เพราะความรัก ความห่วงใย...เราจึงมีพลังอย่างไม่มีขีดจำกัดที่จะทำงานและดูแลสิ่งที่เรารัก คนเรามีความรักให้กับสิ่งต่างๆแตกต่างกันไป  แต่ที่เหมือนกันคือเพราะเรามีความรัก...เราจึงมีพลังชีวิตที่จะตื่นขึ้นมาและใช้ชีวิตในทุกๆวันอย่างมีความสุข ....แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประกันชีวิตอย่างไรเล่า? ผมว่ามันเกี่ยวข้องกันโดยตรงเลยครับ  เพราะเรารักต่ออะไรสักอย่าง คนเราจึงเลือกที่จะทำประกันชีวต  คนรักตัวเอง เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ คนรักลูกห่วงลูกหรือคนอื่นๆในครอบครัว ก็เก็บเงินให้ลูก หรือทำประกันเพื่อคุ้มครองรายได้ของตนเอง เพราะรู้ว่าลูกๆอยู่สุขสบายอย่างทุกวันนี้เพราะมีเงินจากรายได้ของตนเท่านั้นที่มาเจือจุน คนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ก็ทำประกันเพื่อใช้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล หรือคุ้มครองอุบัติเหตุ คนที่รักและเป็นห่วงธุรกิจที่ตนเองสร้างมา ก็ทำประกันชีวตตนเองหรือหุ้นส่วนธุรกิจ เพื่อคุ้มครองธุรกิจนั้นให้คงอยู่ได้ตลอดไป

       แต่น่าเสียดาย...ลูกค้าประกันชีวิตจำนวนมากที่มีประกันชีวิตแล้ว  แต่ไม่ได้ประโยชน์จากประกันชีวิตอย่างเต็มที่  เพราะมีประกันที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง   ความไม่เหมาะสม มีในหลายๆ แง่ อาจเป็นเพราะแบบประกันชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น อยากทำเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ แต่ทำประกันแบบคุ้มครองตลอดชีพ ซึ่งให้เงินคืนเมื่อเกษียณต่ำ หรือเป็นห่วงเรื่องทุนการศึกษาของลูกแต่ทำประกันแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งจะได้วงเงินคุ้มครองต่ำไม่พอกับทุนการศึกษาของลูก  วงเงินประกันที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำสูงไป หรือทำต่ำไป  ไม่ดีทั้งสองทางครับ ต้องพอดีกับรายได้ของเราครับ.

       แล้วจะเลือกทำประกันชีวิตแบบใดดี? คำตอบคือ ต้องทำแบบที่คุ้มครองความรัก ความห่วงใยของท่าน เพื่อช่วยให้ความใฝ่ฝันของท่านเป็นจริงได้ ด้วยเงินค่าเบี้ยประกันเท่าที่ท่านมีความสามารถที่จะทำได้  แปลความหมายให้ชัดก็คือ ท่านต้องพิจารณาปัจจัย 2 ข้อ คือ (1) ความใฝ่ฝันหรือเป้าหมายในชีวิตท่านคืออะไร? และ (2) ท่านมีงบประมาณเพื่อจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิตเท่าใด? แล้วจึงจะเลือกแบบประกันได้อย่างเหมาะสม...(มันก็เหมือนหมอจะจ่ายยาคนไข้นั่นแหล่ะครับ หมอต้องดูหลายๆ อย่างก่อนจ่ายยา).... ลองพิจารณาดูนะครับว่า  ประกันชีวิตที่ท่านมีอยู่ ได้พิจารณาปัจจัย 2 ข้อนี้หรือยัง?  หรือจะดีที่สุดท่านควรเรียกตัวแทนที่ท่านเชื่อถือมาให้คำปรึกษานะครับ ...(ผมเห็นว่า ตัวแทนน่าจะเป็นผู้ช่วยลูกค้าพิจารณาปัจจัย 2 ข้อนี้และเลือกแบบประกันให้ลูกค้า..ก็เหมือนหมอต้องเป็นคนเลือกยาที่จะจ่ายให้คนไข้นั่นแหล่ะครับ).