ติดตั้งการ์ดเน็ตเวิร์ก

การติดตั้งการ์ดเน็ตเวิร์ก

การ์ดเน็ตเวิร์กเป็นอุปกณ์ชิ้นสำคัญมากอีกตัวหนึ่งในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องบนระบบเครือข่ายในอดีตจะมีการ์ดแบบ 8, 16 บิตสำหรับบัสแบบ ISA โดยจะมีจั๊มเปอร์และดิปสวิตท์เอาไว้สำหรับเซตอัพหมายเลขอินเทอร์รัพ (IRQ), I/O แอดเดรส, หน่วยความจำ ถ้าเซตอัพไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดการชนกันของแอดเดรส และการ์ดเน็ตเวิร์คจะไม่ทำงาน ในปัจจุบันมีการ์ดเน็ตเวิร์คแบบ PCI ที่มีคุณสมบัติ Plug & Play (เสียบแล้วเล่น) ซึ่ง Windows 98/ME/2000/XP สนับสนุนการทำงานนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต UBS ที่สามารถจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลาย มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงกว่า (480 Mbps ตามมาตรฐาน USB 2.0) แต่ต้องมีสายเคเบิลสำหรับ USB โดยเฉพาะซึ่งจะมีราคาสูงพอสมควร

รู้จักสล็อตบนเมนบอร์ด
เมนบอร์ด (Main Board) เป็นบอร์ดหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยลายวงจรบนแผ่นปริ๊นตัวชิพเซต ซ๊อกเก็ตหน่วยความจำ คอนเนคเตอร์พอร์ตขนาน-อนุกรม แจ็คเสียบคีย์บอร์ด-เมาส์ หัวต่อ USB และสล๊อตสำหรับเสียบการ์ดอินเทอร์เฟสต่างๆ
เมนบอร์ดบางรุ่นจะมีทั้งสล๊อตแบบ ISA และ PCI ทำให้สามารถนำการ์ดเน็ตเวิร์คแบบ ISA 16 บิตมาเสียบลงไปได้ แต่จะมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลเพียง 10 เมกกะบิตต่อวินาทีเท่านั้น  ในปัจจุบันนิยมใช้งานการ์ดเน็ตเวิร์คแบบ PCI บัสกันมาก เพราะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงจาก 10/100 เมกกะบิตต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีความฉลาดในการปรับแต่งหมายเลขอินเทอร์รัพ (IRQ) , I/O แอดเดรส และหน่วยความจำ PCI เป็นบัสขนาด 64 บิตจะมีสัญญาณนาฬิกาบนระบบเป็นแบบซิงโครบัส (SynchroBus) ช่วยให้มีอัตราความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงกว่า ISA บัสมาก

การติดตั้งการ์ดเน็ตเวิร์ก
ในการติดตั้งการ์ดเน็ตเวิร์คจะต้องเปิดฝาเครื่องคอมพิวเตอร์ออกมา เพื่อเสียบการ์ดลงไปบนสล๊อตโดยจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

• ให้ปิดเครื่อง (Power off) แล้วดึงสายไฟออก (กันไฟดูด) จากนั้นเปิดฝาเครื่องคอมออกมา มองเข้าไปด้านในจะเห็นสล๊อตPCI และ ISA ให้ใช้ไขควงขันน๊อตเพื่อนำแผ่นเหล็กที่ปิดอยู่ด้ายท้ายออก แล้วนำการ์ดเน็ตเวิร์คเสียบลงไปบนสล๊อต ดังรูปที่ 3.4 ให้เสียบลงไปตรงๆ อย่าบิดหรือฝืนโดยเด็ดขาด เสร็จแล้วให้นำสาย UTP ที่ได้เข้าหัวต่อแบบ RJ-45เสียบเข้ากับการ์ดเน็ตเวิร์คและตัว Hub หรือ Switch จากนั้นให้เปิดเครื่อง (Power on) แล้วบู๊ตเข้าสู่ Windows เพื่อทำการติดตั้งไดร์ฟเวอร์ของการ์ดเวิร์ก

การติดตั้งไดร์ฟเวอร์การ์ดเน็ตเวิอร์ก

หลังจากที่ได้ติดตั้งตัวการ์ดเน็ตเวิร์คลงไปบนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการติดตั้งไดร์ฟเวอร์ ของการ์ดเน็ตเวิร์ค เพื่อให้เครื่องรู้จักและมองเห็นการ์ดตัวนี้ ถ้าการ์ดเน็ตเวิร์คที่เสียบอยู่ในเครื่องเป็นการ์ดที่นิยมใช้งานกัน (เช่น 3com, Intel, LinkSysฯ) ก็แทบจะไม่ต้องไปเซตอะไร เพราะระบบ Plug & Play จะทำการเซต I/O แอดเดรส, อินเทอร์รัพท์ (IRQ) และแอดเดรสหน่วยความจำของการ์ดให้เรียบร้อย แต่ถ้าต้องการเซตอัพแอดเดรสและอินเทอร์รัพท์ต่างๆ ด้วยตัวเอง (เนื่องจากในเครื่องมีสารพัดการ์ดเสียบอยู่ หรือเป็นการ์ดเน็ตเวิร์คแบบ ISA รุ่นเก่า) ก็สามารถจะทำได้ แต่สิ่งที่ต้องทราบคือ หมายเลขพอร์ตแอดเดรสของระบบฮาร์ดแวร์และอินเทอร์รัพท์ต่างๆ เพื่อป้องกันการชนกันกับอุปกรณ์ตัวอื่น

รู้จักกับ I/O แอดเดรส
I/O แอดเดรส หรือ พอร์ตแอดเดรส เป็นหมายเลขที่ทีมงานผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ได้กำหนดตำแหน่ง เป็นมาตรฐานเอาไว้สำหรับชิพเซตและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ โดยเริ่มจากแอดเดรส 000-0FF ซึ่งเป็นหมายเลข I/O แอดเดรสของตัวอุปกรณ์ที่อยู่บนเมนบอร์ดทั้งหมด สำหรับแอดเดรส 100-3FF เป็นหมายเลข I/O แอดเดรสของการ์ดอินเทอร์เฟสต่างๆ เช่น การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง การ์ดแอนตี้ไวรัส การ์ดเน็ตเวิร์ค รวมทั้งพอร์ตขนานที่ใช้เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ และพอร์ตอนุกรมที่เชื่อมต่อกับโมเด็ม ดังตารางที่ 3.1

หมายเลขพอร์ต

หน้าที่การใช้งาน

 0000-000F
 0020-0021
 0022-003F
 0040-0043
 0060-0060
 0061-0061
 0064-0064
 0070-0071
 0080-0090
 0094-009F
 00A0-00A1
 00C0-00DF
 00F0h-00FF
 0170-0177
 0170-0177
 01F0-01F7
 01F0-01F7
 0200-0201
 0274-0277
 02F8-02FF
 0300-030F
 0376-0376
 0376-0376
 0378-037F
 03B0-03BB

ตัวควบคุม DMA 1 (Direct Memory Access controller)
ตัวควบคุมอินเทอร์รัพ1 (Programmable Interrupt Controller)
ทรัพยากรของเมนบอร์ด
ตัวควบคุมไทเมอร์ (System Timer)
Standard 101/102-Key or Microsoft Natural Keyboard
ตัวควบคุมเสียง (System speaker)
Standard 101/102-Key or Microsoft Natural Keyboard
System CMOS/Real Time Clock
DMA Page Register (Direct Memory Access)
Direct Memory Access Controller
ตัวควบคุมอินเทอร์รัพ 2 (Programmable Interrupt Controller)
ตัวควบคุม DMA 2 (Direct Memory Access Controller)
เกี่ยวกับแมทโคโพรเซสเซอร์ (Numeric data processor)
Standard Dual PCI IDE Controller
Secondary IDE controller (single FIFO)
Standard Dual PCI IDE Controller
Primary IDE controller (single FIFO)
เกมพอร์ต (Joystick)
IO read data port for ISA Plug and play numerator
ตัวควบคุมพอร์ตอนุกรม 2 (Communications Port (com2))
การ์ดเน็ตเวิร์ค 3 com (ขึ้นอยู่กับการ์ดแต่ละยี่ห้อ)
Secondary IDE controller (single FIFO)
Standard Dual PCI IDE Controller
ตัวควบคุมพอร์ตขนาน 1(Printer Port (LPT1))
การ์ดแสดงผล (NVIDIA GeForce 4)


• จากตารางที่3.1 เราสามารถจะเรียกดูข้อมูลจาก Windows ได้ ด้วยการคลิกเมาส์ขวาที่ไอคอน My Computer แล้วเลือกคำสั่ง Properties จะปรากฎไดอะล็อกซ์ System Properties

• ให้คลิกปุ่ม Properties จะแสดงไดอะล็อกซ์ Computer Properties ให้คลิกเมาส์ที่ปุ่ม Input/out put [I/O] เป็นการแสดงหมายเลข I/O แอดเดรสของระบบ

รู้จักกับหมายเลข IRQ
IRQ (Interrupt Request) หรือ อินเทอร์รัพท์ หมายถึงการขัดจังหวะการทำงานของระบบ โดยจะมีทั้งการอินเทอร์รัพท์ทางซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ยังแบ่งออกเป็นอินเทอร์รัพท์ภายในและภายนอกอีกด้วย สำหรับอินเทอร์รัพท์ภายนอกจะมีทั้งแบบนอนมาสเคเบิลอินเทอร์รัพท์ (Non-Maskable Interrupt) และมาสเคเบิลอินเทรอ์รัพท์ (Maskable Interrupt) ในที่นี้เราจะสนใจแต่มาสเคเบิลอินเทอร์รัพท์ หรือ INT

ทีมงานวิศวกรผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ได้มีการจัดทำลำดับหมายเลขอินเทรอ์รัพท์ในช่วงแรกเอาไว้เพียง 8 ลำดับ โดยใช้ชิพเบอร์ 8259 มาเชื่อมต่อกันแบบคลาสเคด
ในการจัดทำลำดับของอินเทอร์รัพท์จะกำหนดให้ IRQ0 มีลำดับความสำคัญสูงสุด และ IRQ15 มีลำดับความสำคัญต่ำสุด เราจะไม่เจาะลึกถึงการโปรแกรมมิ่งเพื่อสั่งใช้งานอินเทอร์

รัพท์ แต่ให้รู้จักความหมายและหน้าที่การทำงานของหมายเลข IRQ แต่ละตัว ดังตารางที่ 3.2

หมายเลขพอร์ต

หน้าที่การใช้งาน

00
01
02
03
04
05
06
07
08
09
10
12
13
14
14
15
15

อินเทอร์รัพท์ของฐานเวลา (System Timer)
อินเทอร์รัพท์ของคีย์บอร์ด (101/102-Keyboard)
อินเทอร์รัพท์จากสเลฟ (Programmable Interrupt Controller)
อินเทอร์รัพท์สำหรับพอร์ตสื่อสาร 2 (COM 2)
อินเทอร์รัพท์สำหรับพอร์ตสื่อสาร 1 (COM 1)
อินเทอร์รัพท์สำหรับพอร์ตขนาน 2 หรืออุปกรณ์ตัวอื่น เช่น USB
อินเทอร์รัพท์สำหรับดิสก์ไดร์ฟ (Floppy Disk Controller)
อินเทอร์รัพท์สำหรับพอร์ตขนาน 1 (LPT1)
อินเทอร์รัพท์สำหรับ Real Time Clock (CMOS/Real Time Clock)
สงวนไว้ สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ
สงวนไว้ สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ
อินเทอร์รัพท์สำหรับเมาส์ PS/2
Numeric data Processor
อินเทอร์รัพท์สำหรับฮาร์ดดิสก์ (Primary IDE Controller)
สงวนไว้ สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ
Standard Dual PCI IDE Controller
อินเทอร์รัพท์สำหรับฮาร์ดดิสก์ 2(Secondary IDE Controller)

• จากตาราง 3.2 เราสามารถจะเรียกดูข้อมูลจาก Windows ได้ ด้วยการคลิกเมาส์ขวาที่ไอคอน My Computer แล้วเลือกคำสั่ง Properties จะปรากฎไดอะล็อกซ์ System Properties


หลังจากที่ได้ติดตั้งตัวการ์ดเน็ตเวิร์คลงไปบนเครื่องเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการติดตั้งไดร์ฟเวอร์ ของการ์ดเน็ตเวิร์ค เพื่อให้เครื่องรู้จักและมองเห็นการ์ดตัวนี้ ถ้าการ์ดเน็ตเวิร์คที่เสียบอยู่ในเครื่องเป็นการ์ดที่นิยมใช้งานกัน (เช่น 3com, Intel, LinkSysฯ) ก็แทบจะไม่ต้องไปเซตอะไร เพราะระบบ Plug & Play จะทำการเซต I/O แอดเดรส, อินเทอร์รัพท์ (IRQ) และแอดเดรสหน่วยความจำของการ์ดให้เรียบร้อย แต่ถ้าต้องการเซตอัพแอดเดรสและอินเทอร์รัพท์ต่างๆ ด้วยตัวเอง (เนื่องจากในเครื่องมีสารพัดการ์ดเสียบอยู่ หรือเป็นการ์ดเน็ตเวิร์คแบบ ISA รุ่นเก่า) ก็สามารถจะทำได้ แต่สิ่งที่ต้องทราบคือ หมายเลขพอร์ตแอดเดรสของระบบฮาร์ดแวร์และอินเทอร์รัพท์ต่างๆ เพื่อป้องกันการชนกันกับอุปกรณ์ตัวอื่น

รู้จักกับ I/O แอดเดรส
I/O แอดเดรส หรือ พอร์ตแอดเดรส เป็นหมายเลขที่ทีมงานผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ได้กำหนดตำแหน่ง เป็นมาตรฐานเอาไว้สำหรับชิพเซตและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ โดยเริ่มจากแอดเดรส 000-0FF ซึ่งเป็นหมายเลข I/O แอดเดรสของตัวอุปกรณ์ที่อยู่บนเมนบอร์ดทั้งหมด สำหรับแอดเดรส 100-3FF เป็นหมายเลข I/O แอดเดรสของการ์ดอินเทอร์เฟสต่างๆ เช่น การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง การ์ดแอนตี้ไวรัส การ์ดเน็ตเวิร์ค รวมทั้งพอร์ตขนานที่ใช้เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ และพอร์ตอนุกรมที่เชื่อมต่อกับโมเด็ม ดังตารางที่ 3.1

หมายเลขพอร์ต

หน้าที่การใช้งาน

 0000-000F
 0020-0021
 0022-003F
 0040-0043
 0060-0060
 0061-0061
 0064-0064
 0070-0071
 0080-0090
 0094-009F
 00A0-00A1
 00C0-00DF
 00F0h-00FF
 0170-0177
 0170-0177
 01F0-01F7
 01F0-01F7
 0200-0201
 0274-0277
 02F8-02FF
 0300-030F
 0376-0376
 0376-0376
 0378-037F
 03B0-03BB

ตัวควบคุม DMA 1 (Direct Memory Access controller)
ตัวควบคุมอินเทอร์รัพ1 (Programmable Interrupt Controller)
ทรัพยากรของเมนบอร์ด
ตัวควบคุมไทเมอร์ (System Timer)
Standard 101/102-Key or Microsoft Natural Keyboard
ตัวควบคุมเสียง (System speaker)
Standard 101/102-Key or Microsoft Natural Keyboard
System CMOS/Real Time Clock
DMA Page Register (Direct Memory Access)
Direct Memory Access Controller
ตัวควบคุมอินเทอร์รัพ 2 (Programmable Interrupt Controller)
ตัวควบคุม DMA 2 (Direct Memory Access Controller)
เกี่ยวกับแมทโคโพรเซสเซอร์ (Numeric data processor)
Standard Dual PCI IDE Controller
Secondary IDE controller (single FIFO)
Standard Dual PCI IDE Controller
Primary IDE controller (single FIFO)
เกมพอร์ต (Joystick)
IO read data port for ISA Plug and play numerator
ตัวควบคุมพอร์ตอนุกรม 2 (Communications Port (com2))
การ์ดเน็ตเวิร์ค 3 com (ขึ้นอยู่กับการ์ดแต่ละยี่ห้อ)
Secondary IDE controller (single FIFO)
Standard Dual PCI IDE Controller
ตัวควบคุมพอร์ตขนาน 1(Printer Port (LPT1))
การ์ดแสดงผล (NVIDIA GeForce 4)

• หลังจากตรวจค้นหาอุปกรณ์ที่ติดตั้งลงไปพบแล้ว จะแสดงรายชื่อของอุปกรณ์ให้ทราบ แต่ในกรณีที่เลือกหัวข้อ No, I want to select from a list. จะเข้ามาที่หน้าต่าง Hardware types: เพื่อให้เราเลือกชนิดของอุปกรณ์ที่ต้องการจะติดตั้ง ในที่นี้คือ Network adapters แล้วคลิกปุ่ม Next

• มาที่หน้าต่าง Select Device ให้เลือกยี่ห้อการ์ดในช่อง Manufactures และรุ่นในช่อง Models ถ้าต้องการใช้ไดร์ฟเวอร์จากแผ่นดิสก์ ให้คลิกปุ่ม Have Disk...

• จะแสดงกรอบ Install From Disk ให้ใส่แผ่นไดร์ฟเวอร์ของการ์ดเน็ตเวิร์คในไดร์ฟ A: หรือถ้าเป็น แผ่น CD-ROM ก็ใส่แผ่นซีดีรอมไดร์ฟ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK จะเป็นการกอปปี้ไดร์ฟเวอร์พร้อม ทั้งแสดงรายชื่อไดร์ฟเวอร์ของการ์ดให้ทราบ

เข้าสู่การติดตั้งไดร์ฟเวอร์ และจะมีการเรียกแผ่น CD-ROM ของ Windows ด้วย เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next แล้วบูตเครื่องใหม่

หลังจากบู๊ตเครื่องใหม่แล้วให้เปิดดู System Properties ด้วยการคลิกเมาส์ขวาที่ไอคอน My Computer แล้วเลือกคำสั่ง Properties จะปรากฎไดอะล็อกซ์ System Properties

ให้คลิกเมาส์ซ้ายที่การ์ดเน็ตเวิร์ค เพื่อเลือก แล้วคลิกปุ่ม Properties จะปรากฎไดอะล็อกซ์…Adapter Properties มาที่แท็บResources ดังรูปที่ 3.14 ข. จะเห็นว่ามีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับหมายเลข Interrupt Request, Memory Range และ input/output Range ของการ์ดเน็ตเวิร์คให้ทราบ ที่สำคัญในกรอบ Conflicting device list จะต้องเป็น No conflicts คือ อุปกรณ์ตัวนี้ไม่ไปชนกับตัวอื่นและใช้งานได้

 • ในกรณีที่การติดตั้งการ์ดเน็ตเวิร์คมีปัญหา คือ เกิดการชนกันของหมายเลข IRQ, I/O Address ทำให้การ์ดมีปัญหา และไอคอนเป็นรูป จะต้องทำการ Remove ออกไป โดยการคลิกปุ่ม Remove จะแสดงกรอบแมสเซจ Confirm Device Remove

• ให้คลิกปุ่ม OK และ Yes ตามลำดับ เพื่อบูตเครื่องแล้วเซตอัพการ์ดใหม่

การเชื่อมต่อบนระบบเครือข่ายแบบ Ethernet นิยมใช้การเชื่อมต่อแบบ Star ซึ่งเป็นตามมาตรฐานของ 10Base T โดยมีฮับเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสัญญาณต่างๆ ของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กเข้าด้วยกัน หมายความว่าสัญญาณหรือข้อมูลจากเครื่องต้นทางจะต้องผ่านอับก่อนทุกครั้ง แล้วจะส่งข้อมูลนั้นไปยังเครื่องปลายทาง ฮับเป็นอุปกรณ์เครือข่ายที่จะสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว 10-100 MB./Sec (เมกกะบิตต่อวินาที) และยังสามารถจะนำฮับหลายตัวมาพ่วงต่อกันได้อีกด้วย

การทำงานพื้นฐานของ HUB
จากที่กล่าวไว้ว่า โพรโตคอล Ethernet ใช้หลักการทำงานแบบ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection) โดยจะใช้วิธีของ Listen before Transmitting คือ ก่อนจะส่งสัญญาณออกไปจะต้องตรวจสอบว่าขณะนั้นมีเวิร์กสเตชั่นเครื่องไดทำการรับ-ส่งแมสเซจบนสายเคเบิลอยู่หรือไม่? ถ้ามีก็ต้องรอจนกว่าสายเคเบิลจะว่าง แล้วจึงส่งข้อมูลออกไปบนสายเคเบิล (เพื่อป้องกันการชนกัน Collision ของสัญญาณ ซึ่งจะทำให้การส่งผ่านข้อมูลต้องหยุดลงทันที)

รูปแบบการเชื่อมต่อ HUB
ในการนำฮับมาใช้งานนั้นจะต้องเข้าใจถึงคุณสมบัติพื้นฐานก่อน เช่น ความยามของสาย UTP จากเครื่องถึงฮับ ความยาวของสายเชื่อมต่อระหว่างฮับ 2 ตัว จำนวนสูงสุดของฮับที่สามารถใช้ต่อพ่วงได้ การจัดวางฮับให้เหมาะสม และอื่นๆ อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับสถานที่และการใช้งาน

การเชื่อมต่อพื้นฐาน 

การเชื่อมต่อบนระบบเครือข่ายแบบ Ethernet นิยมใช้การเชื่อมต่อแบบ Star ซึ่งเป็นตามมาตรฐานของ 10Base T โดยมีฮับเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสัญญาณต่างๆ ของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กเข้าด้วยกัน หมายความว่าสัญญาณหรือข้อมูลจากเครื่องต้นทางจะต้องผ่านอับก่อนทุกครั้ง แล้วจะส่งข้อมูลนั้นไปยังเครื่องปลายทาง ฮับเป็นอุปกรณ์เครือข่ายที่จะสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว 10-100 MB./Sec (เมกกะบิตต่อวินาที) และยังสามารถจะนำฮับหลายตัวมาพ่วงต่อกันได้อีกด้วย

การทำงานพื้นฐานของ HUB
จากที่กล่าวไว้ว่า โพรโตคอล Ethernet ใช้หลักการทำงานแบบ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access With Collision Detection) โดยจะใช้วิธีของ Listen before Transmitting คือ ก่อนจะส่งสัญญาณออกไปจะต้องตรวจสอบว่าขณะนั้นมีเวิร์กสเตชั่นเครื่องไดทำการรับ-ส่งแมสเซจบนสายเคเบิลอยู่หรือไม่? ถ้ามีก็ต้องรอจนกว่าสายเคเบิลจะว่าง แล้วจึงส่งข้อมูลออกไปบนสายเคเบิล (เพื่อป้องกันการชนกัน Collision ของสัญญาณ ซึ่งจะทำให้การส่งผ่านข้อมูลต้องหยุดลงทันที)

รูปแบบการเชื่อมต่อ HUB
ในการนำฮับมาใช้งานนั้นจะต้องเข้าใจถึงคุณสมบัติพื้นฐานก่อน เช่น ความยามของสาย UTP จากเครื่องถึงฮับ ความยาวของสายเชื่อมต่อระหว่างฮับ 2 ตัว จำนวนสูงสุดของฮับที่สามารถใช้ต่อพ่วงได้ การจัดวางฮับให้เหมาะสม และอื่นๆ อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับสถานที่และการใช้งาน

การเชื่อมต่อพื้นฐาน
การเชื่อมต่อสายแลนด์จากเครื่องคอมพิวเตอร์มายังฮับ ความยาวของสายแต่ละเส้นจากเครื่องถึงฮับจะต้องไม่เกิน 100 เมตร (ทางที่ดีไม่ควรเกิน 80 เมตร เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน)

จำนวนฮับที่ต่อแบบคาสเคด
ตามทฤษฎีแล้วอับแบบ 10 MB/sec (10 เมกกะบิตต่อวินาที) จะสามารถนำมาต่อพ่วงแบบคาสเคดได้ไม่เกิน 4 ตัว โดยที่ระยะทางระหว่างฮับแต่ละตัวจะไม่เกิน 100 เมตร และสายแลนแต่ละเส้นจากเครื่องถึงฮับต้องไม่เกิน 100 เมตรเช่นกัน รวมระยะทางแล้วทำให้สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องที่อยู่ห่างกันถึง 500 เมตร แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่ควรเกิน 400 เมตร (โดยไม่ให้ความยาวแต่ละช่วงเกิน 80 เมตร เพื่อป้องกันการรบกวน) ถ้าต้องการต่อพ่วงฮับเกิน 4 ตัว ควรจะใช้ Stackable HUB หรือเปลี่ยนไปใช้สวิตซ์ (Switch) แทน

การเชื่อมต่อในอาคาร

สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่อยู่ตามตึกอาคารหลายชั้น และมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่หลายสิบหลายร้อยเครื่องกระจายอยู่ในแต่ละชั้น Admin จะต้องวางแผนในการเชื่อมต่อให้ดี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดและสะดวกในการแก้ปัญหา โดยจะต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้

เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละแผนก ในแต่ละชั้นมีจำนวนเท่าไร?
จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดภายในบริษัท หรือหน่วยงาน
จำนวนฮับทั้งหมดที่ต้องใช้งาน
ระยะทางจากชั้นล่างขึ้นไปถึงชั้นบานสุดเป็นกี่เมตร
การติดตั้งฮับแบบต่อพ่วงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

การติดตั้งระบบเครือข่ายภายในอาคารนี้ Admin ต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ไว้ในห้องควบคุมส่วนตัว หรือเป็นห้องของศูนย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องมีตู้ Rack Switches สำหรับเชื่อมต่อกับ Hub/Switch ในแต่ละชั้น โดยใช้สาย Fiber Optic ในการเชื่อมต่อ และในแต่ละชั้นก็อาจจะใช้ Hub หรือ Switch ในการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือระยะทางระหว่างฮับต้องไม่ควรเกิน 80 เมตร รวมทั้งระยะทางระหว่างฮับกับคอมพิวเตอร์ก็ไม่ควรเกิน 80 เมตรเช่นกัน ถ้าเป็นตึกขนาด 20 ชั้น และต้องใช้จำนวน 10 ตัว เพื่อความสะดวกอาจจะนำฮับมาวางไว้ในชั้นที่ 10 เพื่อง่ายในการดูแล แต่อย่าลืมว่าถ้าห้องศูนย์คอมฯ อยู่ชั้นที่ 2 แล้วคอมพิวเตอร์ในชั้นที่ 4 มีปัญหา เราต้องเดินหรือขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 10 เพื่อตรวจดูฮับ แต่ถ้าเรากระจายฮับไปไว้ในชั้นคู่ เช่น ชั้น 2, 4, 6, 8… จะช่วยให้เสื้อเชิ้ตของเราไม่ต้องชุ่มเหงื่อและง่ายในการทำงานอีกด้วย

เทคนิคการเชื่อมต่อ HUB
Admin บางคนอาจจะพบปัญหาที่ผู้ใช้โทรมาบอกบ่อยๆ เช่น บางทีก็รับไฟล์ข้อมูลไม่ได้ หรือได้มาก็ไม่สมบูรณ์ บางครั้งแมปไดร์ฟบนเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้ ทั้งทีเมื่อวานยังใช้งานอยู่ what happen? มันเกิดอะไรขึ้นครับ อาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การเชื่อมต่อของสายระหว่างฮับกับเครื่องไม่ดี หนูไปกัดแทะสายแลนด์เกือบขาด เดินสายแลนด์ใกล้กับสายไฟของตัวอาคาร หรือจัดวางฮับในการต่อพ่วงไม่เหมาะสม ในทางปฏิบัติแล้วเครื่องไคลเอนต์ 2 อาจจะได้รับข้อมูลช้าหรือได้ข้อมูลที่ไม่ครบ 100% เนื่องจากระยะทางจากฮับ A ไหลจากฮับ D พอสมควร วิธีแก้ไขเบื้องต้นมีดังนี้

ห้ามเดินสายแลนด์ใกล้กับสายไฟฟ้าของตัวอาคาร เพราะจะเกิดการรบกวนอย่างแน่นอน
การเดินสายแลนด์ไว้บนฝ้าเพดาน จะต้องมีท่อร้อยสายเพื่อป้องกันหนูมากัดแทะสาย
ควรใช้สาย UTP CAT5 และหัวต่อ RJ-45 ที่มีคุณภาพ อย่าใช้ของถูกหรือของปลอม และตรวจการเข้าหัว RJ-45 กับสายแลนด์ให้ดี โดยใช้เครื่องมือ Testet เช่น Mux
ไม่ควรเผื่อสายแลนด์ไว้ยาวเกินไป แต่ควรเข้าสายเผื่อเอาไว้ซัก 2-3 เมตร สำหรับการย้ายเครื่อง
จัดวางฮับในการต่อพ่วงให้เหมาะสม และห้ามต่อพ่วงเกิน 4 ตัว มิเช่นนั้นให้เปลี่ยนไปใช้ Switch

การสร้างเครือข่ายในบ้าน

     

สำหรับบ้านที่มีสมาชิกอยู่หลายคน และใช้งานคอมพิวเตอร์เกือบทั้งหมด เราสามารถจะสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านขึ้นมา แล้วเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันและเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตเพียงแอคเคาน์เดียว

เทคโนโลยีเครือข่ายในบ้าน
เนื่องจากภายในบ้านจะมีการเดินสายไฟ สายโทรศัพท์เอาไว้อยู่แล้ว จึงสามารถนำสิ่งที่มีอยู่มาทำเป็นระบบเครือข่ายได้ ทำให้ไม่ต้องมาเดินสายเคเบิลกันใหม่ เทคโนโลยีเครือข่ายในบ้านสามารถจะแบ่งออกเป็น 5 แบบด้วยกันดังนี้
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Bus
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Star
เทคโนโลยีเครือข่ายสายโทรศัพท์
เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า
เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย

เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Bus
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Bus เป็นไปตามมาตรฐาน 10Base2 โดยใช้สาย Coaxial (โคแอกเชี่ยล) เรียกว่า Thin Coaxial หรือ สาย RG-58 (มีความต้านทาน 50 โอห์ม) ความยาวโดยรวมของสายทั้งหมดจากเครื่องต้นทางถึงเครื่องปลายทางต้องไม่เกิน 180 เมตร การเชื่อมต่แบบนี้มีต้นทุนต่ำเพราะไม่ต้องใช้ฮับเป็นตัวกลางในการรับ-ส่งสัญาณ

เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Star
เทคโนโลยีเครือข่าย Ethernet แบบ Star เป็นไปตามมาตรฐาน 10BaseT เป็นรูปแบบการใช้สายUTP (Unshield Twisted Pair) ซึ่งจะมีสายเส้นเล็ก ๆ ภายใน 8 เส้นตีเกลียวกัน 4 คู่ ในการรับ-ส่งมีความเร็ว 10/100 Mbps ด้วยสัญญาณแบบ Base band ความยาวของสายแต่ละเส้นจากเครื่องถึงฮับจะต้องไม่เกิน 100 เมตร (ทางที่ดีไม่ควรเกิน 80 เมตร เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน)

การเชื่อมต่อแบบนี้จะเหมาะสมสำหรับใช้ภายในบ้านเพราะสามารถเคลื่อนย้ายเครื่องและสะดวกในการถอดสายแลนด์ สำหรับค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงมากเนื่องจากฮับขนาด 8 พอร์ต มีราคา 1,000 บาทเศษ ๆ

เทคโนโลยีเครือข่ายสายโทรศัพท์
เทคโนโลยีเครือข่ายสายโทรศัพท์ หรือ Phoneline Network เป็นการนำสายโทรศัพท์ที่เดินไว้ภายในบ้าน มาเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ปกติแล้วจะมีการเดินสายโทรศัพท์เอาไว้ทุกห้องในบ้าน เราเพียงแต่นำการ์ดเน็ตเวิร์ก ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์มาเสียบลง ในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

รู้จักกับ HomePNA
องค์กรที่ควบคุมดุแลมาตรฐานการใช้เครือข่ายสายโทรศัพท์มีชื่อว่า HomePNA โดยจะมีเว็บไซต์ชื่อ www.homepna.org เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เชื่อมต่อบนเครือข่ายสายโทรศัพท์ดังรูปที่ 5.5 ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลประมาณ 10 เมกกะบิตต่อวินสที (10 Mbps) เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจนำมาใช้งานเพราะมีคุณสมบัติการทำ Inernet Gateway เหมือนกับระบบอื่น

เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า
เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า (Powerline Network) หรือ Power Line Communication เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าที่เดินอยู่ภายในบ่านมาใช้รับ-ส่งข้อมูล (การใช้งานจะต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณข้อมูลออกจากสัญญาณไฟฟ้า) เทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้าสามารถจะรับ-ส่งทั้งภาพ เสียง ไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ รวมทั้งการท่องอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงขนาด 4.5 เมกกะบิตต่อวินาที (ความเร็วบนโมเด็มประมาณ 56 กิโลไบต์ต่อวินาที) การทำงานพื้นฐานของเทคโนโลยีเครือข่ายสายไฟฟ้า เมื่อมีสัญญาณข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตซึ่งจะมีความถี่สูงเข้าก็จะส่งสัญญาณนี้ไปยังสถานีไฟฟ้าท้องถิ่น เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับทุกบ้าน ผู้ใช้จะต้องมีหม้อแปลงพิเศษสำหรับเสียบเข้ากับปลั๊กไฟตามบ้าน แล้วทำการแปลง-แยกสัญญาณข้อมุลต่าง ๆ ทั้งภาพและเสียงออกจากสัญญาณไฟฟ้า จากนั้นจึงส่งข้อมูลเหล่านั้นไปให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ต่อไป

องค์กรที่ควบคุมดูแลมาตรฐานการใช้เครือข่ายสายไฟฟ้าคือ HomePlug Powerline A lliance โดยการรวมตัวของบริษัทผู้ผลิตอุปรณ์เครือข่ายชั้นนำต่างๆ เช่น AMD, CISCO, Compaq, Intel, Motorola, 3COM ฯลฯ มีเว็บไซต์ชื่อ www.homeplug.org

เทคโนโลยีของบริษัท Intellon จะเป็นการออกแบบชิพ (Chip) เพื่อใช้ฝังเข้าไปในคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จากรูปที่ 5.8 จะเห็นว่าเทคโนโลยี Intellon Homeplug 1.0 Compliant มีความเร็วสูงถึง 14 เมกกะบิตต่อวินาที

เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย
เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless) มีการพัฒนาใช้งานในช่วงมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เหมาะสำหรับสถานที่ๆ ไม่ต้องการเดินสายแลนด์ให้เกะกะ เช่น ห้องประชุม ห้องรับรองลูกค้าระดับ VIP สวนสาธารณะหรือพื้นที่ๆ ไม่สามารถจะเดินสายแลนด์ได้ เพียงแต่เรานำเครื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานให้อยู่ในรัศมีการกระจายคลื่น โดยจะมีรัศมีทำการตั้งแต่ 80 ถึง 400 ฟุต เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สายมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ
1. HomeRF (Home Radio Frequency)
2. IEEE 802.11

HomeRF (Home Radio Frequency) เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัท Cayman System, Compaq Ciemens, Intel, Motorola และ Proxim ที่ออกแบบมาให้ใช้งานภายในบ้าน ช่วยให้เราสามารถจะหิ้วโน๊ตบุ๊คไปนั่งทำงานในห้องใดในบ้านก็ได้ หรือจะมานั่งเปิด E-mail และค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตตรงสนามหญ้าหน้าบ้านก็ได้ ไม่ต้องสนใจเรื่องสายแลนด์จะยาวผอไหม ? เพราะระบบ HomeRF จะใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz (จิกะเฮิร์ต) สำหรับทะลุทะลวงผนังห้อง กำแพง สิ่งกีดขวางต่างๆ ในการรับ-ส่งข้อมูล ระบบนี้จะมีรัศมีการประมาณ 150 ฟุต มีความเร็วในการรับ-ส่งไฟล์ 10 เมกกะบิตต่อวินาทีตามมาตรฐาน HomeRF 2.0

IEEE 802.11b เป็นผลงานการออกแบบและพัฒนาโดยหน่วยงาน Institute of Electrical and Electronic Engineers (IEEE หรือเรียกว่า I triple E) เครือข่ายแบบ IEEE 802.11b จะรู้จักกันในชื่อ Wireless LAN(WLAN) ใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz (จิกะเฮิร์ต) ในการรับ-ส่งข้อมูล ระบบนี้จะมีรัศมีทำการประมาณ 80-300 ฟุต จากจุดเข้าใช้งาน หรืออาจจะมากถึง 100 เมตร มีความเร็วในการรับ-ส่งไฟล์ 11 เมกกะบิตต่อวินาที ระบบเครือข่ายไร้สาย หรือ Wireless LAN นี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Access Point (จุดเข้าใช้) และการ์ด PC โดยทั้ง 2 ส่วนนี้จะทำหน้าที่รับ-ส่งสัญญาณคลื่นความถี่ 2.4 GHz มีหน่วยงานที่ทำการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือ WECA (Wireless Ethernet Compatibility Alliance) มีเว็บไซต์ www.wi-fi.com สำหรับอินฟอร์มเมชั่น ต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีอยู่ 2 บริษัทที่ออกแบบชิพจากทั้ง 2 บริษัทนี้

ระบบความปลอดภัย การรับ-ส่งข้อมูลไร้สายแบบ IEEE 802.11b ออกไปนั้น ย่อมจะมีโอกาสถูกดัก จับข้อมูลเช่นกัน ดังนั้นก่อนที่จะรับผลิตภัณฑ์ทาง WiFi จะตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะไปตามมาตรฐานของ WEP (Wired Equivalent Privacy) เป็นการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) ขนาด 40-64 บิต และ 128 บิต เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล

Wireless LAN ความเร็ว 5 GHz
ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ IEEE 802.11b จะมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 5-11 เมกกะบิตต่อวินาทีพร้อมด้วยการเข้ารหัสข้อมูล ขณะนี้มีผู้ผลิตหลายรายทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรปเริ่มออกแบบพัฒนาตรฐาน IEEE 802.11a ซึ่งใช้คลื่นความถี่ 5 GHz (จิกะเฮิร์ต) ทำให้สารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงถึง 22-72 เมกกะบิตต่อวินาที และสนับสนุน Quality of Service งานที่เกี่ยวกับระบบมัลติมีเดีย เช่น ภาพเสียงที่คมชัดอีกด้วย เนื่องจากผู้ผลิตทางสหรัฐฯ จะใช้มาตรฐาน 802.11b ซึ่งมีการทำงานคล้ายกับระบบ Ethernet คือ Listen before Transmitting หรือ ฟังก่อนส่ง แต่ทางยุโรปจะใช้มาตรฐานของ HIPERLAN/2 ในการทำงานโดยจะกำหนด time slot คล้ายกับระบบ ATM ความแตกต่างของ 2 มาตรฐานนี้จะทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ใช้งานคือไม่สามารถนำอุปก