How to talk so kids can learn
ก่อนขึ้นรถไปอุบล ผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่งที่ขนส่งหมอชิต ชื่อว่า “วิธีพูดและสอนเด็ก”
ขยายความว่า
เพื่อกระตุ้นให้เขาอยากเรียนรู้ มีวินัย และ รับผิดชอบต่อการเรียนของตัวเอง ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
เป็นหนังสือแปลมาจาก How to talk so kids can learn – At home and in school
ผมอ่านแล้ว เห็นว่าน่าสนใจดีครับ สามารถนำไปใช้ทั้งกับลูก และ ลูกศิษย์ ได้ ขอยกตัวอย่างบทสนทนาจากเรื่องบางตอน มาดังนี้ครับ
บทสนทนาแบบที่หนึ่ง
ลูก : หนูเกลียดครูเพทเทอชั่น ครูเป็นคนงี่เง่า
แม่ : พูดแบบนี้ไม่เป็นการแสดงความเคารพครูเลยนะ
ลูก : ก็ครูไม่เคยนึกถึงหนู ครูเอาแต่ตะโกนใส่หนู โดยไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
แม่ : ลูกต้องทำอะไรผิดแน่เลย ไม่อย่างนั้นครูคงไม่ตะโกนใส่หรอก
ลูก : ก็หนูเพียงแค่ยืมกระดาษเพื่อน
แม่ : ลูกไม่มีกระดาษเขียนเลยหรือ แล้วลูกจะไปหวังอะไร ถ้าไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม แม่เตือนกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้เตรียมให้พร้อมก่อนไปโรงเรียน ถ้าลูกหัดคิดล่วงหน้า เรื่องพวกนี้คงไม่เกิดขึ้น
ลูก : เลิกจับผิดหนูได้แล้ว
แม่ : อย่าหยาบคายกับแม่นะ
การสนทนาแบบที่สอง
ลูก : หนูเกลียดครูเพทเทอชั่น ครูเป็นคนงี่เง่า
แม่ : ดูเหมือนลูกรู้สึกโกรธครูอยู่นะ
ลูก : ครูชอบตะโกนใส่หนูแบบไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
แม่ : ลูกคงรู้สึกอารมณ์เสียนะ
ลูก : ครูสติแตกแค่หนูไม่มีกระดาษแค่นั้น
แม่ : โอ้
ลูก : บางทีหนูก็ลืมอะไรนิดๆหน่อยๆ
แม่ : อืม...และลูกหวังว่าจะไม่ลืม
ลูก : ช่าย..อันที่จริง หนูควรจะเก็บกระดาษสักปึกไว้ในตู้ลอ็กเกอร์ ที่นี้หนูจะได้ไม่มีปัญหา เวลาลืมเอาสมุดจดไปโรงเรียน
แม่ : ฟังดูเหมือนว่า ลูกคิดวิธีจัดการกับปัญหาได้แล้ว
ลูก : ใช่ค่ะแม่
จากบทสนทนาทั้งสองแบบ จะเห็นได้ว่า(ความคิดเห็นของผมเองครับ)
การสนทนาในแบบที่หนึ่ง
1. มักพบเห็นได้ทั้งที่บ้าน และ ที่โรงเรียน ในบรรยากาศแบบ "อำนาจนิยม"
2. ทั้งฝ่ายคุณแม่ และ ฝ่ายคุณครู มักจะสนทนาแบบ I am OK , You are not OK นั่นคือ มองว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโส (Parent) และมองว่าลูก หรือ ลูกศิษย์ เป็นเด็ก(Child) ดังนั้น การสนทนาต้องบ่น บอก จับผิด สั่งสอน
3. เป็นการสนทนาในระดับ แค่ I in me ครับ
4. เป็นการสนทนาที่ไม่ได้ส่งเสริมการพัฒนาเด็กเลยครับ
สนทนาในแบบที่สอง
1. มักพบเห็นทั้งที่บ้าน และ ที่โรงเรียน ในบรรยากาศแบบ "มนุษย์นิยม"
2. ทั้งฝ่ายคุณแม่ และ ฝ่ายคุณครู จะสนทนาแบบ I am OK , You are OK นั่นคือ มองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ (Adult) และมองว่าลูก หรือ ลูกศิษย์ เป็นผู้ใหญ่ (Adult) ดังนั้น การสนทนาจึงมุ่ง "จับถูก" ใช้การพูดแบบ "วินัยเชิงบวก" ให้สามารถพัฒนา สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
3. เป็นการสนทนาในระดับ I in you หรือ สุนทรียสนทนา ครับ
4. เป็นการสนทนาที่ส่งเสริมการพัฒนาการของเด็ก
ครูเพื่อศิษย์ ร่วมกันคิดพัฒนาด้วยการสนทนาแบบ I In you (สุนทรีนสนทนา) หรือ การสนทนาแบบวินัยเชิงบวก กันนะครับ ตามหลักการข้างล่างที่ว่า




จองจอง
คุณbeger0123ครับ
ได้สิทธิ์การจองที่หนึ่งเดี๋ยวนี้เลยครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ อ.
หนังสือน่าอ่านดีค่ะ
ว่างๆจะไปหาอ่านตามร้านหนังสือดูนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ครูจิ๋วครับ
ขอบคุณมากครับ ที่เข้ามาเยียมชมหนังสือ
สวัสดีครับ
อาจารย์ครับ ผมอ่านบทความแล้วชอบมากครับ ได้ข้อคิดดีๆ มากครับ
1. เคยมีสมัยหนึ่งที่ ใช้ "อำนาจคือธรรม" มักเห็นแก่ทุนนิยมเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใช้ "ธรรมคืออำนาจ" มักเห็นแก่มนุษยนิยมเป็นส่วนใหญ่
2. เป็นหนังสือที่น่าอ่านและดีมากครับ ผมคงศึกษาเรื่องสุนทรียสนทนาเพิ่มเติมครับ
ขอบคุณในสาระดีๆ จากท่านอาจารย์ครับ สมเป็น "ครูเพื่อศิษย์" อย่างแท้จริงครับ
ขอให้ตำแหน่ง ผอ. เร็วๆ นะครับ
คุณณัฐวรรธน์ครับ
อำนาจ คือ ธรรม นี่ เป็นที่นิยมกันนะครับ
ธรรม คือ อำนาจ ต้องช่วยกันขยับครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ
พี่คิมครับ
ครูเพื่อศิษย์ ผมก็ฟังดูเป็นคำใหญ่ไปหน่อยนะครับ ดูเหมือนไม่ใช่ครูธรรมดา
ผมว่าเป็นครูธรรมดาๆ ดีกว่านะครับ ไม่ต้องเกร็งอะไรมาก สบายๆ เพราะยังไงก็เพื่อศิษย์อยู่แล้ว
ขอบคุณมากครับ
(Classroom meeting เยี่ยมไปเลยครับ)
ท่าน small man ครับ
ครูเพื่อศิษย์ เท่าที่ติดตามอ่านทุกคนเป็น "ครูเพื่อศิษย์" อยู่แล้ว ตามที่คุณครูทุกท่านได้เพียรปฏิบัติกันมา ก็ไม่ต้องเกร็งอะไร
ครูเพื่อศิษย์ เป็นความรู้สึกของพวกเราที่มีครูยกย่องท่าน
ในอนาคตอันไม่ไกล ต้องขอแรงท่านรองฯ ช่วยกันค้นหาครูเพื่อศิษย์ อีกเป็นรอบต่อไปนะครับ...
ช่วยกันสร้างพื้นที่ให้ครูดี ได้มีพื้นที่ มีโอกาส ให้กำลังใจท่านเหล่านั้น
อาจารย์คะ
ไม่ว่าครูหรือผู้ปกครอง
มีความรู้แล้วแต่ทำไม่ได้
ลืมทุกทีเลย
บางครั้งเด็กก็สะท้อนกลับ
อย่างที่เราชอบว่าเขาเถียงนั่นแหละ
เรามักจะสนทนาได้แค่ I in me
ส่วน I in you เราพบได้น้อยนะคะ
คงจะต้องตั้งใจ
มีสติและฝึกฝน
สวัสดีค่ะ
ดีจังเลยค่ะ...ที่มีข้อความให้เรียนรู้ วิธีพูด วิธีคิด เรื่องอย่างนี้มันไม่ง่ายเลยนะคะ คงต้องฝึกฝนกันนานก่อนพูดออกอะไรออกไปคงต้องคิดก่อน หากพูดโพล่งออกไปโดยไม่ยั้งคิดผลคงเป็นเหมือนแบบที่ 1 แต่การพูดแบบที่ 2 คงรู้สึกช้า ไม่ได้อารมณ์และเสียเวลานะสำหรับคนปากไวใจร้อน
ครูเอ๋ยครูดี จำต้องมีหลักสี่สถาน
หนึ่ง ความรู้เก่งกล้าวิชาการ
สอง เชี่ยวชาญการปกครองต้องใจคน
สาม ชำนาญการอบรมสั่งสอนศิษย์ รู้จักคิดหาอุบายให้ได้ผล
สี่ ประพฤติชอบและอดทน ใครได้ยลชื่นชมนิยมเอย...
เห็นด้วยกับบทสนทนาในแบบที่สองนะคะ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็แล้วแต่ มักจะรู้สึกดีเสมอถ้าเขาผู้นั้นรู้สึกว่าได้รับเขาได้รับการยกย่อง หรือได้รับความชื่นชม...สิ่ง ๆ นั้นก็ถือได้ว่าเป็นกำลังได้ดีอีกขั้นหนึ่งเลยทีเดียวคะ และมันก็ยังสามารถเป็นพลังที่จะขับเคลื่อนให้เขาได้แสดง Power ที่เขามีอยู่ในตัวให้ออกมาได้อีกด้วยคะ
คุณเอกครับ
คุณครูส่วนใหญ่ที่ผมพบมาล้วนเป็นครูเพื่อศิษย์ทั้งนั้นแหละครับ เพียงแต่ว่าไม่กล้าใช้คำนี้กับตัวเอง
ขอบคุณมากครับ
คุณเอกครับ
ว่างจากงานบนเขต ผมก็จะออกไปพูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนครับ ไปหาความดีของคุณครู ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้พูดออกมา
ขอบคุณมากครับ
คุณมณีวรรณครับ
ผมเอง หลายครั้งก็ยังเผลอครับ ยังเผลอเป็น I in me อยู่บ่อยๆ
ขอบคุณมากครับ
ครูตาครับ
ผมเอง ที่ผ่านมาคุยกับลูก ก็ยังเผลอคุยแบบที่ 1 แบบ I in me อยู่บ่อยๆครับ
ขอบคุณมากครับ
คุณโมเมย์ครับ
การสนทนาแบบที่สอง เป็นการสนทนาเพื่อพัฒนาแลพสร้างศักยภาพของเด็กครับ
ขอบคุณมากครับ