การบรรพชาเป็นสามเณร คือการที่ผู้บวชได้สละซึ่งทรัพย์สินที่เคยครอง รวมถึงขน ผม เล็บ ถือครองเพียงผ้านุ่งและจีวร อันเป็นเครื่องปกปิดร่างกาย ฉัน(กิน)ในบาตร และรับศีล 10 ข้อ ซึ่งความหมายของคำว่า บรรพชา คือการเว้นจากความชั่ว

    เมื่อปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่ผ่านมากระผมมีโอกาสที่ได้บวชเณรพร้อมกับเพื่อนคือ นศ.พ.ตฤณ งามดี เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน และได้จำวัดที่วัดนาหลวง ตำบลคำด้วง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีประธานสงฆ์คือพระภาวนาวิสุทธาจารย์(หลวงปู่ทองใบ ประภสฺสโร) โดยมีรองเจ้าอาวาสพระมหาสำรี ธมฺมจาโร เป็นผู้อุปัชฌาย์ ในการบวชครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองทั้งของกระผมและของเพื่อน อีกทั้งยังได้ร่วมปฏิบัติธรรมนั่งกัมมัฏฐาน เดินจงกรม และออกธุดงค์เป็นเวลา 7 วัน กับคณะพระนิสิต ปริญญาโทจาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น เรียกได้ว่าครบเครื่องการบวชเลยก็ว่าได้ มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างไรเหรอ มาลองติดตามกันดูครับ...

 
 
นาคตฤณ และนาคพชร

     การบวชนั้นอาจจะมาจากหลายสาเหตุครับทั้งเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ ศึกษาธรรมะ ไม่มีงานทำ หรือสังขารโรย ผมได้เห็นเพื่อนๆหลายคนก็ใช้เวลาบวชช่วงปิดเทอมมาเหมือนกัน(สังเกตจากคิ้วและหัวโล้น) แต่การบวชของผมนั้นต่างไปจากเพื่อนๆครับ ทำไมถึงต่างละ? ตอนแรกก่อนที่ผมจะบวชก็นึกว่าเป็นการบวชเหมือนวัดบ้านทั่วๆไป ได้ฝึกศาสนพิธี ได้เล่นยามว่าง ได้กินขนมเยอะๆ ได้นอนเล่น ก็เลยมาคิดว่าแล้วจะบวชไปทำไม? จึงตั้งปณิธานว่าจะบวชเพื่อหาความสงบจากสมาธิ และเลือกที่จะอยู่วัดห่างไกลข่าวสารและความวุ่นวายของการเมืองไทย (อยู่บนภูเขา) อันเป็นเวลาประจวบเหมาะกับการฝึกของพระนิสิตฯ การบวชครั้งนี้จึงมีโปรแกรมที่แน่นอนว่าจะทำอะไรในหนึ่งเดือน น่าแปลกที่วัดนี้ไม่ใช่สายธรรมยุติแต่ประธานสงฆ์ได้วางรากฐานให้พระเณรที่อยู่ที่วัดปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การอยู่ในวัดเริ่มต้นเมื่อกระผมได้ปลงผมและเรียกตนว่า “นาค” ซึ่งห่มขาวถือศีลแปดแต่กินในบาตรวันละมื้อ โชคดีที่เย็นๆมีเครื่องดื่มเป็นโกโก้ร้อนลดความหิวลงได้ในช่วงแรกจนกระทั่งเริ่มไม่หิวมื้อเที่ยงและเย็น ในแต่ละวันกระผมและเพื่อนต้องช่วยกันทำความสะอาดลานไทรฯ ล้างถังเศษอาหาร ถวายน้ำปานะ การเดินเท้าเปล่าก็เป็นเรื่องที่ลำบากอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำในเวลาออกบิณฑบาต

 

    กระทั่งได้เป็นเณรก็ต้องหัดห่มผ้าแบบเฉวียงบ่า ห่มคลุม ส่วนการห่มดองต้องอาศัยผู้ช่วย การนอนนั้นเรียกได้ว่านอนกลางดิน ก็เพราะต้องปักกลดและปูเสื่อนอนอยู่ในป่าไผ่ของวัดวันดีคืนดีก็มีงูเลื้อยผ่านหัวไป แต่ที่ต้องอดทนไปกว่านั้นคือการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ใช่ญาติเรา ได้เห็นพระทั้งที่ปฏิบัติดีและไม่ดี และความฟุ้งซ่านของจิตใจอันเกิดจากจิตที่ไม่ได้ฝึกฝนมาก่อน กระผมได้ทดลองทำตามคำแนะนำของอาจารย์ต่างๆจนสามารถนั่งสมาธิแล้วถึงจุดที่จิตใจสงบพร้อมกับรู้สึกถึงความสุขจากความสงบนั้น และจะเกิดอาการสงบบ่อยครั้งขึ้น พอถึงวันที่ได้ออกธุดงค์ซึ่งเป็นการเผยแผ่ศาสนาเชิงรุก เพื่อให้พุทธศาสนิกชนหันมาฟังเทศน์ฟังธรรม ในครั้งนี้ผมก็ต้องเดินเท้าเปล่าด้วยความอดทน ต้องแบกของหนัก เจอทั้งแดดร้อน ฝนตก ถนนลาดยาง หินลูกรัง ป่าหนาม ถึง 7 วัน ซึ่งผมก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ขณะธุดงค์ก็เห็นความแตกต่างของชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้าน บางคนนับถือศาสนาด้วยศรัทธา บางคนก็นับถือแต่ไม่รู้แก่นศาสนา ซึ่งการมาฟังพระแสดงธรรมจะช่วยขจัดความไม่รู้ออกไปได้ ผมได้มีส่วนรวมในการแสดงธรรมด้วยซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้พูดธรรมะต่อหน้าผู้คน


ภาพ กลับจากธุดงค์พร้อมพระนิสิตฯ และพระพี่เลี้ยง

        พอจบการธุดงค์ กระผมก็ได้รู้จักพระนิสิตฯมากขึ้น และสำนึกในพระคุณของพระอาจารย์ที่ดูแลผมซึ่งก็คือ พระอาจารย์วีรศักดิ์ อิสฺสโร โดยหลังจากที่ผมและเพื่อนได้ลาสิกขา ท่านก็ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการมาเรียนแพทย์ไว้ว่าควรจะตั้งใจ และขยัน เลิกนิสัยทำอะไรชักช้าและไม่ตรงต่อเวลา สุดท้ายรักษาศีล 5 ให้ได้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเป็นมนุษย์  มีคำสอนหนึ่งที่กล่าวว่า “อดได้คือคน ทนได้คือพระ ละได้คือพรหม หมดอารมณ์ไปนิพพาน” ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้จากการไปบวชเณรเป็นเวลาหนึ่งเดือน


ภาพ พระอาจารย์วีรศักดิ์ อิสฺสโร

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
      กระผมรู้สึกได้ว่าตัวเองมีความสงบและมีสมาธิมากกว่าเดิม มีเหตุผล หลีกเลี่ยงที่จะทำความผิดและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นโดยรู้เท่าทันอารมณ์  สามารถอดทนต่อความลำบากและความกดดันได้ดีขึ้น พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องคิดว่าตนจะลำบาก ทำตัวให้ยืดหยุ่นและปรับตัวง่ายขึ้น ไม่กลัวธรรมชาติของชีวิต กล้าที่จะพูดต่อหน้าผู้คน สุดท้ายนี้กระผมขอน้อมนำคำสอนที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในฐานะนักเรียนแพทย์คนหนึ่งที่จะก้าวสู่ความเป็นนายแพทย์ในอนาคต และกระผมตั้งใจว่าจะหาโอกาสอุปสมบทและออกธุดงค์อีกครั้งเพื่อค้นหาความสงบอันสูงสุด ดังพุทธศาสนาสุภาษิตที่ว่า "สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี"

ข้อคิดเห็นจากเรื่อง
1. ความสงบจากสมาธินั้นสามารถเกิดขึ้นได้หากรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกและฝึกฝนสม่ำเสมอ เพราะธรรมเป็นสิ่งที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง
2. ดอกไม้ยังสีต่างกันได้ฉันใด คนย่อมต้องมีคิดความแตกต่างกันไปฉันนั้น ไม่ว่าในหมู่ชาวพุทธ หรือพระภิกษุเอง หรือกระทั่งความเชื่อทางการเมือง ย่อมต้องมีคนที่ถูกและผิด เราควรส่งเสริมคนที่ทำดีแล้วให้ทำดีต่อ และชี้แนะคนที่เห็นผิดให้เดินทางถูก
3. การใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเพศบรรพชิตหรือฆราวาสล้วนมีหน้าที่ของตน ต่างก็ต้องทำหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้ตามบทบาท
4. ความกตัญญูกตเวทีเป็นสิ่งที่ควรมี การช่วยปรนนิบัติดูแลผู้มีพระคุณถือว่าคุณธรรมข้อหนึ่ง
5. คุณธรรมสูงสุดของชีวิตคือ นิพพาน ผู้ที่ปฏิบัติดี-ตรง-ชอบ เท่านั้นที่จะบรรลุได้

อ้างอิง
http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/monkhood.html
http://www.watnaluang.org
http://www.buddhadasa.com/shortbook/nippan.html
http://gotoknow.org/blog/523070144-2lp1/296702

วันที่บันทึก : 13 กันยายน พ.ศ.2552
วันที่แก้ไข : 14 กันยายน พ.ศ.2552