โลกุตตระโอสถ และยาสามัญประจำบ้าน

สองวันที่่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางมาเข้าร่วมงานมหกรรมความรู้การพัฒนาสุขภาวะทางจิต (วิญญาณ) ที่จัดโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และ สรพ. มีภาคีมาร่วมงานมากมาย อาทิ สคส. สสส. เสมสิกขาลัย กลุ่มจิตตปัญญาศึกษาจาก ม.มหิดล และผู้คุ้นหน้าคุ้นตาจากกลุ่มจิตวิวัฒน์เกือบครบองค์ทีเดียว เห็นจะขาดไปก็หลวงพี่ไพศาล วิสาโล เท่านั้น ที่เหลือ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่ารัก น่านับถือ มากันพร้อมหน้า อาจารย์ประเวศ อาจารย์ประสาน ต่างใจ อาจารย์อารีย์ อาจารย์สุมน (รุ่น S) อาจารย์จุมพล พี่โกมาตร (รุ่น M) ดร.สรยุทธ ดร.จารุวรรณ (รุ่น L) เป็นมหกรรมที่นำเอาหลักการ KM แลกเปลี่ยน สนทนา รับฟัง มาบูรณาการและจัดทำได้อย่างน่าสนุก และได้ความรู้ภาคปฏิบัติ และข้อสำคัญคือเกิดแรงบันดาลใจจากแค่การนำเอาวลี คำพูด หรือเรื่องราวแต่ละเรื่องมาขบคิดใคร่ครวญต่อที่บ้านเท่านั้น วิทยากรรับเชิญที่ทรงคุณวุฒิและทักษะในการถ่ายทอดอีกหลายท่าน ได้มีโอกาสได้กราบทักทายหนึ่งใน mentor ของผมคือท่านอาจารย์สิวลี ศิริไล เห็นรอยยิ้มและได้รับคำทักทายอันเปี่ยมไปด้วยนำ้ใจและความเมตตาของอาจารย์ ผมก็รู้สึกตัวเองอายุยืนขึ้นอีกหลายวินาทีพรหมนั่นเลยทีเดียว

มหกรรมความรู้ครั้งนี้ เพ่งไปที่การค้นหายุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่เราจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนพัฒนาสุขภาวะทางจิตในเมืองไทยเรา ในทุกๆ section ของสังคม ถึงแม้ว่า main theme และผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะมาจากภาคสาธารณสุข และภาคการศึกษาก็ตาม และเนื้อหาและความรู้ที่ได้ น่าจะสามารถนำไปดัดแปลงและหว่านลงไปในสังคมได้โดยไม่ยากนัก ไม่ว่าจะเป็นของสัดส่วนไหนของสังคมก็ตาม เพราะจะอย่างไร เราก็มี "ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง" (ซึ่งเป็นคำ top hit ในงานมหกรรมครั้งนี้) กันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

หัวข้อหนึ่งที่ผมเลือกมาเป็นจุดเริ่มต้นบันทึก (อาจจะใน series รึเปล่ายังไม่แน่ใจ) คัดมาจากตอนหนึ่งของปาฐกถาเปิดงานของท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ว่าด้วยเรื่องธรรม ปัญญา อันเป็นกุศโลบายนำไปสู่สุขภาวะทางจิต หรือจิตวิญญาณ เป็นคำกล่าวเปรียบเทียบถึงผลงานคำสั่งสอนของท่านพระอาจารย์พุทธทาส ที่ได้นำเอาพระพุทธธรรมมาสอนชี้นำสานุศิษย์ได้อย่างเรียกว่า "เปิดโลกทัศน์" ทั้งนี้เพราะ แต่เดิม เวลาคนพูดถึงพระธรรม ศาสนา สำหรับคนรุ่นใหม่ อายุน้อย (หรือไม่น้อยก็ตาม) ก็นึกถึงยาขมหม้อใหญ่ น่าเบื่อ หรือยาก เหมาะสำหรับพระภิกษุสงฆ์ คนวัด เท่านั้น แต่ธรรมะที่ชี้แจงโดยท่านพุทธทาสมีทั้งระดับเรียบง่าย ธรรมดา เหมาะแก่คนทั่วไป ชวนให้ศึกษา ปฏิบัติ จะได้สนใจเรียนต่อ ทำต่อไปจนถึงระดับสูงขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้นตามครรลอง ฉะนั้นการเปรียบเทียบเป็น "ทำโลกุตตระโอสถ เป็นยาสามัญประจำบ้าน" นั้น เปรียบเทียบได้อย่างคมคายและสมจริงที่สุด

ธรรมะไม่ได้มีไว้เพื่อบูชา แต่มีไว้เพื่อการปฏิบัติ หนึ่งในข้อคิดของท่านพุทธทาสที่ได้ตกทอดไว้แก่ชนรุ่นหลังก็คือ "ขอให้ทุกศาสนิกชน ศึกษาทำความเข้าใจและเข้าถึงในคำสั่งสอนของศาสนาแห่งตน" ซึ่งเป็นข้อคิดที่ลึกซึ้งและใจกว้าง ไว้วางใจอย่างที่สุดว่า ทุกๆศาสนาในโลกนี้ ต่างก็สั่งสอนให้คนเป็นคนดี และหากชาวโลกมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไรก็ตาม จะเกิดแต่ผลดีทั้งสิ้น ขอเพียงให้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนานั้นๆเป็นเพียงพอ

ในการประชุมมหกรรมความรู้ในครั้งนี้ จึงไม่ได้ตั้งใจที่จะ focus อยู่แต่เรื่ิอง "เหนือโลก (โลกุตตระ)" เท่านั้น หากแต่ทำให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะฟังดูเหนือโลกแค่ไหน กลับมาเกี่ยวเนื่องเชื่ิิอมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันให้ได้ให้หมด ทุกสาขาทุกอาชีพ ทุกเพศทุกวัย

"ปัญญาที่แท้ จะต้องลดความเห็นแก่ตัวลงเหลือน้อยที่สุด หรือไม่มีเหลือเลย"

ในการที่จะบ่มเพาะการพัฒนาสุขภาวะทางจิต mental health หรือ spirituality ก็แล้วแต่ การรู้สติ ควบคุมสติ และใช้สติในทุกๆขณะจิตเป็นทั้งวิธีและเป้าหมายในเวลาเดียวกัน เสมือนกับ "ความสุข" นั้น อาจจะไม่ใช่เป้าหมายปลาย แต่หากว่าเป็น "วิถี หรือ มรรคา" เป็น "หนทางการใช้ชีวิต" มากกว่าป้ายสุดท้ายที่เราจะดำเนินไปให้ถึง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีสติ ตลอดเวลาทุกลมหายใจ