไว้ก่อนอย่าเพิ่งตัดสิน
ความรู้ในคนจับยาก การฟังที่ดีจึงสำคัญ ถ้าฟังไม่ดีจะจับไม่ได้
ในเวทีนี้มีแต่คนยิ้มคนหัวเราะ
คนฟัง ๖ แบบ ทำทีว่าฟัง เลือกฟังเฉพาะที่ชอบ ฟังนิดคิดเยอะ ฟัง แว๊บไปบ้าง ฟังแบบเอาเนื้อหา ฟังอย่างลึกซึ้ง (ฟังด้วยสมองและด้วยหัวใจ ทุ่มตัวฟัง ตามไม่หยุด) การฟังยาก ต้องฝึกฟังบ่อยๆ สังเกตตัวเองว่าความคิดเราอยู่ตรงไหน inner voice เสียงภายในเราดังแรงหรือเปล่า เป็นเรื่องง่ายๆ เรื่องใกล้ตัว แต่ต้องฝึก เป็นเทคนิคในตัว ไม่ใช่นอกตัว ยกตัวอย่างกรณีพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฟังผู้ป่วยจนรู้สึกอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง กลายเป็นได้นวัตกรรม
ที่เราจัดการมีทั้งความรู้มือหนึ่ง (ความรู้ที่อยู่ในคน เกิดจากการทดลองทำ เป็นความรู้เฉพาะบริบท เฉพาะสถานการณ์ ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้ทั่วไป) ความรู้มือสอง (มาจากคนอื่น)
เวลาเราไปทำจริงๆ ให้เริ่มที่ความรู้ปฏิบัติ ถ้านึกอะไรไม่ออกให้นึกถึงปลาทู เพื่อให้เข้าใจ ให้จำง่ายๆ ว่ามีหัวปลา ตัวปลา หางปลา หัวปลาคือเป้าหมายว่าต้องการเล่นเรื่องอะไรทำเรื่องอะไร เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ การบรรเทาปัญหาจราจร ฯลฯ ประเด็นใหญ่ๆ หลักๆ ของงานที่ทำ (ของหน่วยงาน) ในนั้นจะมีความรู้เล็กๆ อีกเยอะ
รร.ชาวนา : จัดการแมลง การบำรุงดิน การพัฒนาพันธุ์ข้าว การบำรุงดินก็มีหัวปลาย่อยอีก เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การจัดการหลังเก็บเกี่ยว การเตรียมดิน คือการทำ knowledge mapping (ผังความรู้ แผนที่ความรู้)
ตัวปลาเป็นหัวใจสำคัญ มาทำแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ ไปดูว่ามีใครทำอย่างไรบ้าง ตั้งวงนั่งคุย ให้ “คุณกิจ” แบ่งปัน “เรื่องเล่า” ความสำเร็จ (เล็กๆ) เพราะยังไม่เครื่องถ่ายความรู้ ใช้วิธีง่ายๆ คือการเล่าเรื่อง
ต้องอาศัยคนคอยชวนพูดชวนคุย “คุณอำนวย”
เทคนิคที่ใช้ในช่วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องเล่า สุนทรียสนทนา การซักถามเชิงชื่นชม (ถามแล้วคนอยากเล่าต่อ) AAR ใช้แบบปนๆ กันอยู่
หางปลา: คลังความรู้ที่ดีควรมี ๓ ส่วน-Tacit Knowledge, Explicit Knowledge, และ Refrerence มีการจัดเก็บหลายรูปแบบ เช่น วาดภาพ Weblog
แนวของ สคส คือ Human KM ความรู้ที่อยู่ในคน การทำให้ความรู้เคลื่อนจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำแบบตำราที่ความรู้แห้งๆ อยู่ในตำรา ขึ้นหิ้ง
วัลลา ตันตโยทัย
อ.วัลลา
เดี๋ยวหนูจะเขียนแจ้งในWeb Logของหนู้ให้เพื่อนๆเข้ามอ่านที่Web logของอาจารย์ เพื่อจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
KM นี่ลึกซึ้งมากเลยนะครับ
ผมนี่ต้องฝึกอีกเยอะเลย
ฟังไปแล้วมักวิเคราะห์ตามไปด้วย เพิ่งรู้ว่าไม่ถูกต้องตามหลักการนัก
ขอบคุณบันทึกดี ๆ ครับ
ขอบคุณคะ ชอบมากคะ
จะได้ฝึกการฟังคนอื่น ให้มากกว่านี้นะคะ
สวัสดีน้องท้องฟ้า คุณหนานเกียรติ คุณประกาย ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม ดีใจที่อ่านบันทึกแล้วได้ประโยชน์ หากมีโอกาสคงได้ร่วมงานกันบ้างนะคะ
เห็นภาพเลยครับอาจารย์ รู้สึกสุขไปด้วย
เห็นภาพเลยครับอาจารย์ รู้สึกสุขไปด้วย