ผมกำลังอยู่ในระหว่างการจัด workshop กับองค์การอนามัยโลกแต่จัดที่เมืองไทย โดยชวนผู้มีประสบการณ์จัดการงานวิจัยจากประเทศข้างเคียงมา ลปรร กัน ภายใต้ชื่อการประชุมว่า KM on RM (Research management)

ได้เรื่องสนุกๆมีความรู้มากมาย แตาอยากเล่าเร็วๆว่า ตอนแรกผมกลัวอยู่ว่าคนที่ได้รับเชิญเขาจะอยากมา เพราะสนใจในคำไหนมากกว่ากันระหว่าง KM กับ RM เพราะคนส่วนใหญ่เป็ฯผู็จัดการงานวิจัย และไม่ค่อยรู้จักคำว่า KM แต่จริงๆเราอยากให่เขารู้เรื่อง KM แถมยังเป็น KM ที่เน้น tacit knowledge ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ทำานจัดการวิจัยถ้ารู้จัก KM ก็มักจะรู้ในส่วนที่เป็น การจัดการความรู้ที่เป็น explicit knowledge มากกว่า คือการจัดการเพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถรวบรวม จัดหมวดหมู่หรือเรียกดูได้ ง่ายๆตามความต้องการของผู้ที่จะต้องใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในการตัดสินใจต่างๆ

ปรากฏว่าเป็นไปตามที่คาดหมายคือวันแรกทุกคนจะบอกเหมือนกันหมดว่าที่มาร่วมงานครั้งนี้ก็เพราะอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง RM พอเราจัดไปได้สองวันโดยใช้เทคนิค ลปรร ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสนใจกับเรื่อง ลปรร มากขึ้นอย่างชัดเจน และพากันบอกว่าเป็นประโยชน์น่าจะลองเอากลับไปใช้ที่บ้านตัวเอง (ไม่รู้พูดเอาใจคนจัดหรือเปล่า)

แต่ที่ผมเองได้กลับเป็นทั้งสองอย่าง ตือด้านหนึ่งก็ได้ทำความเข้าใจกับ เทคนิค ลปรร ที่เคยรู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการทำตารางแห่งอิสรภาพ และธารปัญญา เนื่องจากเจอกับคนที่มีประสบการณ์เรื่องเดียวกันแตามาจากต่างบริบท

แต่อีกเรื่อที่ได้ด้วยคือในระหว่างการ ลปรร เพื่อทำตารางแห่งอิสรภาพ เนื่องจาก อจ วิจารณ์ แนะนำให้ใช้วิธีใหม่ในการกำหนดว่าแต่ละระดับของ core competencies ควรเป็นอย่างไร คือแทนที่จะมาช่วยกัน "คิด" แต่กลับขอให้แต่ละคนให้คะแนนตัวเองใน competency นั้นๆ พร้อมอธิบายว่าทำไมจึงให้คะแนนเท่านั้น จากนั้นค่อยมาแลกเปีลี่ยนเหตุผลที่มห้ไว้ ปรากฏว่าเราได้ความรู้มากขึ้นแยะว่าที่เขาทำการจัดการงานวิจัยในส่วนของ competency แต่ละเรื่องนั้น เขามีวิธีอะไรกันบ้าง แต่ต่างจากที่เราทำ และเข้าใจกันอย่างไรบ้าง

กลายเป็นว่าในระหว่างที่ฝึกทำตารางแห่งอิสรภาพ ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับ การจัดการงานวิจัยเพิ่มขึ้นไปอีก

ผมสรุปว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเราได้ผู้ร่วมประชุมที่มีประสบการณ์ทำงานจริง และเปิดเผยในกระบวนการ ลปรร (ไม่ได้ลปรร แบบเกรงใจคนจัด หรือไม่ก็ ลปรร แบบกลัวเสียหน้า)