ช่วงเวลา ๖ ปี ที่ผมได้รับแต่งตั้งเป็นกำลังพลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดกำแพงเพชร(กอ.รมน.จว.ก.พ.) ที่ต้องไปปฏิบัติงานพัฒนาและบริการ อยู่ในหมู่บ้านไม่น้อยกว่าหมู่บ้านละ ๑๐ วันในเขตพื้นที่ยากจน/ถิ่นทุรกันดารและเขตพื้นที่ชาวไทยภูเขา  ทุกหมู่บ้าน ตามที่จังหวัดกำหนด

                อำเภอพรานกระต่าย เป็น ๑ ใน ๑๐ ของอำเภอทั้งหมด ที่อยู่ในเขตแห้งแล้ง ดินเลว ขาดระบบชลประทาน มีจำนวนหมู่บ้านและประชากรยากจนมากที่สุดของจังหวัด ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรโดยอาศัยน้ำฝน ผลผลิตจากการทำนาปีในขณะนั้น เฉลี่ย ๓๕ ถัง หรือ ๓๕๐ กิโลกรัมต่อไร่  ส่งผลให้ราษฎร(๑) มีข้าวไม่พอกินตลอดปี  ในฤดูแล้ง จะพบการ(๒)อพยพแรงงานเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ เกือบหมดทั้งหมู่บ้าน จะเหลือไว้แต่คนชราและเด็กๆ เฝ้าบ้าน

                ผมได้เห็นและสัมผัสอย่างใกล้ชิดถึงการทำงานของคุณสนอง ขวัญคำ คุณรัตติยา ขวัญคำ คุณประสิทธิ อุทธา คุณวิฑูรณ์ ปัญญามณีศร  คุณประทุมวัน บัวเผียน คุณเสนาะ ยิ้มสบาย ฯ เกษตรหนุ่มสาวที่รับผิดชอบตำบล ซึ่งมุ่งมั่นจะพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยเฉพาะการยกระดับผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นจากเดิม เพื่อแก้ไขวิกฤตข้าวไม่พอกินให้กับชาวบ้าน  โดยเริ่มต้นจาก การให้ชาวบ้านหันมาใช้ข้าวพันธุ์ดี ที่ให้ผลผลิตสูง ปลูกแทนพันธุ์ดั้งเดิมที่ใช้อยู่ให้ทั่วถึง  ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกที่สุด ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ข้าวได้ขอรับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร ให้มาจัดทำแปลงขยายพันธุ์ในแต่ละหมู่บ้านๆละ ๕-๑๐ ไร่ ภายใต้โครงการข้าวนาน้ำในเขตชนบทยากจน

                ฟังดู..เหมือนของง่ายๆ แต่ เอาเข้าจริง มันไม่ง่ายอย่างที่คิด  ผมเห็นเจ้าหน้าที่หนุ่มสาวเหล่านี้ เริ่มต้นจากการหาผู้อาสาทำแปลงขยายพันธุ์ข้าว ซึ่งไม่ใช่การทำนาธรรมดาโดยทั่วไป เพราะข้าวเปลือกที่ได้ จะต้องนำเอาใช้เป็นพันธุ์ปลูกในปีถัดไป  จึงจำเป็นจะต้องคัดทั้งคน ทั้งพื้นที่ในแต่หมู่บ้านให้ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการจับผู้ทำแปลงพันธุ์ มาฝึก มารมให้ความรู้ และต้องคอยติดตามการเจริญเติบโตของข้าว การกำจัดพันธุ์ปน การกำจัดวัชพืชทุกระยะอย่างต่อเนื่อง  จนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้  พร้อมๆกับการให้ชาวบ้านเลือกกรรมการ เป็นตัวแทนในการติดตามประเมินผล การกำหนดกฎกติกามารยาทให้ยืมในแต่ละหมู่บ้านด้วย

                เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็จะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้ในแต่ละหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านยืมไปปลูก โดยคิดดอกเบี้ยตามมติที่ประชุมของหมู่บ้านนั้นๆ กำหนด   ในปีถัดไป เมื่อได้ข้าวมาคืน แปลงใด ถ้าพอทำเป็นพันธุ์ได้ ก็ใช้ทำพันธุ์ต่อ ถ้าใช้ทำพันธุ์ไม่ได้  ก็นำเข้าเป็นกองทุนข้าว ให้ยืมไปบริโภค สำหรับผู้ที่ยังปลูกข้าวไม่พอกินทั้งปี

                สิ่งที่เล่ามาย่อๆ ข้างต้น ส่งผลให้สามารถ(๑)ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองในพื้นที่ โดยชาวบ้านไม่ต้องซื้อทั้งอำเภอ  ไม่น้อยกว่าปีละ ๔๐ ตัน ผลผลิตเฉลี่ยจากที่เคยได้ ๓๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากดำเนินการไปได้ ๓ ปี สามารถ(๒)ยกระดับผลผลิตเฉลี่ยข้าวของอำเภอ ได้ถึง ๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่  ในขณะที่ปัจจุบันนี้ ผลผลิตเฉลี่ยข้าวนาปีของอำเภอพรานกระต่าย อยู่ที่ ๖๑๓ กิโลกรัมต่อไร่ ที่สำคัญ สามารถ(๓)ลดปัญหาการขาดแคลนข้าวไม่พอกิน  เกือบทุกครัวเรือนของอำเภอพรานกระต่าย  พอในฤดูแล้งเจ้าพนักงานเคหกิจเกษตรแต่ละอำเภอ ก็ส่งเสริมให้ราษฎร นำฟางมาเพาะเห็ด พร้อมๆกับการฝึกฝนให้แม่บ้านเกษตรกร เรียนรู้เรื่องการแปรรูปผลผลิตชนิดอื่นๆที่มีในหมู่บ้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกิดในพื้นที่(๔)  ช่วยลดการอพยพแรงงานเข้าสู่เมืองอีกด้วย   ซึ่งการดำเนินงานลักษณะเช่นนี้  มีในทุกอำเภอ  ไม่ว่าจะเป็นคุณมาณพ จันต๊ะโมกข์ อำเภอคลองลาน คุณสาธิต อินทรทัศน์ คุณรณชัย ไชยยะ คุณสุรศักดิ์ เข็มทิศ คุณชัชพล วงศ์แก้ว อำเภอขาณุวรลักษบุรี/บึงสามัคคี  คุณสุรชัย วงศ์ปัญญา อำเภอลานกระบือซึ่งปัจจุบันย้ายไปแล้ว  คุณรังสรรค์ เลิศสูงเนิน อำเภอไทรงาม  คุณปรารภ คันธวัน คุณรัตน์ทอง สงพลูอำเภอทรายทองวัฒนา คุณเชาวลิต ครุฑอินทร์ อำเภอเมือง  ฯลฯเป็นต้น  แต่ที่นำเอาอำเภอพรานกระต่าย มาเล่า มาบันทึกไว้ ก็เนื่องจาก ..เป็นอำเภอที่มีจำนวนหมู่บ้านยากจนมากที่สุดของจังหวัดและเป็นพื้นที่แห้งแล้งดินเลว ขาดระบบชลประทาน การพัฒนาปรับปรุงยากยิ่งกว่าอำเภออื่นๆ..มากมายนัก.

                และขณะนี้ เดี๋ยวนี้  เป็นที่น่ายินดีว่า...อำเภอพรานกระต่าย ไม่มีหมู่บ้านยากจนและขาดแคลนข้าวบริโภคในระดับหมู่บ้านแล้ว ยืนยันได้จากข้อมูลของกรมพัฒนาชุมชน ปี ๒๕๕๑....แต่ในขณะเดียวกัน  ผมก็ยังเห็น..เจ้าหน้าที่เหล่านั้น   ยัง ..นุ่งยีน ใส่เสื้อยืด รองเท้ายาง สะพายย่าม เหมือนวัยหนุ่มสาว ทั้งๆที่มีอายุมากขึ้น   ภายในย่ามจะมีสมุดบันทึกการนัดหมายกับชาวบ้านในเรื่องการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ..และบางทีก็มี ยกร่างโครงการเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณหรือเครื่องมือจากองค์กรท้องถิ่นหรือจากนักการเมือง มาให้ชาวบ้าน

                ผมเคยพูดหยอกกับพวกเขาในฐานะเพื่อนพ้องน้องพี่ว่า..กาลเวลาและค่านิยมทางสังคมมันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก..เราน่าจะทำตัวตามกระแสไป. ..สมุดในย่าม น่าจะเปลี่ยนจากวันนัดหมายเกษตรกร..มาเป็นบันทึกวันเกิดของผู้หลักผู้ใหญ่  ผู้ปกครองหรือนักการเมือง...เลิกการขอสนับสนุนโครงการฯให้กับชาวบ้าน..หันมาหาของฝากหรือเตรียมกระเช้าไปมอบผู้ปกครองหรือนักการเมืองในโอกาสอันควรอย่างสม่ำเสมอ ... เลิกจากนุ่งยีน ใส่เสื้อยืด รองเท้ายาง ออกไปหาชาวบ้าน ที่มีแต่แสงแดดแผดเผา.. แล้วลองหันมาผูกไทด์ ใส่สูท ใส่รองเท้าหนังขัดเงา..เข้าหานักการเมืองหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีแอร์เย็นฉ่ำดูบ้าง..เผื่อว่าจะได้พบทางเลือกใหม่เพิ่มขึ้น กว่าการก้มหน้าก้มตา ลุยแต่งานอย่างเดียว ..ซึ่งน่าจะมีโอกาสก้าวหน้า กว่าที่เห็นและเป็นอยู่ กว่าในปัจจุบันนี้ก็ได้..

                แต่จะพูด จะบอกอย่างไร ก็ไม่มีผล...เพราะเขาเหล่านั้น..มีอุดมการณ์ มีศักดิ์ศรี  ที่คนบางคนบอกว่า มันกินไม่ได้นั่นแหละ......

                ผมจึงอดภาคภูมิใจในตัวเขาเหล่านั้นไม่ได้จริงๆ และที่ต้องนำมาบันทึกไว้ในGotoknow นี้  ขอเรียนว่า.. ผมไม่ได้เกี่ยวข้องและมีผลประโยชน์ใดๆ กับเจ้าหน้าที่ที่อ้างถึง ไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะ..ผมเห็นชาวบ้านชาวช่องเขาเปลี่ยนแปลง ดีขึ้นไปกว่าเดิมมาก..แต่เขาเหล่านั้น ผมยังเห็นหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับชาวบ้านอย่างเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ในตำแหน่งหน้าที่การงานเดิมๆ  จะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง ก็คือ....ความรู้ ประสบการณ์/อุดมการณ์ที่กล้าแกร่ง ความสุขุมนุ่มลึกขึ้น การดำรงตนอยู่อย่างพอเพียง พร้อมๆ กับ...

 รอยตีนกา ที่ปรากฏบนใบหน้า ควบคู่กับผิวกายที่คล้ำจากแสงแดดแผดเผา เริ่มเหี่ยวย่นมากขึ้น..

              จึงบันทึกไว้...เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นกำลังใจให้กับบุคคลที่ปิดทองอยู่หลังพระ..เหล่านั้นทุกๆ คน.ได้มีกำลังใจ ที่จะช่วยพัฒนา/เสริมสร้างให้มวลกระดูกสันหลังชาติ ได้แข็งแกร่ง มั่นคงยิ่งขึ้นมากกว่านี้... แล้ว กัลยาณมิตรGotoknow ล่ะ.. จะร่วมให้กำลังใจเขาเหล่านั้นกับผม.ด้วยไหม

                                                                    สามสัก

                                                              ๗ ต.ค.๒๕๕๒