สวัสดีค่ะ แม่ต้อย ...ขอบพระคุณและเป็นเกียรติมากๆเลยค่ะ ที่แม่ต้อยนำเรื่องราวดีๆ ของ SHA_Yomraj เผยแพร่ใน SHA~แม่ต้อย.. ที่จริงเจี๊ยบรออ่านตั้งแต่วันที่แม่ต้อยมาเยี่ยมโรงพยาบาลของเราแล้ว ..วันนี้วันหยุดเลยถือโอกาสเข้ามาเรียนรู้งานจากแม่ต้อย..ตอนเช้าเข้ามาดูยังไม่เจอเลยแวะไปเยี่ยมเรื่องราวผู้หญิงสีขาวของพี่กุ้งนาง..เลยได้ทราบข่าวการได้รับรางวัล "แม่ศรีเรือน" ของแม่ต้อย เจี๊ยบขอแสดงความยินดีด้วยคนนะคะ..และเจี๊ยบขออนุญาตจำแม่ต้อยไว้เป็นแบบอย่างค่ะ...ดีใจมากๆเลยค่ะ..เมื่อวานเจี๊ยบไปเรียนท่านผู้อำนวยการว่า..สรพ.ขอให้ท่านช่วยแสดงความคิดเห็นลงใน หนังสือ กระจกส่อง SHA ใน ประเด็น "Tertiary ที่มีหัวใจ Primary" ในมุมมองหรือความตั้งใจของท่าน...ท่านก็ได้กรุณาเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดแนวคิดนี้ แม่ต้อยทราบมั๊ยคะว่า ท่านผู้อำนวยการชัชรินทร์ ท่านไม่ได้เพิ่งมาคิดเมื่อท่านพาโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชของเราเข้าสู่โรงพยาบาล SHA นะคะ ท่านคิดมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ท่านรับราชการใหม่ๆ ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลโกสุมพิสัยท่านได้ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านในชนบท ทำให้ได้ทราบปัญหา ความต้องการของชาวบ้าน... ของผู้คนที่ทุกข์ยาก ท่านบอกว่าตอนนั้นชาวบ้านรักและศรัทธาท่านมากและท่านเองก็เต็มใจที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บป่วย ท่านบอกว่าท่านอาสาให้ความช่วยเหลือ "เชิญเลยนะครับ มีปัญหาเจ็บป่วย ไปหาผมได้ที่โรงพยาบาลครับ "ท่านบอกว่า ท่านอยากช่วยจริงๆ แต่เมื่อชาวบ้านที่เจ็บป่วยหนักด้วยโรคที่มีปัญหาซับซ้อน เกินขีดความสามารถของท่าน ท่านกลับช่วยไม่ได้ เนื่องจากเมื่อท่านต้องการจะส่งต่อไปรักษากับ Specialist ที่โรงพยาบาลจังหวัดเขาก็ไม่ค่อยจะรับหรือไม่รับเลย ท่านช่วยชาวบ้านไม่ได้แถมโดนต่อว่าทั้งจากชาวบ้านและแพทย์โรงพยาบาลจังหวัด ท่านเลยตัดสินใจไปเรียนต่อเฉพาะทางเพื่อนำความรู้มาช่วยชาวบ้าน ...และที่ประทับใจเจี๊ยบมากๆ เลย คือ ท่านบอกว่า ท่านจะรวมกลุ่มแพทย์ Specialist ไปดูชีวิตจริงของผู้ป่วยให้ถึงบ้าน ในนาม Specialist ที่มีหัวใจ Primary ท่านบอกว่าผู้ป่วยจะเชื่อมั่นและศรัทธามากกว่าเพราะเป็นหมอที่รักษาเขาอยู่ ดีกว่าส่งแต่เจ้าหน้าที่อื่นหรือหมอคนอื่นไปดูแลอย่างเดียว...และสุดท้ายท่านบอกว่า "เราต้องสร้างเครือข่าย Specialist ให้เข้าใจและร่วมทำงาน Primary ให้เหมือนที่หมอพิมพ์พงศ์ หมอวนิดา ทำเรื่อง CAPD หรือ หมออรัญญา ทำเรื่องโรคหัวใจ ....

“ที่ผ่านมาเมื่อ Specialist รักษาแล้วก็มุ่งดูแต่ผลว่า หายหรือไม่หาย เรามองข้ามไปว่านอกจากหาย ไม่หายแล้ว ผู้ป่วยเขาจะอยู่กับโรคนั้นอย่างไร เรารักษากันแต่โรค ไม่ได้รักษาผู้ป่วยด้วย "