ถ้า KM หมายถึงการจัดการความรู้ สิ่งที่ผมเรียนมาตลอดทั้งวันนี้ การถอดบทเรียน น่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของการจัดการความรู้

   ผมรับปากรับคำกับคุณเอกไปร่วมวงพูดคุยที่กระทรวงสาธารณสุข แม้ผมไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของคำเชิญชวนชัดเจน แต่ตัวเองก็มีเป้าในใจที่สืบต่อมาจากการเป็นสมาชิก G2K คือ การเรียนรู้ ทำความเข้าใจ “KM” และ “การถอดบทเรียน” ดังนั้นจึงไม่ปล่อยโอกาสที่มาถึงมือหลุดไป

   เกี่ยวกับเป้าหมายของผม ผมได้รับความรู้ ได้เรียนรู้อะไรบ้าง เพราะลักษณะส่วนตัวที่คิดช้า เรียนรู้ช้า ความจำกัดของสติปัญญา ผมจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการคิดหาคำตอบ และก็เริ่มมองเห็นภาพลาง ๆ ของความรู้ที่ผมอยากรู้

   ถ้า KM หมายถึงการจัดการความรู้ สิ่งที่ผมเรียนมาตลอดทั้งวันนี้ การถอดบทเรียน น่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของการจัดการความรู้ ผมสรุปการเรียนรู้ของตัวเองได้ตามแผนภาพด้านล่างนี้

   วงนอกหมายถึงความรู้ วงกลางน่าจะมีหลายช่อง ซึ่งช่องหนึ่งคือการถอดบทเรียน นั่นหมายความว่าหากการถอดบทเรียนเป็นเครื่องมือของการจัดการความรู้ ก็น่าจะมีเครื่องมืออื่น ๆ อีก ที่น่าจะใช่ ได้แก่ การวิจัย การสรุปบทเรียน การประเมินผล ฯลฯ และในขณะเดียวกันในการถอดบทเรียนก้น่าจะมีชุดเครื่องมือย่อย ๆ อีก ซึ่งในการประชุมทั้งสองวงมิได้พูดถึงมากนัก ยกเว้นการเล่าเรื่อง

   ในแผนภูมิมีคำสำคัญ ๓ คำ คือ ความรู้ การถอดบทเรียน และการจัดการความรู้ (KM)

   ความรู้ คือ อะไร ?

   จากการเข้าร่วมวงพูดคุยในที่ประชุมวันนี้ทั้ง ๒-๓ วง ความรู้น่าจะหมายถึง ประสบการณ์ที่ผ่านการปฏิบัติจริงของคนทำงาน ความรู้ในทัศนะนี้น่าจะแบ่งได้สัก ๓ ส่วน ได้แก่ (๑) ความรู้ในเชิงเนื้อหา-หลักการ เช่น บทเรียนที่ตกผลึกจากการทำงาน คำอธิบายในเชิงเนื้อหา (๒) ความรู้ความรู้ในเชิงความรู้สึก เช่น คุณค่า ความประทับใจ ความภาคภูมิใจ และ (๓) ความรู้ในด้านทักษะการปฏิบัติ ได้แก่ เทคนิคต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นจากการทำงาน ฯลฯ

   แน่นอนว่าความรู้เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในตัวคน มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่ลักษณะส่วนบุคคลและปัจจัยแวดล้อม การดึงเอาความรู้ในตัวคนออกมาและแลกเปลี่ยนกันเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งของการจัดการความรู้

   ดังนั้นการจัดการความรู้ ก็คือ การดึงเอาความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ซึ่งผมเข้าใจว่าบางทีเจ้าตัวอาจไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้อยู่ก็เป็นไปได้ เนื่องจากมันฝังอยู่ในเนื้อในตัว ต้องมีวิธีการดึงเอามันออกมา และตรงนี้เองที่มาเกี่ยวข้องกับการถอดบทเรียน กล่าวคือ การถอดบทเรียนน่าจะสามารถช่วยดึงความรู้นั้นออกมาได้ และเพราะเป็นเช่นนี้กระมัง เขาจึงใช้คำว่า “ถอด” บทเรียน

   ทำอย่างนี้ แล้วใครจะได้อะไร

   หากการถอดบทเรียนใช้การเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือหลัก น่าจะมีผู้เกี่ยวข้องหลัก ๆ อยู่สองฝ่าย คือ ผู้เล่า และผู้ฟัง และถ้าเข้าใจไม่ผิดน่าจะมี Facilitator เป็นผู้เอื้ออำนวยและสร้างบรรยากาศให้เกิดการเล่าเรื่องและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

   แล้วทั้งผู้เล่าและผู้ฟังจะได้อะไรจากการดำเนินการดังกล่าว เท่าที่ฟังและจากการครุ่นคิดของผม ผมคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์สมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง แน่นอนสถานภาพของผู้เข้าร่วมเป็นทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง

   สำหรับผู้เล่า ผมคิดว่า การเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของตนเอง จะเล่า/ถ่ายทอดได้ จำเป็นต้องมีการทบทวน ไตร่ตรองข้อมูลของตนเองมาในระดับนึง มีการเรียบเรียง กลั่นกรองก่อนที่จะเล่ามันออกมา ผมเรียกกระบวนการนี้ว่าก “การจัดระบบความรู้” ของตนเอง นี่เป็นผลประการแรกที่คิดว่าผู้เล่าจะได้ กล่าวคือ ทำให้ผู้เล่าชัดเจนในความรู้ของตนเองมากขึ้น และจะมากขึ้นหากมีการตั้งคำถามให้เกิดการคิด เชื่อมโยงข้อมูลจากการปฏิบัติของตนเอง

   ผลประการที่สอง เป็นผลสืบเนื่องตามมา การจัดระบบความรู้ของตนเอง จะนำไปสู่การยกระดับความรู้ของตนเอง เป็นการเสริมพลังการทำงานของตนเองให้มีทั้งมูลค่าและคุณค่ายิ่งขึ้น

   ผลอีกประการหนึ่งที่คิดออก คือ การที่ผู้เล่า เล่าเรื่องราวดี ๆ ของตนเอง น่าจะนำไปสู่ความประทับใจ ความภาคภูมิใจ มีกำลังใจที่จะพัฒนาตนเองและงานให้มีคุณภาพ/ประณีตขึ้น

   ในส่วนผู้ฟังนั้น หากรับฟังอย่างใจจดจ่อ ก็น่าจะได้รับสารที่ถูกส่งมาอย่างครบถ้วน และหากเรื่องเล่าที่มาจากความรู้ที่ผ่านการปฏิบัติจริง อย่างน้อยก็ทำห้ผู้ฟังได้รับรู้เข้าใจความรู้ที่ถ่ายทอดออกมา และบางทีบางเรื่องเล่าก็อาจจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นทักษะและเทคนิคการทำงาน

   นอกจากนั้นเรื่องเล่าที่มีพลัง ก็จะสามารถกระตุ้น/จุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจได้

   การจัดการความรู้ มิใช่มีเป้าหมายเพียงเพื่อดึงความรู้นั้นออกมาเก็บไว้ลอย ๆ แต่ยังคาดหวังให้เกิดการแชร์แลกเปลี่ยนความรู้นั้นด้วย และในที่สุดก็น่าจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดงานของตนเองได้ต่อไป

...

   ทั้งหมดนี้คือความรู้ที่ผมไปเรียนกับคุณเอกมาครับ