บุณยกร
พระ บุณยกร พัฒนาศรัทธาพร

สังคมเป็นของทุกคนที่ต้องกอบกู้


 

เมื่อ ๔๐ ปีก่อน อำเภอของเรายังคงเป็นแค่ตำบลหนึ่งแต่มีประชากรมาก ทางการก็เลยอนุมัติ ให้มีโรงไฟฟ้า ที่มีกำลังผลิตสูง ให้ชาวบ้านได้มีไฟฟ้าใช้กัน เมื่อก่อสร้างเสร็จ คณะกรรมการ หมู่บ้านจึงได้ประชุมเพื่อจัดงานฉลอง (สวนสนุก) หาเงินสมทบทุน โรงไฟฟ้า ประจำตำบล ตกลงจัดงานกันห้าวันห้าคืน ทุกคืนจะมีมหรสพ มวยไทยหกคู่ หมอลำ คณะใหญ่ และรำวง

ป้ามีคำไปเที่ยวงานแต่หัวค่ำ มวยยังไม่ชกคณะหมอลำกำลังผัดแป้งแต่งตัว แต่ที่เวทีรำวง ซึ่งเป็นฟลอร์แผ่นไม้ วางบน ถังน้ำมัน สองร้อยลิตรนั้น นักร้องนักดนตรีกำลังบรรเลงสุดเหวี่ยง หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ ต่างขึ้นไปจับจอง โค้งสาวรำวง ออกมาเต้นกันอย่างสนุกสนาน

อีกมุมหนึ่งของงานป้ามีคำเห็นผ้าหนาผืนใหญ่กั้นเอาไว้ที่ทางเข้า มีคนออเต็ม ป้ามีคำรีบเดินตรงไป หน้าประตู เห็นหนุ่มใหญ่ ยืนบนลังไม้ตะโกนเชิญชวน

"สี่อย่างบาท สี่อย่างบาท บาทเดียวดูได้สี่อย่าง"

ป้ามีคำควักเงินหนึ่งบาทยื่นให้ผู้ที่คอยกั้นประตูแง้มผ้าให้ผู้คนเข้าออก ป้ามีคำรู้สึกฉงนไม่น้อย เพราะเห็นคนที่ออกันอยู่ มีแต่พวก ผู้ชายล้วนๆ ข้างในผ้ากั้นเป็นเวทีสูงสองเมตร และสาวน้อยสี่คน แก้ผ้าล่อนจ้อนกำลังเต้นรำโบกมือทักทาย ป้ามีคำ ถึงบางอ้อ ในทันใด สี่อย่างบาท ก็คือ สาวสี่คนแก้ผ้า ต่อค่าชมหนึ่งบาทนั่นเอง ป้ามีคำเห็น

ดังนั้น น้ำตาก็ไหลพราก หันหลังกลับออกมาทันที เดินไปยืนอยู่หน้าเวทีหมอลำ แต่น้ำตา ยังคงไหลริน เพื่อนบ้านที่ยืนอยู่ใกล้จึงถาม

"ป้ามีคำ ทำไมร้องไห้ ป้าเป็นอะไรหรือ"

ป้ามีคำเช็ดน้ำตาพลางตอบ

"ป้าสงสารผู้หญิงสี่คน ที่มาแก้ผ้าเต้นให้คนดู คงหมดหนทางทำมาหากินแล้ว ถึงได้ยอมอับอาย ขายหน้า ได้ถึงขนาดนั้น"

ครูทวีศักดิ์วิทยากรรับเชิญในโครงการพัฒนา สัจธรรมชีวิตเกษตรกรพักชำระหนี้ ได้นำเรื่องราว ในยุคก่อน มาเล่านำเรื่อง ให้เข้ากับวัย ผู้ที่เข้าอบรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาว

"ที่ผมเอาเรื่องสี่อย่างบาทมาเล่าให้ท่านฟัง ก็เพื่อจะได้เข้าใจชัดว่า สังคมสมัยก่อน กับสมัยนี้ แตกต่างกันไกล

"สมัยเมื่อ ๔๐ ปีก่อน ผู้หญิงที่ไปแก้ผ้าเต้นหาเงินนั้น ชาวบ้านจะประณามว่า เป็นอาชีพตกต่ำ น่าอับอาย ถึงที่สุดแล้ว ถึงได้หน้ามืดตามัวปานนั้น

"เมื่อค่านิยมของสังคมในยุคก่อนจัดพวกผู้หญิงที่ยึดอาชีพแก้ผ้าขายตัวอยู่ในกลุ่มคนชั้นเลว สังคมส่วนใหญ่ ไม่ยอมรับ

"ลูกผู้หญิงที่เป็นสาวน้อยใหญ่ในสังคม จึงตระหนักอยู่เสมอว่า คุณค่าแท้จริงของลูกผู้หญิงคือ เป็นกุลสตรี รักนวลสงวนตัว ขยันทำมาหากิน เพื่อชีวิตครอบครัว จะได้มีฐานะพอมีอยู่มีกิน มีเก็บออม เหมือนชาวบ้านทั่วไป

"เมื่อเป้าหมายแนวความคิดของหนุ่มสาวในยุคก่อน อยู่ในกรอบที่ดีงาม การรักนวลสงวนตัว

จึงเป็นเรื่องใหญ่ หญิงสาวจะไปเที่ยวงานวัดหรืองานสวนสนุกกันจะไปกันเป็นกลุ่ม จึงดูมีศักดิ์ศรี อยู่ในกรอบ ประเพณี อันดีงาม

"อีกอย่างหนึ่ง ส่วนมากพวกเขาจะมองไกลถึงอนาคต เปรียบดั่งชาวบ้านส่วนใหญ่ ที่นิยมสร้างบ้าน แล้วต่อระเบียงบ้าน ออกให้กว้าง เพื่ออนาคตหากมีการจัดงานมงคลหรืองานอื่นๆ จะได้รับรองแขก ที่มาร่วมงานกันได้สบาย หนุ่มสาว ที่คิดถึง อนาคต ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ในวันข้างหน้า จึงเป็นผลดี ต่อชีวิตครอบครัว

"เพราะหนุ่มสาวในยุคก่อนมีค่านิยมที่ดี ผู้คนในสังคมจึงอยู่กันอย่างสันติสุข น้ำใจช่วยเหลือ แบ่งปันกัน มีความเป็นพี่ เป็นน้อง รู้จักมักคุ้นกันทั้งหมู่บ้าน การปล้นจี้ชิงทรัพย์ ฆ่าข่มขืน แทบไม่มีเลย

"สมัยนี้พลังอำนาจศีลธรรมจารีตประเพณีอันดีงามที่เป็นกรอบให้หนุ่มสาวประพฤติตนอยู่ทางที่ดีนั้น ได้หดหายไป หนุ่มสาวในยุคนี้ จึงลืมคิดถึงอนาคต ขาดอุดมการณ์ที่จะนำพาชีวิต ให้เดินไปสู่ ความเจริญทางปัญญา และทรัพย์สิน แต่กลับ สร้างปัญหาให้ครอบครัว หนุ่มสาวหลายคน ไม่คิด จะทำงานอะไรเลย มีแต่จะกินๆ เที่ยวๆ และมีไม่น้อย ที่หนักไปจนถึง ติดยาเสพติด

"หนุ่มสาวในยุคนี้จึงอยู่ในแวดวงแคบ คิดแต่จะหาความสนุกตามสังคมที่มอมเมาปรนเปรอคน จนเป็นเหตุ ให้สังคมทุกวันนี้ เดือดร้อน ขาดการแบ่งปัน อยู่กันแบบตัวใครตัวมันไร้น้ำใจเห็นแก่ตัวจัด

"สมัยก่อนจะมีพวกโจรห้าร้อยชื่อโด่งดังไม่กี่ราย ที่นานๆ จะได้ยินข่าวออกปล้นสักครั้ง แต่ในยุคนี้ คนที่หลงติดเที่ยวสนุก หรือติดยาเสพติด พร้อมจะออกลายโจรนั้น มีอยู่แทบทุกชุมชน

"ปัญหาหนึ่งที่หนุ่มสาวได้หลงไปเสพยาเสพติด และไม่คิดสนใจอนาคต มาจากพ่อแม่ไม่มีศีลธรรม พูดจาก้าวร้าว ไม่เป็นกันเอง กับลูกๆ ลูกจึงไม่เข้าใจและไม่อยากคุยกับพ่อแม่ เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ไอคิวไม่แตกต่างกัน เป็นที่พึ่ง ให้คำปรึกษาหารือแทน จึงทำให้อยู่ในวังวนเดียวกัน ไม่คิดถึงอนาคต คุยกันแต่เรื่องเพลง ดารา แล้วไปกินไปเที่ยว สนุกสนานเฮฮา สุดท้ายถลำสู่ยาเสพติดสุดตัว

"ท่านพี่น้องที่ได้มาเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นผู้โชคดี เพราะจะได้ฟังท่านสมณะเทศน์ เรื่องบุญกรรมที่มีจริง ตามแนวทาง พระศาสนาที่ท่านยังไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน จะได้ฟังวิทยากร จากหลายจังหวัดมาให้ความรู้หลากหลาย จะได้เรียนรู้ การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ทำสบู่ ทำแชมพู และทำน้ำยาอเนกประสงค์ ที่สามารถซื้อหัวเชื้อ นำกลับไปรวมกลุ่มกัน ทำที่บ้านแบ่งกันใช้ได้

"และเมื่อท่านพี่น้องผู้เข้าอบรมกลับไปบ้าน ผมก็ขอให้ท่านกลับไปพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อจะได้ช่วยกัน สร้างสรร สังคมให้ศีลธรรมและประเพณีอันดีงามให้อยู่คู่เมืองไทยต่อๆ ไป"

 

 

(เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๕๙ ตุลาคม ๒๕๔๖)

 

หมายเลขบันทึก: 295352เขียนเมื่อ 6 กันยายน 2009 22:35 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 09:18 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (6)

กราบนมัสการ ท่านเตวิชโช

การจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสันติสุขได้ ต้องเป็นคนที่ประกอบด้วยความประพฤติที่ดี ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ

คนที่จะมีความประพฤติที่ดีได้ต้องเป็นผู้ฝึกตน พัฒนาตัว เราอยู่ตลอดเวลา

ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺ เสสุ แปลว่า ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด.

ผมอยากให้ทุกคนอยูรวมกันอย่างมีความสุขรักช่วยเหลือกันกับแบบคนโบราณครับ เพราะสังคมคนโบราณรักพวกฟ้องมากๆจึงรักษาบ้านเมืองมาให้พวกเราไดอยู่อาศับจนปัจจุบัน แต่แปลกใจจังคนปัจจุบันทำใมไม่คิดรักกันเพื่อชาติ

ธรรมสวัสดีโยมเดชา

ยุคนี้เป็นกลียุคในคนส่วนมาก มีความชั่วในตัวตน

สามส่วน ความดีมีส่วนเดียว

จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะอยู่ด้วยกัน

อย่างสงบสุข แบ่งปัน มีน้ำใจเหมือน

เมื่อก่อน ทางแก้มีอย่างเดียวต้องหันมารักษา

ศีลห้า ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

อนุโมทนาสาธุ..ธรรมรักษา

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีที่นำมาแบ่งปันพวกเราครับ

กราบนมัสการครับท่านพระอาจารย์MCUKM

ขอบพระคุณครับที่ท่านแวะมาเยี่ยม

ธรรมรักษาครับ

 

 

 

นมัสการพระคุณเจ้า

ค่านิยมเราเปลี่ยนไปจริงๆค่ะ

สมัยก่อนนักร้องถูกมองว่าเต้นกินรำกิน ไม่ควรเอาเยี่ยง

สมัยนี้กลับมีแต่คนอยากเป็น

ดาราสมัยนี้มักแต่งตัวเปิดเผย

ผิดจากสมัยก่อนจริงๆเจ้าค่ะ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะสำหรับเรื่องราวเตือนใจ

ธรรมสวัสดีโยมณัฐรดา

อนุโมทนาสาธุที่แวะมาเยี่ยม

ให้มีความสุข ความเจริญ

ธรรมรักษา

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี