หลายวันก่อน พี่พยาบาลที่เคยรู้จักกันและเคยพบเจอกันมาหลายปีบอกว่า ข้าพเจ้าในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนดังแต่ก่อน ไม่ค่อยดุเท่าไหร่แล้ว แถมพูดจาดีกว่าที่เคยเป็น ได้ยินแล้วข้าพเจ้าก็รู้สึกดีใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงไปจนเห็นได้ชัดขนาดนั้นเชียวหรือ
หลายปีก่อนข้าพเจ้าเคยทำงานที่นี่ในฐานะแพทย์ใช้ทุนจบใหม่ และเมื่อกลับไปเรียนเฉพาะทางกลับมา ก็มาช่วยราชการที่นี่อยู่หลายรอบ เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ การกลับมาเป็นหมอเฉพาะทางที่จบใหม่ไฟแรง ข้าพเจ้ามีความเฮี๊ยบน่าดูและใช้มาตรฐานระดับโรงเรียนแพทย์มาตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างในโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้ คุณพยาบาลต่างกล่าวขวัญกันว่า ข้าพเจ้าจะทำงานเนี๊ยบ และเฮี๊ยบด้วย การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยต้องเป๊ะๆ แม้แต่การทำแผลและติดพลาสเตอร์ก็ต้องเป็นแนวเดียวกัน และเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าติดไม่สวยก็จะโดนบ่นด่า เขาว่ากันอย่างนั้น
ข้าพเจ้าไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ว่า “ เนี๊ยบ” เพราะคำนี้ดูจะเป็นคำสูงส่งมากทีเดียว ที่ผ่านๆ มาข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่า ตัวเองยังดูแลคนไข้ได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ทุ่มเทให้คนไข้ได้ไม่มากเท่าที่ควรจะทำ แถมข้าพเจ้าไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหมอที่ดีนัก เมื่อเทียบกับรุ่นพี่ๆ และครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ข้าพเจ้ารู้จัก
ด้วยความเอาจริงเอาจังกับงาน แถมลักษณะงานที่ทำ ต้องลุยๆแบบผู้ชาย จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่เป็นที่ถูกใจคุณพยาบาลทั้งหลายนัก ข้าพเจ้ามักพูดตรงๆ และไม่ประนีประนอม ไม่อ่อนหวาน ออกจะเป็นคนห้าวๆ ห้วนๆ คุณพยาบาล หลายๆคนจึงมีอาการทั้งเบื่อหน่ายและเกลียดชังไปเลยก็มี
แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น และได้พบเห็นอะไรมากมายขึ้น ข้าพเจ้าก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นๆกันในผู้อาวุโสทั้งหลาย ตามวัยตามประสบการณ์ที่พานพบ เราจะดูใจเย็นขึ้น แต่ลึกๆแล้วข้าพเจ้าก็มีความโกรธ มีความไม่พอใจมากมายที่ถูกกดข่มไว้และพยายามไม่แสดงออกมา ในจิตในใจข้าพเจ้าก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่การแสดงออกทางกายวาจาอาจจะน้อยลงเท่านั้น

การเข้าสู่วิถีแห่งการภาวนาเมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าพบว่าคนรอบข้างเริ่มเข้าใจและมองเห็น ความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตัวข้าพเจ้า ฟังดูแล้วน่าจะดี แต่อะไรๆ มันก็ไม่แน่นักหรอก ผู้คนมักจะคาดหวังกันว่า คนที่ไปปฎิิบัติสมาธิภาวนามา ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากๆ หลายคนคาดหวังว่า เราจะต้องกลายเป็นผู้ทรงศีล เดินช้าๆ นุ่งขาวห่มขาว ไม่กล่าวคำหยาบคาย ไม่โกรธ ไม่แสดงอารมณ์ และต้องยิ้ม อยู่ตลอดเวลา ต้องพูดจาไพเราะอยู่เสมอ ช่างเป็นความคาดหวังที่น่าอึดอัดขัดข้องใจอย่างยิ่ง
การภาวนากับการเปลี่ยนแปลงนั้น มันมักเริ่มต้นจากข้างใน อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป และบางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเปลี่ยนไปตอนไหน ดูจากภายนอกเราก็ยังคงเหมือนเดิม แต่งตัวแนวเดิมๆ แต่ความคิดเห็น ความเข้าใจโลก ความเข้าใจชีวิตมันเริ่มเปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงนั้นจึงไม่ใช่อยู่ที่การแต่งตัวหรือการแสดงกิริยาวาจาที่ผิดแปลกไปจากเดิม หลายสิ่งหลายอย่างจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่เปลี่ยนโดยฉับพลันทันที บางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง และการเปลี่ยนแปลงภายในนั้นจะเป็นไปตามธรรมชาติและไม่มีการเสกสรรปั้นแต่ง ไม่ใช่การพยายามจะรักษาภาพลักษณ์ศักดิ์ศรีของผู้ปฎิบัติสมาธิภาวนาแต่อย่างใด

บางครั้งถ้าข้าพเจ้าได้ยินคนมาทักว่าเราดูใจเย็นขึ้น พูดจาดีขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ดีใจแต่นั่นมันก็คือการเปลี่ยนที่เขามองเห็นและเข้าใจในขณะนั้น ไม่มีอะไรมาประกันว่า วันต่อไปเราจะเปลี่ยนไปแนวไหน อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ ขึ้นกับจิตกับใจเราที่จะมีสติและ อยู่กับปัจจุบันขณะได้แค่ไหน
คนที่ปฎิบัติสมาธิภาวนาหลายคนเมื่อก้าวไปสู่จุดหนึ่งของการปฎิบัติ จะมีอาการติดดี และคาดหวังว่าจะรักษาความดี (ในสายตาของคนอื่นไว้) ข้าพเจ้าว่านี่มันเป็นเหตุแห่งทุกข์อีกอย่างหนึ่งทีเดียว เรามักจะพยายามอย่างมากมายที่จะรักษาศีล รักษาภาพลักษณ์หรือคุณงามความดีอะไรสักอย่าง และบางครั้งมีการกดข่มอารมณ์ไว้ แถมพาลโกรธเคืองตัวเองว่าทำไมเราจึงยังโกรธ ทำไมเราจึงยังไม่ดีพอ การรักษาความดีที่ว่านี้ ดูจะเป็นภาระ และปัญหามากมายทีเดียว ข้าพเจ้าเองก็เคยมีอาการเช่นนั้น แถมมีอาการจิตตกเป็นพักๆ ยิ่งเราโกรธเคืองคาดหวังว่าเราควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ตกหลุมพลางของอัตตาตัวตนไปจนปีนขึ้นมาไม่ได้
เพราะที่แท้ เราก็ยังมีตัวกูของกูอยู่ครบ แถมยังไปคาดหวังให้ใครต่อใครๆมามองตัวกูคนนี้ ให้ดูเป็นคนดีตลอดเวลาด้วย พอเขามองไม่ดี มาตัดสิน มาตำหนิติเตียนเรา เรา หรือตัวกูของกูซึ่งเป็นอัตตาตัวตนที่มีอยู่จึงทุกข์
หลังๆมานี้ ข้าพเจ้าจึงไม่คิดอยากจะเป็นคนดีสักเท่าไหร่ ขอเป็นคนดีบ้างเลวบ้างแล้วสบายใจกว่า การยอมรับว่าเราไม่ดีไม่น่ารัก และยอมรับความโกรธที่เกิดขึ้น มันอาจจะเหมือนยอมศิโรราบกับอะไรบางอย่าง เราต้องยอมรับว่าจิตเรานั้นมีรัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตามเหตุและปัจจัยที่มากระทบ เมื่อใดที่เราขาดสติ อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพราะเมื่อไม่มีสติมากำกับ เราก็จะเป็นไปตามสิ่งที่มากระทบ จิตเขาเป็นเช่นนั้น เราบังคับไม่ได้จริงๆ ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนั้น เราไม่อาจไปแทรกแซงและควบคุมได้ เพราะการควบคุมคือการกดข่มมันไว้
การฝึกสติ การเจริญสติ คือวิธีีการเดียวที่เราจะรู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิต แล้วเราก็จะทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในจิตในใจของเรา เมื่อเรามีสติเราก็จะสามารถเข้าใจสิ่งต่างได้ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง การกระทำ ความคิด ทางกาย วาจาใจ ก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และมีแนวโน้มไปในทางที่เป็นกุศล
ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ วันนี้เวลานี้ี้เราอาจจะดูดีเลิศประเสริฐศรีในสายตาของใครหลายๆคน แต่ในอีกวินาทีถัดไปเราอาจกลายเป็นคนที่เลวร้ายที่สุดก็ได้ ถ้าเราพลั้งเผลอขาดสติ และเผลอไปตามเหตุและปัจจัยที่มากระทบ

การยึดมั่นถือมั่นทั้งในความดีและความไม่ดีของใครต่อใครก็ถือว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์เช่นกัน เราหลายๆคนมักจะตัดสินคนอื่นจากอดีต เมื่อใครก็ตามไม่น่ารัก หรือทำอะไรไม่ดีกับเรา เราก็มักจะใช้อดีตครั้งนั้นตัดสินเขา แม้เวลาผ่านไปแล้วหลายปี เราก็ยังคงมองว่าเขาเป็นเหมือนเดิม เลวร้ายเช่นเดิม แต่กับความผิดความไม่น่ารักของเราแต่หนก่อน เรากลับต้องการให้คนอื่นลืมๆไปเสีย แถมยังคิดเข้าข้างตัวเองว่า ตอนนี้เราเติบโตแล้ว เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแล้ว น่าแปลกใจมากที่เราคิดว่าตัวเราเองพัฒนาขึ้นแต่กลับไปคิดเห็นว่าคนอื่นนั้นคงเป็นอย่างเก่านั่นแหละ เรา freeze คนอื่นไว้ แล้วตัดสินเขาจากอดีต และเชื่อมั่นว่าเขาต้องเป็นเช่นนั้นคงเดิมแม้เวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ก็ตาม ทำไมเราจึงคิดว่าคนอื่นไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองเลย แต่เรากลับมีโอกาส ??
ข้าพเจ้าพบว่า นี่เป็นความคิดเห็นที่ผิดแปลกมาก เราตัดสินคนอื่นๆจากอดีต และคนอื่นๆก็ตัดสินเราจากอดีตที่ผ่านมา ด้วย แถมเรายังยึดมั่นถือมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ในสภาพคงเดิม คนดีที่เรารู้จักต้องดีตลอดไป คนเลวที่เรารู้จักต้องเลวตลอดไป คงมีแต่เราเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่คนอื่นไม่มีสิทธิ์
ความคิดเห็นเช่นนี้ ทำให้เราไม่เคยให้โอกาสใคร และไม่ยอมให้อภัยใคร ในขณะเดียวกันเราก็เกิดความทุกข์ใจทันทีเมื่อคนดีที่เรานับถือแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น ไม่ดีอย่างที่เคยเป็นมา เราจะเสียใจและผิดหวังและ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ไม่เลิก
ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดกาล ไม่มีอะไรที่ไม่แปรเปลี่ยน ความดีก็ยึดไม่ได้ ความเลวก็ยึดไม่ได้ ขึ้นกับเหตุและปัจจัยของมัน ตัวเราเองจึงมีความไม่แน่นอนอยู่สูงเช่นกัน มันขึ้นกับว่าเราจะรักษาใจไว้อย่างใด มีสติแค่ไหน เราไม่เคยดีตลอดเวลา และไม่เคยเลวตลอดเวลา คนอื่นๆก็เป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งย่อมแปรเปลี่ยน ทั้งดีขึ้นและแย่ลง และมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสองทางนั่นแหละ

ดังนั้นพอมีใครบอกว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ข้าพเข้าก็ออกจะดีใจในเริ่มแรก แต่ก็ตระหนักรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมันได้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ เราไม่อาจรู้หรอกว่า ในวันข้างหน้าเราจะเป็นเช่นไร
แต่ถ้าเรายังยึดมั่นถือมั่นในคำสรรเสริญหรือนินทาก็แล้วแต่ เราจะเกิดทุกข์ ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลายขึ้นมาได้ ท่านสอนว่า “ ชั่วก็ไม่ควรเอา ดีก็ไม่ควรเอา แต่ให้อยู่เหนือดีเหนือชั่ว “
ทุกวันนี้เมื่อมีใครมาบอกว่า ข้าพเจ้าเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงก็ตาม ข้าพเจ้าจึงได้แต่รับรู้ ขอบคุณเขาในใจ แล้วก็ปล่อยมันไปด้วย
ชีวิตเราทั้งหลายนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก เราจึงไม่อาจยึดถืออะไรไว้ได้นอกจากปล่อยมันไป
ในที่สุดข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า ที่ทำได้ก็คือเป็นเพียงผู้ดู ไม่ต้องพยายามเป็นคนดี ไม่ต้องพยายามเป็นคนแบบไหน แต่ให้เฝ้าสังเกตดูใจตนเอง ..
^__^ ...
อ่านเเล้วมีความสุขครับ....
น่าจะลงวารสารวิถีแห่งการภาวนาที่ นั่นนะครับ
ยอดมาก มาก Dr.สุริยาพี่กำลังปวดหมอง อยู่กับความคาดหวังของคนรอบข้างอยู่พอดี แรกๆก็ตั้งรับไม่ค่อยจะทันคิดวนอยู่นั่นแล้ว จะทำตามหรือต่อต้านดี คิดปรุงแต่งหาเหตุลต่างๆนาๆ ซึ่งมันทำให้ทุกข์สิ้นดี พยายามตั้งสติดูใจที่ทุกข์ตามที่เคยฝึกและรับคำสอนมา ก็ทำได้พักเดียว พออ่านบทความนี้เสร็จ ใช่เลย เหมือนเขียนเจาะใจพี่เป๊ะ ทันเวลา ขอบคุณและอนุโมทนาสาธุ
เมื่อมีคนมาสรรเสริญหรือนินทาเรา ในความคิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าให้เราแค่รู้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ถ้าเขานินทาว่าร้ายก็ไม่ควรอาฆาตพยาบาทเพราะเราเองจะเป็นทุกข์ ให้เราพิจารณาว่าเราเป็นดังที่เขาว่าหรือไม่ ถ้าไม่เราก็เฉย ๆ เพราะมันไม่เป็นความจริง แต่ถ้าเป็นจริงดังเขาว่าถ้าเป็นสิ่งที่เราสามารถแก้ไขได้และเป็นสิ่งที่ดี เราก็แก้ไขเสีย ซึ่งเราอาจต้องขอบคุณคนนินทาว่ากล่าวเราด้วยที่เป็นกระจกส่องให้เราได้รับรู้ ....... อย่าลืมว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ถ้าเรามีอารมณ์ก็แสดงว่าอัตตาตัวตนของเรายังคงอยู่แน่นหนา
หวัดดีจ้า kmsabai
ขอบคุณและดีใจ ที่อ่านบทความนี้แล้วมีความสุข ^ - ^
ว่าแต่มีวารสาร วิถีแห่งการภาวนาที่นี่ด้วยรึ ??
พี่กระทิงตุ้ยนุ้ย
การอยู่กับความคาดหวังของคนรอบข้างเป็นทุกข์จริงๆค่ะ ยิ่งถ้าคนรอบข้างเป็นคนที่รักและห่วงใยเราด้วย ต้องปล่อยความความคาดหวัง ต้องยอมรับว่าเราเป็นได้เท่าที่เป็นอยู่ ภาวนาและภาวนา .. กันต่อไป
สวัสดีค่ะ "ไม่แสดงตน"
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ถูกต้องอย่างที่สุดแล้วค่ะ เพราะยังมีอัตตาตัวตนอยู่ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบ ก็เกิดอัตตาตัวตนขึ้นมารับ มีอารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้นว่านี่เป็นตัวเราของเรา ศักดิ์ศรีของเรา และธรรมชาติของจิตคือเสพอารมณ์ ห้ามไม่ได้ บังคับก็ไม่ได้ เมื่อพลังสติไม่แก่กล้าก็พลัดหลงไปในโลกของตัวกูของกูในที่สุด ถ้าจิตรู้อารมณ์แล้วปล่อย ไม่จับไม่ยึด ให้เป็นเพียงผู้รู้ผู้ดูดังที่ครูบาอาจารย์สอน เราก็จะไม่ทุกข์ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือไม่มีอะไรหรือใครต้องทุกข์ แต่ทุกวันนี้ที่เรายังทุกข์กันอยู่ ก็เพราะมีอัตตาไปรับความทุกข์มานี่แหละ ถ้าเข้าใจและมองเห็นความเป็นอนัตตา ของกายและจิต คำสรรเสริญหรือนินทา คุณค่าก็จะเท่าๆกัน เป็นเครื่องเตือนสติเราได้เหมือนๆกัน
ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดดีๆค่ะ
ผมเป็นคนประเภท ไม่เนี๊ยบ แต่เฮี๊ยบ...และมีลูกบ้าอยู่ตลอดเวลา คิดเร็วและทำเร็วเสมอๆ..
นั่นแหละครับ คือมุมมองของทีมงานที่สื่อสารความเป็นตัวตนของผมเรื่อยมา
เรามองโลกในมุมมองของเรา....แต่ละคนมองโลกในมุมมองอของตนเอง...
เราต่างให้นิยามสิ่งต่างๆรอบตัวเรา..แต่ละคนให้นิยามสิ่งต่างรอบตัว...... ให้นิยามตัวเอง....ให้นิยามคน..สัตว์..ส่งของ..การกระทำ..ความรู้สึก......แล้วเราก็ยึดติดกับนิยามนั้น....จำ...ยึดไว้......มั่นหมาย..กำกับ...แล้วก็ขีดเส้นใต้..
...แต่ธรรมะ..ธรรมดา..ธรรมชาติ..ของสรรพสิ่ง...คือ...ความไม่เทียง...
...เราลืมไป...ดันนึกว่ามันเที่ยงเสียฉิบ..พอเจอความไม่เที่ยง...เกิดคำถามมากมาย...ทำไม..ทำไม????
...ทำไมคนนี้เปลี่ยนไป...เป็นอย่างนี้..? ไม่น่าเป็นอย่างนี้เลย...เมื่อก่อนก็ดีนี่นา..ทำไม..ๆๆๆๆๆ
...เหตุ.เปลี่ยน...ปัจจัย..เปลี่ยน..อะไรก็เปลี่ยน...เพราะยังไง ความจริง คือ มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ และ มันไม่มีตัวตน.และ มันเป็นเช่นนั้นเอง.....
..เราน่าจะปล่อยให้ไครๆๆ เป็นตัวของเขาเอง..แล้ว เราก็เป็นตัวของเราเอง..ไป..
..แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น..ลำบาก....บางครั้งเราอาจทำร้ายไครๆ ทั้งโดยตั้งใจ โดยสะใจ และโดยไม่ตั้งใจ...เช่นกัน คนอื่นก็อาจทำกับเราเช่นเดียวกัน...แล้วจะทำ ทำไม ...ในเมื่อทุกคนคือ เพื่อร่วมทุกข์ เกิด แ่ก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น ...
..การภาวนาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร.....แต่การภาวนา...ช่วยให้เราเห็นความจริง..เห็นสัจธรรม...ว่า...
Once ที่เราพูดไม่ดีกับไคร พูดตรง..ขวานผ่าซาก ประชด กระแทก แดกดัน....ฯลฯ..เราก็หาเหตุผลเข้ามาอธิบายตัวเราเองว่า.แบบเท่ๆ ว่าเราเป็นคนตรง....และเราก็รู้สึกว่าเราถูก..เรา ชนะ แต่..ผู้ที่ถูกเรากระทำ ณ วันนั้น เขาก็อาจจะอยากตอบโต้เราตรงๆ เช่นกัน ..แต่เขาทำไม่ได้..เพราะ..เกรงใจ กลัว รู้สึกต้อยต่ำกว่า...เราเป็นเจ้านายเขา..ฯลฯ...หลังจากนั้นเราก็ออกจากจุดนั้นมา...โดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกเขาเลย..(อาจจะคิดบ้าง...แต่ก็บอกตัวเองว่า ทำถูกแล้ว)...แล้วเขาละ คนที่เจอเหตุการณ์แบบนั้น ถ้าไม่มีบารมีธรรมแก่กล้าพอ ต้องไม่พอใจ เครียด และยากส์ ที่จะปล่อยวางได้ และ รับอารมณ์นัั้้นไป แล้ว..รู้สึกแพ้...เครียด..หม่นหมอง..เศร้า...กลับ..ไปบ้านอาจไป..ด่าลูก..ด่าสามี...(เพราะ อ่อนแอ กว่า ฮาๆๆๆ)กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ ไปอีก 3 - 4 วัน ก็เป็นได้ (กฎแห่งกรรม เกิดกรรม เป็นทอดๆ)
....เช่นเดียวกัน Once ที่เราถูกคนอื่นๆ คนที่เหนือกว่า คนที่เราเกรงใจ ทำอย่างนั้น เราก็จะรู้สึกอย่างนั้น..
...เมื่อเห็นความจริงแล้ว นำความจริงไปวิเคราะห์ ก็จะพบว่า การเคลื่อนไหวของจิตเรา ขณะนั้น ว่าเิกิดจากโลภะ โทสะ หรือ โมหะ หากเรารับรู้ทัน เกิด สติ เราก็เปลี่ยนไป (ฉะนั้น การภาวนา > ทำให้เห็นทุกอย่างด้วยความจริง >ทำให้ ปล่อย ละ วาง > ทำให้เราเปลี่ยนไป > เรามีความสุข > คนรองข้างมีความสุข)
...ขอบคุณ..แง่คิด จากกัลยานมิตร..ทุกท่าน...ขอบคุณจริง....
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
" ไม่เนี๊ยบ แต่เฮี๊ยบ...และมีลูกบ้าอยู่ตลอดเวลา คิดเร็วและทำเร็วเสมอๆ "
เป็นมุมมองที่ทำให้เห็นภาพพจน์ ชัดเจนดีค่ะ
แสดงว่าเป็นคน Active และ มี Vision แถมชอบคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดในรูปแบบเดิมๆ ^ - ^
สวัสดีค่ะ No name
" การภาวนา .. ทำให้เห็นทุกอย่างด้วยความจริง ..ทำให้ ปล่อย ละ วาง ... ทำให้เราเปลี่ยนไป ... เรามีความสุข .. คนรอบข้างมีความสุข "
เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนจริงๆ ขอบคุณมากค่ะ