เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอประสบการณ์การเป็นนักเขียน โดยนักเขียนรางวัลวรรณกรรมยอเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ท้าวโอทอง คำอินซู เจ้าของนามปากกา “I5j’vt]6o cfo;yw]” บรรยากาศและประสบการณ์ที่ได้รับฟังทำให้ผู้เขียนนึกถึงคำว่า “กรอบการอ้างอิง frame of reference[1]” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “โลกทัศน์” ของคนไทยและคนลาว (สปป. ลาว)ที่ผู้เขียนเชื่อว่ามีความใกล้เคียงกัน ดังที่หลายคนรับรู้ ในความเป็นบ้านพี่เมืองน้องในอดีต ความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ คุณค่า ของคนทั้งสองประเทศที่ไม่แตกต่างกัน เพื่อเป็นการยืนยันในสิ่งที่ได้รับจากการฟัง(ผู้เขียนเชื่อว่ามีความใกล้เคียงกัน)และความรับรู้แต่เดิมในอดีต ผู้เขียนจึงศึกษาผลงานของนักเขียนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอีกท่านอื่นเพื่อตรวจสอบถึงความน่าเชื่อถือของความเชื่อที่เคยรับรู้อยู่เดิมและศึกษาโลกทัศน์ของนักเขียนลาว
บทความเรื่องนี้ผู้เขียนศึกษา “โลกทัศน์” ในวรรณกรรมประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมองผ่านงานของ fiDmv’7e vjvo,toulvo (ดร. ทองคำ อ่อนมะนีสอน) ในรวมบทกวีที่ชื่อว่า “grnjvIadgrnjvok’” (เพื่อรักเพื่อนาง) อันเป็นรวมกวีที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยียม (ซีไรต์ลาว) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑ (ค.ศ.๑๙๙๘) โดยคัดเลือกมาศึกษาจำนวน ๕ เรื่อง[2] ประกอบด้วย “ohe8kc,j” (น้ำตาแม่) “Iad.o7;k,s;a’” (รักในความหวัง) “d5s]k[Iadd5s]k[sjP;” (กุหลาบรักกุหลาบเหี่ยว) “vkw]skDDD” (อาลัยหา) “ok’9kdwxc]h;” (นางจากไปแล้ว) เป็นตัวบทในการวิเคราะห์
ก่อนที่จะเข้าใจ “โลกทัศน์” ของผู้เขียน ผู้อ่านจำเป็นที่จะต้องทราบประวัติ “กวี” ท่านนี้ โดยขอสรุปไว้พอสังเขปดังนี้ ดร. ทองคำ อ่อนมะนีสอน เป็นนักภาษาศาสตร์-อักษรศาตร์ นักค้นคว้า เกิดเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๔๙๒ (ค.ศ. ๑๙๔๙) อาศัยอยู่ที่บ้านอุทุมใหม่ เมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดี จากสภาบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติฮังการี ได้คะแนนเกียรตินิยมอันดับสูง ๙๔% ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “lkprq;raog-yj’
daoc]tdao]ts;jk’ly]txtdeda[;aoot7tfu]k;s]n ;afmtotmemk’fhko;af45
c]t;afmtotmemk’fhko9yf.90v’]k;” (สายสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างศีลปกรรมกับวรรณคดีลาว หรือ วัฒนธรรมทางด้านวัตถุและวัฒนธรรมทางด้านจิตใจของลาว)[3]
เรื่อง น้ำตาแม่ (ohe8kc,j) มีเนื้อเรื่องโดยสรุปคือ กล่าวถึงความทุกข์ของแม่ตั้งแต่อุ้มท้องและคลอดออกมาเป็นคน เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แม่สามารถทำทุกอย่างได้เพื่อลูกไม่ว่าสิ่งนั้นจะลำบากสักเพียงใด แต่เมื่อลูกเติบใหญ่และร่ำรวย มีบ้าน มีรถ ลูกกลับไม่เคยคิดว่าตนออกมาจากท้องแม่ ลูกไม่ยอมรับแม่ แม้แต่จะเรียกว่า “แม่” อันเป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่หวังจะได้ยินก่อนตายจากปากของลูก
กวีนิพนธ์บทนี้ได้สะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ของสังคมพุทธศาสนาอันมีวาทกรรม “ความกตัญญู” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต หน้าที่ของพ่อแม่คือการเลี้ยงดูลูก และให้ความคุ้มครอง ความสุขแก่ลูก ในขณะที่บทบาทของลูกต่อพ่อแม่คือ เมื่อเติมใหญ่ลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ตอบแทน ในปัจจุบันได้เกิดปรากฏการณ์ “ทิ้งพ่อแม่” ของลูกๆหลายคน อันสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็น “บาป” แต่สิ่งที่เป็นความยิ่งใหญ่คือ ความรักใดเล่าจะยิ่งใหญ่เท่า “ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก” อันเป็นความรักที่มาจากสายสัมพันธ์และไม่ได้แอบแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ ความรักนี้แม้จะได้รับการกระทำเจ็บช้ำน้ำเพียงใด ความรักของพ่อแม่ก็ไม่เคยลดต่ำลง
เรื่อง รักในความผิดหวัง (iad.o7;k,zyfs;a’) เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่หลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ด้วยอุปสรรคหลายประการที่ไม่สามารถทำให้ความรักของเขาเป็นจริงได้ ทุกวันเขาได้เฝ้าแต่แอบมอง ความรัก(ความสุข)ของเขากลายเป็นความรัก(ความทุกข์เพราะรักเขาข้างเดียว) และยอมที่จะอยู่กับความรักในแบบที่ ๒ (ความรักที่เป็นความทุกข์) ด้วยการจินตนาการให้เป็น “สวรรค์” (ความสุข) หรือเรียกว่า โศกเกษม
ในเรื่องนี้ได้นำเสนอให้เห็นว่า คนเราล้วนต้องประสบกับความสุขและความทุกข์ได้เสมอโดยเฉพาะเรื่องความรัก ความรักที่แท้จริงไม่ได้หมายถึง การได้ครอบครองในสิ่งที่ตนเองรัก แต่การอยู่กับความรัก(ความทุกข์) โดยมีความสุขเป็นสิ่งที่ดี ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของตัวมันเองตามแนวทางแห่ง “พุทธศาสนา” ที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์” การยอมรับความจริงของความไม่มั่นคง สุดท้ายความสุขจะเกิดความสุข
เรื่อง กุหลาบรักกุหลาบเหี่ยว (d5s]k[iadd5s]k[sjP;) เป็นเรื่องของชายที่ไม่สมหวังในความรัก ในตอนกุหลาบรักคือตอนที่เริ่มรักใหม่ๆ และสุดท้ายต้องเลิกรากันไปกลายเป็นเพียงกุหลาบเหี่ยว
เรื่อง อาลัยหา (vk]apsk) เป็นเรื่องของความรักที่ชายคนหนึ่งมีต่อหญิงคนหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปหญิงได้พบรักใหม่และหนีตามชายนั้นไป ทำให้ชายหนุ่มเกิดความอาลัยอาวรณ์
เรื่อง นางจากไปแล้ว (ok’9kdwxc]h;) เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่สูญเสียหญิงอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ สร้างความเศร้าโศกให้กับเขา ทุกวันเขาได้เฝ้าแต่รอ
จากบท “กวี” ทั้ง ๓ เรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นความผิดหวังจากความรักในรูปแบบที่ต่างกันออกไป ทั้งความรักที่จืดจาง ความรักที่ถูกแย่ง และความรักที่สูญเสีย ความรักในบทกวีทั้ง ๓ เรื่องนี้ไม่มีเรื่องใดที่ชายได้ครอบครองตัวหญิงสาว แต่ทุกข์คนได้รับความปวดร้าวและความอาลัย ที่สำคัญความรักทั้ง ๓ เรื่อง ไม่ได้นำไปสู่ความโกรธแค้น ตามล่าอย่างรุนแรง หากแต่เป็นการยอมรับโดยดุษณี ทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอน อันเป็นกรอบการอ้างอิง “โลกทัศน์” แบบพุทธศาสนา
ประเด็นที่สำคัญที่น่าสนใจคือ ในเรื่องรักในความผิดหวัง แตกต่างจาก ๓ เรื่องที่ได้กล่าวมาข้างต้นคือ เป็นความผิดหวังที่สามารถทำให้เป็นความสุข ซึ่งใน ๓ เรื่องหลังนี้ ตัวละครไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดได้ แต่เรื่องความรักในความผิดหวังสามารถที่จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดได้
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า “โลกทัศน์” ของกวีลาวในฐานะที่เป็นสังคมแบบ “พุทธศาสนา” ทุกอย่างจึงถูกนำเสนอ “กรอบการอ้างอิง” อยู่กับสังคมพุทธศาสนา อันเป็นลักษณะร่วมกับ “กวีไทย” บทวิเคราะห์ดังกล่าวจึงสามารถเป็นเครื่องยืนยันสมมติฐานที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นบทความได้เป็นอย่างดี แม้ “คนไทย” และ “คนลาว” จะเป็นคนละสัญชาติตามระบบการปกครองของรัฐชาติ แต่ “กวี” ของทั้งสองประเทศยังคงยึดมั่นในหลักของ “พุทธศาสนา” อันไร้พรมแดนทางวัฒนธรรม ทางความเชื่อ ที่ทั้งสองประเทศมีลักษณะร่วมกัน
[1] เกศินี จุฑาวิจิตร. ภาพสะท้อนสังคมและโลกทัศน์นักเขียนจากเรื่องสั้นยุควิกฤตเศรษฐกิจ. นครปฐม :
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, ๒๕๕๐. หน้า ๕๘
[2] ทองคำ อ่อนมะนีสอน. เพื่อรักเพื่อนาง. เวียงจันทร์ : กรมวรรณคดีและวัฒนธรรมมหาชน, ๒๕๔๐. หน้า
สารบัญ
[3] ทองคำ อ่อนมะนีสอน. ซีไรต์ล้ำลึก. เวียงจันทร์ : วรรณศิลป์, ๒๕๔๖. หน้า ๖๘-๖๙
ศาสนความเชื่อ ของไทย ลาว ล้วนใกล้เคียง
เคยอ่านเรื่องราวกวีซีไรท์ของเมืองลาว พล็อตเรื่องก็ทำนองเดียวกัน
แทรกความคิดเรื่องการเมือง และศาสนา บ้าง น่าสนใจ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับที่ร่วมแสดงความคิดเห็น
น่าสนใจค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ