บริโภคข้าวกล้อง กับอาหารอื่นๆอีกสักเล็กน้อย ผัก ผลไม้ ก็มีคุณค่าอาหารเพียงพอแล้ว

ประมาณสักเกือบสิบปีที่ผ่านมา ผมเคยมีอาการเหน็บชาที่ปลายนิ้วมือ ต้องรับประทานวิตามินบีจากร้านขายยาเป็นประจำจนเบื่อ

แต่หลังจากหันมาจัดระบบการบริโภคข้าวกล้องในครอบครัว  ทำให้ผมไม่ต้องทานวิตามินใดๆอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ผมได้เห็นประโยชน์ จึงได้จัดระบบการบริโภคข้าวกล้องในครอบครัว และพยายามสร้างระบบสนับสนุนในระบบสังคมรอบๆ อย่าง “บูรณาการ” มากขึ้นเรื่อยๆ จากการหันมาทำนาปลูกข้าวหอมมะลิแดง แบบอินทรีย์ สีข้าวกล้องที่บ้าน และหาวิธีที่จะพึ่งตนเองด้านอาหารมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในขณะเดียวกัน ผมก็พยายามเชิญชวนให้ทุกคนที่ผมรู้จักหันมาบริโภคข้าวกล้อง ด้วยประโยชน์ที่จะได้รับนานาประการ ดังนี้

  1. จากข้อมูลการวิเคราะห์สารอาหารในเมล็ดข้าวที่สีแบบต่างๆ พบว่าเมื่อขัดข้าวให้ขาว จะทำให้คุณค่าอาหาร โดยเฉพาะ เยื่อใยอาหาร วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน ไขมันที่จำเป็นหายไปอย่างน้อย ๖๐ % ที่เหลือหลักๆ ก็คือแป้ง 
  • จึงทำให้ “ความอร่อย” และคุณค่าอาหารที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติลดลง และ
  • ต้องไปหาความอร่อยจากอาหารอื่นมาเสริม ในนามของ “กับข้าว” ที่บางครอบครัวหาไม่ได้ หรือไม่มีความรู้ในการบริโภค หรือ หาได้ไม่ครบ หรือ ไม่ได้สัดส่วน หรือ ต้องไปเผชิญกับสารพิษที่แฝงมาสารพัดรูปแบบ
  • ทำให้มีโอกาสขาดสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ได้โดยง่าย
  • นอกเหนือจากการเสี่ยงต่อการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษที่ให้ในการผลิต การแปรรูป การถนอม และการปรุงอาหาร ให้ “ถูกปาก” คนมีกิเลส
  • คำถามว่า ทำไมเราจะต้องสร้างความยุ่งยากให้กับการเตรียมอาหารของเราเอง “แบบวิ่งหนีของดีที่มีอยู่แล้วอ้อมโลกไป เพื่อจะกลับมาอยู่ในที่เดิม” ให้ยุ่งยากขนาดนั้น
  • บริโภคข้าวกล้อง กับอาหารอื่นๆอีกสักเล็กน้อย ผัก ผลไม้ ก็มีคุณค่าอาหารเพียงพอแล้ว
  • จะสร้างความยุ่งยากในการเตรียมอาหาร และการบริโภคให้ได้อะไร ผมไม่เข้าใจจริงๆ (และผมคิดว่าหลายคนก็จำใจทำแบบ "ทุกข์ทรมาน" ด้วยซ้ำ)
  • ผมคิดได้แค่ว่า “การใช้ความรู้แบบผิดชุด ผสมกับกิเลส” ที่ไร้สาระมากกว่า
  • หรือใครมีคำตอบอื่นๆ ที่ดีกว่านี้ครับ

2.   การสีข้าวกล้อง ประหยัดเวลาและพลังงานในการจัดการ ในทุกกรณี ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายใดๆอีกแล้ว

3.   การสีข้าวกล้องลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจของผู้นำข้าวเปลือกไปสีตามโรงสี และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ

  • ข้อนี้มีคนงงแน่นอน จึงจำเป็นต้องขยายความ
  • ปกติในการสีข้าวกล้องแบบที่ผมทำจะได้ข้าวที่บริโภคได้ไม่ต่ำกว่า สองในสาม หรืออย่างน้อย ๖๕ %  ของข้าวเปลือก
  • ประมาณว่าข้าวเปลือก ๑๐๐ กก. จะได้ข้าวกล้อง ๖๕ กก.
  • ถ้าสีเป็นข้าวขาว ตามโรงสีเล็กทั่วๆไป จะได้ไม่เกิน ๔๕ กก.
  • หายไป ประมาณ ๒๐ กก.เป็นรำ ปลายข้าว และข้าวหัก ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจลดลงทันที
  • และโรงสีเล็กเหล่านี้ ก็จะแสดงตัวเป็น “นักบุญ” ไม่เก็บเงินค่าสีข้าว
  • แต่ทุก ๑๐๐ กก. ข้าวเปลือก เจ้าของข้าวจะเสียข้าวที่ควรได้ไป ๒๐ กก. เป็นมูลค่าเท่าไหร่ขอลองให้คิดเลขในใจดูเอง
  • งานนี้โรงสีก็ได้มูลค่าจริงประมาณ ไม่เกิน ๑๕๐ บาท เพราะมูลค่าที่ลดลงของรำและปลายข้าว
  • แต่เจ้าของข้าวเสียไป ๒๐ กก. ถ้าคิดแบบข้าวของผมเอง ก็เท่ากับ เสียค่าสีข้าวไป ๘๐๐ บาท ต่อข้าว ๑๐๐ กก. ตกลงว่าเจ้าของข้าวอย่างผมจะเสียข้าวเป็นค่าสีไป ต่อ กก. ข้าวเปลือกละ ๘ บาท
  • และจะได้ข้าวสารขาวมา ๔๕ กก. คิดเป็นค่าสีต่อ กก. ของข้าวสาร ประมาณ กก. ละ เกือบ ๑๘ บาท
  • งานนี้มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีใครได้มากนัก
    • โรงสีได้ค่าสีเป็นมูลค่าจริงประมาณ กก. ละ ๕-๑๐ บาท พอเป็นค่าไฟ ค่าสึกหรอของเครื่องจักรค่าดอกเบี้ย และ ค่าแรง
    • เจ้าของข้าวต้องจ่ายค่าสีเป็นมูลค่า กก. ละเกือบ ๑๘ บาท ต่อข้าวสารขาว ๑ กก.
    • โรงสีได้แกลบ ได้รำ ได้ปลายข้าวไปขายต่อเพื่อการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์
    • คุณค่าอาหารดีๆ ในเมล็ดข้าว ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ถูกลดระดับไปเป็นอาหารสัตว์
  • คุ้มค่าตรงไหน ในระดับใด ผมนึกไม่ออกจริงๆ

ผมมองเห็นแต่ ความยุ่งยาก ความสูญเสีย ในการบริโภคข้าวสารขาว

 ทั้งสุขภาพ ค่ากับข้าว ค่าไฟ ค่าเครื่องจักร และการเสื่อมมูลค่าของข้าวอาหารคน ไปเป็นข้าวอาหารสัตว์ ฯลฯ

 

จึงขอเชิญชวนให้เราหันมาบริโภคข้าวกล้องกันดีกว่าครับ

ช่วยตัวเอง ช่วยสังคม ช่วยชาติ ได้ในขณะเดียวกัน

ไม่เชื่อก็ลองไตร่ตรอง คิดใหม่ ลองทำดู แล้วจะได้ผลอย่างที่ผมว่าจริงๆ

ขอรับประกันด้วยชีวิตครับ