วันนี้ตอนเช้าได้รับการร้องขอทางโทรศัพท์ "มือถือ" จากอาจารย์แฮนดี้ ให้ช่วยอธิบายเรื่องการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ในระบบ ICT ว่าควรจะทำอย่างไร
ผมก็มาคิดดูจากประสบการณ์ที่ทำมาสักสามปีกว่าๆ ว่า อะไรคือความสำเร็จ อะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุง ก็คิดไปเรื่อยๆ แบบ “ไร้กรอบ” ได้ดังนี้ครับ
ประเด็นแรก การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือ KM ธรรมชาติ (ที่ผมจั่วหัวไว้ตลอดในทุกบันทึกของผมนั่นแหละ) ต้องมีในระบบของแต่ละคนเสียก่อน
- จะเป็นประเด็นใดนั้นไม่ค่อยจะสำคัญมากนัก จุดสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ที่เรามีเข้ากับความรู้ที่มีในคนอื่นๆได้ดี การเชื่อมโยงก็อยู่ที่ความเป็นไปตามธรรมชาติ แบบปกติธรรมดา
- สาเหตุที่ต้องมีระบบคิดแบบธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง จึงสามารถเชื่อมโยงได้ทุกเรื่อง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือต้องมีความสามารถและความสะดวกในการใช้ระบบอินเทอร์เนต อย่างเป็นปกติประจำวันของชีวิต ที่บางคนที่ไม่ถนัด เช่นชาวบ้านทั่วไป ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ระบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูงานแทน
- แต่สำหรับระบบเดิมของการทำงานของข้าราชการไทยมักใช้การประชุมสัมมนา ที่อ้างว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร เพียงมีข้อจำกัดของการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ ที่ไม่ค่อยมีในระบบราชการ และนักวิจัย หรือแม้แต่ในกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ที่แม้จะดีกว่าระบบราชการ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเพียงพอ ยังติดอยู่กับกรอบงาน และการเอาตัวรอด ที่ทำให้ขาดความเป็นธรรมชาติไปบ้างพอสมควร
- ถ้ามีการปรับมาสู่ระบบ “ไร้กรอบ” ก็จะช่วยได้มากขึ้น ที่ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถของแต่ละคน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือ ต้องมีความเป็น “คน” มีชีวิตแบบปกติธรรมดา มีชีวิต มีจิตใจ มีน้ำใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในสิ่งที่เรามี เราทำได้ แบบไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน
- ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสนิทสนม และการคบหาที่ไม่มีอะไรมาขัดขวาง หรือฉุดรั้งให้เสียเป้าหมายและทิศทางที่ดีของศักยภาพในการแลกเปลี่ยนความรู้
ประเด็นที่ ๔ ก็คือ ต้องมีจิตสาธารณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่หวงความรู้ไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต้องการผลประโยชน์จากการใช้ความรู้ และไม่คิดจะจดลิขสิทธิ์ความรู้ต่างๆที่ตนคิดขึ้นมา
- ประเด็นนี้เป็นขีดจำกัดใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกของ “การเห็นแก่ตัว” แบบ ทุนนิยม ที่เป็นขีดจำกัดการพัฒนาเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงวิชาการสมัยปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มจะลดศักยภาพการพัฒนาการทางความรู้ได้มากกว่าที่จะส่งเสริม (จากผลประโยชน์ของลิขสิทธิ์) อย่างน้อยก็เป็นระยยะเวลาหนึ่งของช่วงที่ลิขสิทธิ์มีผลบังคับใช้
- ทางเลือกที่ทางกลุ่มอโศกใช้ก็คือหลักการของ “บุญนิยม” ที่พร้อมและยินดีให้กับทุกคนในสังคม ที่ทุกคนจะได้ และสังคมก็จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งมากขึ้น
- และถ้ามีระบบการแลกเปลี่ยนผ่านระบบอินเทอร์เนต ความเข้มแข็งก็จะมากและรวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน
และประเด็นที่ ๕ สุดท้ายที่ไม่ยิ่งหย่อนความสำคัญ (ขอใช้สำนวนฝรั่งหน่อยครับ) ก็คือ โอกาสของการได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกันแบบตัวต่อตัว ให้เห็นความเป็นตัวตนของแต่ละคน คนที่ใช้รูปปลอม นามแฝง (เช่น แฮนดี้ ฯลฯ) ก็จะได้เปิดเผยตัวจริง มีความสนิทสนมกันมากขึ้น และมี “ชีวิต” ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ดีขึ้น
นี่คือ ๕ ประเด็นที่ผมพอจะคิดออกจากประสบการณ์ที่ผ่านมาครับ
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ
มากราบขอบพระคุณ ข้าวกล้อง หอมมากมาก ครับ
กราบเรียนท่าน
นี่ก็เป็นอีกแนวทางการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
ผมทำนาอินทรีย์ แบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยา แต่ทำนาอย่างเป็นธรรมชาติลงทุนต่ำ พัฒนาและดูแลธรรมชาติ ให้ธรรมชาติทำหน้าที่แทนเราแบบ KM ธรรมชาติ
นอกจากผมจะแลกในแนวราบในกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายข้าวอินทรีย์แล้ว ผมยังมีความมุ่งมั่นที่จะให้กลุ่ม G2K ไดสัมผัสของจริงของผลการจัดการความรู้ที่ผมได้รับโดยตรง
และหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เห็นข้อดี ความสำคัญ และเป้าหมายของการบริโภคข้าวกล้อง ที่ผมบันทึกไว้แล้วก่อนหน้านี้
ขอขอบคุณที่เป็นภาระจัดงานประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เรารู้จักกันมากขึ้นครับ
และหวังว่าเครือข่ายการเรียนรู้ของ G2K จะเข้มแข็งมากขึ้นครับ
สวัสดีครับ
ขอบพระคุณมากครับ
ขออภัยที่เข้ามาดูแล้วรอบหนึ่งแต่ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ ขณะนี้อยู่ในห้องสอนนักศึกษากลุ่มเดิม สักครู่คงได้ให้เขาเข้ามาทำ Link บันทึกนี้และบันทึกทั้งหมดเข้าสู่ Planet ของ Blog ที่จะเปิดในวันนี้ครับ
วันนี้เนตเสียทั้งวันเลยไม่ได้ตอบทันทีครับ
ขอบคุณครับ