ผมจึงบอกใครต่อใครว่า เราเป็นโรงพยาบาล Tertiary ที่มีหัวใจ Primary ครับ”

ในวินาทีแรกที่ เราก้าวลงจากรถตู้ที่พวกเราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อไปเยี่ยมโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรีนั้น 

 ศูนย์รวมใจของชาวโรงพยาบาล 

 

สิ่งที่ทำให้แม่ต้อยรู้สึกแปลกใจ มากกว่าที่แห่งอื่นๆ นอกจากบรรยากาศอันคุ้นชินของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีคนไข้ ญาติ และความวุ่นวายจาก การรับ การส่งคนไข้ที่บริเวณ หน้าโรงพยาบาลแล้ว อันเป็นปกติแล้ว ภาพของทีมงาน โดยมีท่านผู้อำนวยการ เป็นหัวหน้าทีมมายืนรอต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น นั้นนับว่า พวกเราแทบจะไม่เคยเห็น เพราะตามปกติ ท่านจะมาพบเราในห้องประชุม หรือหลายๆแห่งก็ส่งผุ้แทนมารับ เนื่องจาก บทบาทของผู้บริหารนั้นยากนักที่จะมีเวลา ยิ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากแบบนี้ด้วย  แม่ต้อยจึงรู้สึก แปลกใจ ระคนกับความใคร่รู้ และความประทับใจ

อาจารย์ Marion ที่ไปด้วย แอบกระซิบถามแม่ต้อยที่ข้างหูด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะลงจากรถว่า

“ นั่น ใช่ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือเปล่า?”

แม่ต้อยพยายามมองอีกครั้ง ก่อนที่จะตอบด้วยความไม่แน่ใจว่า “ ไม่แน่ใจ แต่น่าจะใช่นะ”

เมื่อเราลงไปพร้อมหน้าพร้อมตากัน จึงทราบว่าท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้พาทีมมายืนรอรับพวกเราด้วยตนเองจริงๆ ราวกับแม่ต้อยและทีม คือแขกที่มีเกียรติยิ่ง

สัมผัสแรก แม่ต้อยนึกถึงคำพังเพยของคนไทยที่สั่งสอนพวกเรามารุ่นต่อรุ่นว่า

 “ ธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ  ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ให้ดีเลิศตามมีและตามเกิด ให้เพลินเพลิด กายากว่าจะกลับ”  ขึ้นมาทันที

พลันรู้สึกอบอุ่นใจ ใจนึกเตลิดไปถึงคำๆหนึ่งอีกคือ Sense of place ที่คุณหมอโกมาตรชอบพูดถึง ความหมายคือ เราสามารถสร้างความรู้สึกอบอุ่น ให้แก่ คนที่มารับบริการได้ ว่า ที่นี่แหละคือที่เราจะสามารถรักษาตัวเราได้ดี เรามีความอบอุ่น เรามีความมั่นใจ และเรามีศรัทธา ..

 

 ความรู้สึกที่ดีดี สัมผัสที่ดีดี เล็กๆน้อยๆเยี่ยงนี้  สามารถสร้างได้ ไม่เพียงเฉพาะแขกที่มาเยี่ยม แต่รวมไปถึงคนที่มารับบริการด้วย

 ที่เห็น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่เป็นชาวบ้านที่มาเรียนรู้ในโรงพยาบาล

 

 

ทีมงานพาพวกเราเดินลัดเลาะไปตามทางเดิน ที่ผ่านระเบียงตึก ข้างๆเป็นสวนหย่อม น้องเจี้ยบ อธิบายว่า

“ นี่เป็นสวนหย่อม สำหรับ ทั้งเจ้าหน้าที่และญาติ ตลอดจนคนไข้มานั่งพักผ่อน  ตอนเช้าจะมีกิจกรรม สวนเท้าเปล่าเพื่อให้คนได้สัมผัสกับธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้า “

 

แม่ต้อยนึกในใจ ทีมงานของโรงพยาบาล คงจะเข้าใจดีว่า เรื่องสุขภาพกับเรื่องสุนทรียภาพ ความงาม รรมชาติ ที่แท้จริงแล้วไม่สามารถแยกจากกันได้ ทุกผู้ทุกนาม ต่างก็โหยหาและอยากใกล้ชิดกับธรรมชาติ และวิถีชีวิต หรือภูมิหลังที่จากมา สิ่งเหล่านี้ช่วยเยียวยาควบคู่ไปกับแผนการรักษาได้เป็นอย่างดี..แม่ต้อยชักอยากลอง เดินเท้าเปล่าในสวนสักครั้ง

“ เราเริ่มตอน ๗ โมงเช้าคะ  ทั้งเจ้าหน้าที่และคนไข้คะ” เสียงอธิบาย ตามหลัง ราวกับจะรู้ว่าแม่ต้อยคิดอะไรอยู่

โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาด ๖๐๐ เตียง ก่อตั้งโดยเจ้าพระยายมราช( ปั้น สุขุม) เมื่อปีพศ. ๒๔๖๙ ท่านผู้อำนวยการ เล่าให้ฟังว่า ท่านอยู่ในจิตใจของคนทำงานทุกคนที่จะทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ในวันที่พวกเราเข้าไปเยี่ยมนั้นท่านผู้อำนวยการบอกว่าวันนี้จะมีทีมจากที่ต่างๆมาสามทีม สามคณะ แต่น่าทึ่งที่โรงพยาบาล สามารถบริหารจัดการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ทั้งสามทีม

อันที่จริงแม่ต้อย คุ้นเคยกับโรงพยาบาลแห่งนี้มานานแสนนาน จึงได้เห็นพัฒนาการตามลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงอาคารสถานที่ การพัฒนาด้านคุณภาพ หรือนโยบายต่างๆ ที่มีผลดีต่อประชาชนได้อย่างสมบูรณ์

แต่ในวันนี้สิ่งที่แม่ต้อยได้เรียนรู้กับท่านผู้อำนวยการ เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านเล่าให้แม่ต้อยฟังว่า

“ แม้ว่าเราจะทำงานในลักษณะของโรงพยาบาลเฉพาะทางก็ตามครับ แต่ผมเห็นว่า เราต้องมีมุมมองที่กว้าง และลงไปจนถึง ประชาชน รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ เพื่อเสริมการทำงานให้ดีขึ้น”

ผมจึงบอกใครต่อใครว่า เราเป็นโรงพยาบาล Tertiary ที่มีหัวใจ Primary ครับ

เป็นคำพูดที่มีความหมายมาก ในการคุยกันเช้าวันนั้น และจากการที่เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมทั้งในโรงพยาบาล หรือการให้บริการร่วมกับเครือข่ายต่างๆ จึงได้เห็นว่า หัวใจ Primary ที่ผสมผสานในการทำหน้าที่ Tertiary นั้นเป็นอย่างไร

คนไข้หลายรายที่มารับการักษาพยาบาลด้วยโรคเฉพาะทาง หรือโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย มะเร็ง เมื่อการรักษาที่โรงพยาบาลได้ผลดีแล้วทีมงานมิได้แค่เพียงส่งกลับให้ ไปรับการรักษาที่หน่วยงานใกล้บ้านเท่านั้น

แต่ยังติดตาม เฝ้าดูแล ทั้งด้านจิตใจ ความวิตกกังวล การใช้ชีวิต กับครอบครัว การพึ่งพาหน่วยงานอื่นๆ ในการร่วมสนับสนุนให้คนไข้มีความมั่นใจ ดูแลตนเองได้ โดยไม่เป็นภาระในการมาที่โรงพยาบาลบ่อยๆ

แม่ต้อยได้มีโอกาสเยี่ยมคนไข้ที่บ้านคนหนึ่งซึ่งป่วยด้วยโรคไตวาย  คนไข้คนนี้อายุสี่สิบกว่าปี มีลูกชายสามคน  ไม่ได้คิดว่าตนเองจะเป็นโรคที่จะต้องล้างไต ถึงวันละสามครั้ง นอกจากป่วยกายแล้ว คนไข้คนนี้ยังป่วยใจ และยังมีภาระคือลูกชายอีกสามคนที่กำลังเรียนหนังสือ คนที่เป็นพ่อแม่คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี

เมื่อไปถึงบ้าน คนไข้คนนี้กำลังซักผ้าของตัวเอง เรานั่งคุยกัน ในขณะที่คุยกันก็มีคนทะยอยเข้ามาคุยด้วยมากหน้าหลายตาคะ มาทราบทีหลังว่ามีทั้ง ชาวบ้านที่เป็นอาสาสมัคร ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่มาช่วยสร้างห้องเพื่อความสะดวกและสะอากพอในการล้างไตด้วยตนเอง

คนไข้เล่าว่า ตอนแรกรับไม่ได้ทุกข์ใจเหลือเกินที่เราทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ ทำไมเราโชคร้ายมาก เรื่องนี้ทำไมเกิดกับเรา..

เมื่อได้ พุดคุยกับทีมงาน อยู่เรื่อยๆ( การรับฟังความทุกข์ของคนไข้ หรือการฟังที่ดี ) รู้สึกว่า เรามีคนที่มาช่วยเยอะ และเริ่มปลงแล้วว่าอย่างไรเสียเราต้องยอมรับ ( คนไข้ยอมรับและมีสติในการที่จะดำรงชีวิตต่อไป)

“ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น  มีกำลังใจมากขึ้น เราเองก็สามารถทำอะไรได้เองโดยไม่เป็นภาระใคร เช่นทำกับข้าวกินเอง  ซักผ้า ดูแลบ้านเรือน  สอนลูกเรื่องสุขภาพ ว่าให้ดูตัวอย่างที่ตัวแม่..

“หากต้องการมีสุขภาพดี..ขอให้เชื่อแม่...” ( เริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับครอบครัวก่อน โดยเฉพาะลูกชายที่เธอรัก)

มีกำลังใจจากเพื่อนบ้านที่มาช่วยดูแล.. ดีกว่าตอนที่เริ่มเป็นใหม่ๆมากเลย..

แม่ต้อยลาจากครอบครัวคนไข้ และเครือข่ายที่มาเยี่ยมด้วยความเต็มตื้นในใจ  การบริการสุขภาพ ที่มุ่งเน้น” คน” มีสิ่งที่เป็นความละเอียดอ่อนมากมาย ที่ต้องเรียนรู้

เดินผ่านมาทางสวนหย่อมอีกครั้ง คราวนี้แม่ต้อยไม่เพียงแต่เห้นความร่มรื่นของต้นไม้ สวนดอกไม้เท่านั้น แต่แม่ต้อยได้ยินเสียง เพลงจากการเล่นกีต้าร์ เพลงรักหวานๆ แผ่วเบามาจากใต้ต้นไม้ที่ร่มรื่น หลายครอบครัวทั้งพ่อ แม่ลูก นั่งตามโต้ะที่จัดวางไว้อย่างสวยงาม   คงเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและอาจจะมีใครคนใดคนหนึ่งที่ไม่สบาย  แต่วันนี้โรงพยาบาลคงคล้ายๆ สวนสาธารณะที่เขาคุ้นเคย

แม่ต้อยถามว่า “ คนเล่นกีต้าร์ เป็นใครคะ? เล่นได้ไพเราะมาก ( เพราะเล่นเพลงเก่าๆ ที่แม่ต้อยชอบ )

น้องเจี้ยบตอบทันที “ เป็นคนไข้เบาหวานคะ  และเป็นสามีเจี้ยบเองคะ.. เขาชอบเล่นกีต้าร์มาก และเขาก็ชอบและมีความสุขที่ได้มาทำกิจกรรมนี้คะ...”

เมื่อแม่ต้อยมาพบกับอาจารย์ มาเรียน ซึ่งได้มีโอกาสเยี่ยมภายในหน่วยงานของโรงพยาบาลอีกครั้ง เราก็มีเรื่องแลกเปลี่ยนกันมากมาย

แม่ต้อยต้องขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลอีกสักครั้ง นายแพทย์ ธัชรินทร์ ปิ่นสุวรรณ รวมทั้งทีมงานทุกท่านของโรงพยาบาล

ที่ช่วยผลักดันให้การบริการสุขภาพ ก้าวไปอีกระดับหนึ่ง

“ Tertiary care หัวใจ Primary “ ..ที่ไม่มีวันลืม

สวัสดีคะ