อันความเป็นศัตรูกันนั้นย่อมเกิดจากบุคคลสองคน หรือสองฝ่าย ดังจะกล่าวว่าบุคคลที่หนึ่งซึ่งเป็นผู้ก่อกรรมที่เบียดเบียนขึ้นก่อน และบุคคลที่สองซึ่งก่อกรรมเช่นเดียวกัน เป็นการแก้แค้น บุคคลสองคนหรือสองฝ่ายนี้ ต่างก็ทำตอบแทนกันยืดยาวไปจนกว่าจะหายโกรธและเลิกผูกโกรธกัน เวร ย่อมก่อขึ้นตั้งแต่เริ่มผูกโกรธกัน จนถึงเลิกผูกโกรธ เวรจึงสงบ

พระพุทธเจ้าทรงสอนทั้งในทางป้องกันและในทางแก้ ในทางป้องกันคือ ทรงสอนให้เว้นการทำที่ก่อโทษทุกข์แก่กัน ให้ทำแต่สิ่งที่เกื้อกูลกัน ดังเช่นทรงสอนให้ตั้งอยู่ในศีลซึ่งล้วนเป็นข้อป้องกันเวรทั้งนั้น และทรงสอนให้แผ่เมตตา ความปรารถนา ความสุขแก่กัน เพราะเมื่อจิตใจมีเมตตาต่อกันแล้ว ก็จะเบียดเบียนกันไม่ได้ ทำร้ายกันไม่ลง จะทำแต่ความเกื้อกูลกัน

และถ้าได้ทำล่วงเกินกันแล้ว ก็ต้องแก้ด้วยความรู้สำนึกผิด ขอให้อดโทษแก่กัน และตั้งใจที่จะไม่ทำเช่นนั้นอีก เมื่อปฏิบัติตามที่ทรงสอนดังนี้ก็จะไม่ก่อเวรขึ้น และเวรที่ก่อขึ้นแล้วก็จะสงบ ความหลังของชีวิตในด้านเวรก็จะผ่านพ้นไป แม้จะไม่ลืม ก็ไม่มีพิษก็ไม่มีโทษอีกต่อไป

.....................................................................................................................

ที่มา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สิริมงคลของชีวิต บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิววิ่ง จำกัด (มหาชน) 65/12 ถ.ชัยพฤกษ์ (บรมราชชนนี) เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2550