การนำมาตรฐานไปใช้ให้จริงจังและทั่วถึงเป็นเรื่องที่ท้าท้ายมากกว่าการเขียนไว้ในกระดาษ
เมื่อวันจันทร์ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเขียนมาตรฐานการบริการของแต่ละงาน อาจารย์วิทยากรจะมุ่งไปที่งานที่ต้องได้สัมผัสกับผู้รับบริการจากภายนอก หรือที่มักจะเรียกกันว่า ลูกค้าภายนอก ซึ่งเป็นผู้ป่วยและญาตินั่นเอง
 
มาตรฐานบริการ อาจารย์ใช้คำว่า job standard ในภาษาอังกฤษ ที่เป็นโจทย์ให้กับอาจารย์ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ

อาจารย์ให้แต่ละคนเขียนมาตรฐานของตนเองตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งโดยใช้ flow chart ของงานเป็นแนวทาง มีขั้นตอนใดบ้าง ที่ต้องสัมผัสกับผู้รับบริการให้เขียนออกมาเป็นมาตรฐาน โดยเน้นที่พฤติกรรมบริการ ที่แสดงออกทาง สีหน้า ท่าทาง สำเนียงและำการพูดจา

ในความตั้งใจของอาจารย์ตั้งแต่ต้นนั้น อาจารย์อยากจะพัฒนาให้ทุกคนเป็นคนดี คนดีของอาจารย์ คือใส่ใจให้บริการ ด้่วยรอยยิ้ม ความจริงใจและการพูดจาที่ดี ซึ่งหากทุกคนทำได้ตามนี้ มาตรฐานในกระดาษที่เขียนมาก็ไม่ได้มีความจำเป็นนัก
 
การสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น ในบางครั้งก็ไม่สามารถเขียนเป็นเอกสารได้อาจารย์ก็บอกอย่างนี้ เพราะพฤติกรรมบางอย่างบอกกันไม่ได้ แต่อยู่ที่จิตวิญญานของแต่ละคนที่จะปฏิบัติอย่างไรต่อผู้อื่น เป็นควา่มดีที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ที่มีแตกต่้างกันไปในแต่ละบุคคล ความใฝ่บริการมีความแตกต่างกันไป อยู่ที่ประสบการณ์ การบ่มเพาะตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิต ผู้เขียนคิดอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น การเขียนเอาไว้ในกระดาษคนที่หยิบไปใช้หากไม่สามารถเข้าถึงหรือไม่มีพื้นฐานของการคิดดี ทำดี พูดดี ใส่ใจบริการที่ดี ก็หามีประโยชน์อันใดไม่ รังแต่เก่าเก็บและเหลืองกรอบไป
 
อาจารย์ผู้รู้ทางคุณภาพหลายท่านจึงบอกว่า เอกสารไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ แต่สำคัญที่เราได้ปฏิบัติอย่างไร ให้ผู้รับผลงานของเราพึงพอใจ ภายใต้ความเป็นมืออาชีพแห่งวิชาชีพแห่งตน หากถึงขั้นประทับใจก็เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของผู้รับบริการที่คาดหวังไว้ ซึ่งส่วนมากแล้วสิ่งที่ผู้รับบริการจะพึงใจได้ ก็คือ การคิดดี ทำดี พูดดี นั่นเอง