beyondKM
ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด

โครงการครูเพื่อศิษย์ . . . ขอคิดด้วยคน


. . น่าจะเปลี่ยนมาทำโครงการ “ผู้บริหารเพื่อครู” ท่านว่าจะดีกว่าไหม? เริ่มจากผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการก่อนเป็นกลุ่มแรก . .

         ช่วงนี้ที่ สคส. (และภาคีเครือข่าย) มีการพูดเรื่องโครงการ “ครูเพื่อศิษย์” กันพอสมควร ส่วนใหญ่ที่พูดก็ด้วย “เจตนาดี” ต่อบ้านเมือง . . . อยากจะ “ขับเคลื่อน” โรงเรียน . . . อยากจะ “ขยับ” ครูในโรงเรียน ผมเองยังไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร เพราะรู้สึกว่าที่พูดกันไปนั้น ยังเป็นการ “ยึดตัวเราเป็นศูนย์กลาง” อยู่ดี คือพูดว่า . . . เราอยากทำโน่นทำนี่ เราอยากสร้างสิ่งดี ๆ ให้แก่ประเทศชาติ เราอยากเสริมสร้างศักยภาพให้กับครู (จะด้วยวิธีการฝึกอบรมหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามแบบ KM ก็ตาม) แต่สิ่งที่ขาดหายไป กลายเป็นว่า . . . เราไม่เคยฟัง “เสียงครู” เลยว่าเขาต้องการอะไร? เรายังคงคิดไปภายใต้ความต้องการ ความอยาก “ของเรา” เป็นสำคัญ 

        สำหรับครูดี ๆ ครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ครูที่ยังทำงานอยู่เพื่อศิษย์ สำหรับครูกลุ่มนี้ถ้าจะให้ดี “ผมว่าอย่าไปยุ่งกับเขานักเลย ปล่อยให้เขาได้มีเวลากับงานที่เขารัก อย่าเอาเขามาเข้าฝึกอบรมให้มากนัก อย่าเอางานเอกสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรการหรือเรื่องประกันคุณภาพไปให้เขามากนักเลย ปล่อยให้เขาได้ทำงานสอนที่เขารัก ปล่อยให้เขาได้มีเวลาอยู่กับลูกศิษย์น่าจะดีกว่า” แต่ว่ากลุ่มที่เราควรจะให้ความสนใจน่าจะเป็นกลุ่มครูที่ไม่ได้อยู่เพื่อศิษย์ โดยที่เราจะต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า “ทำไมพวกเขาจึงไม่ใส่ใจในลูกศิษย์?” ซึ่งสาเหตุคงจะมีมากมายหลายประการ ทั้งที่เป็นประเด็นส่วนตัวและประเด็นทางด้านการบริหาร

        ผมได้ลอง Survey ดูเล่นๆ พบว่าครูที่ผมคุยด้วยมักจะบ่นเรื่องคล้ายๆ กัน คือมักจะบ่นเรื่อง Workload หรือภาระการสอนเป็นส่วนใหญ่ ไหนจะต้องเตรียมการสอน ตรวจการบ้าน ไหนจะต้องทำเรื่องงานเอกสาร เรื่องการตรวจประเมิน เรื่องการประกันคุณภาพ บ้างก็ห่วงเรื่องผลงานวิชาการ การสอบเลื่อนวิทยะฐานะ นี่ยังไม่รวมภาระซ่อนเร้น เช่น ที่ต้องคอยเอาใจผู้บริหาร คอยทำงานให้เข้าตากรรมการ (เจ้านาย) ฯลฯ ฟังไปฟังมา ผมว่าเรื่องบริหารถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากทีเดียว พูดไปแล้วทำให้คิดว่าเราไม่น่าจะมาทำโครงการครูเพื่อศิษย์เลย น่าจะเปลี่ยนมาทำโครงการ “ผู้บริหารเพื่อครู” ท่านว่าจะดีกว่าไหม? เริ่มจากผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการก่อนเป็นกลุ่มแรก แล้วค่อยมาที่ ผู้บริหาร สพท. และผอ.โรงเรียนต่อไป  . . . ก็บอกแล้วไงครับว่าผมคิดไม่ค่อยจะเหมือนใคร?

หมายเลขบันทึก: 294192เขียนเมื่อ 4 กันยายน 2009 11:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 มิถุนายน 2012 11:41 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (18)

อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วทำให้นึกถึงเรื่อง "ปฎิรูปประเทศไทย" ที่บางหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ครับ เป็นเจตนาที่ดีแน่ๆ แต่อาจจะอยู่ภายใต้มุมมองที่ตัวเองเป็นศูนย์กลางครับ

.... เขายังไม่เลิกใช้ "เจดีย์" แทนโครงสร้างในการปฎิรูปที่ต้องการครับ

ในทางพัฒนาซอฟต์แวร์เราไปในทิศทาง "user-centered" จริงๆ แล้วเรื่องต่างๆ ก็ควรจะไปในทางนี้เช่นเดียวกันครับ

ขอบคุณอาจารย์ธวัชชัย ผมเองนั้นค่อนข้างจะ "อิน" กับแนวทางของ User-Centered, Customer-Focused ครับ . . . คือต้องฟัง "ความต้องการของเขาให้ชัดๆ" ก่อนที่จะลงไม้ลงมือ . . . ที่ผมกลัวมากก็คือพวกที่ "คิดมากๆ คิดไกลๆ คิดไปเรื่อยๆ แถมยังต้องการผลลัพธ์แบบชัดๆ เร็วๆ อีกด้วย" พวกนี้น่ากลัวจริงๆ ครับ

  • ทั้งที่ครูมีหน้าที่หลักคือสอน แต่หลายคนมีเวลาสอนน้อยกว่าเวลาทำงานอื่นๆเสียอีก..แปลกแต่จริง
  • ผมคิดเอาเองจากประสบการณ์ที่มี..สิ่งที่ทำให้ครูเบื่อ หรือเฉื่อยชาเรื่องสอน สาเหตุลึกๆมาจากงานอื่นๆนี่แหละ ครูส่วนใหญ่แล้ว น่าจะรักและมีความสุขกับงานสอนครับ
  • ขอบคุณอีกมุมมองหนึ่ง..ที่เห็นด้วยมากๆครับ

ขอบคุณอาจารย์ธนิตย์ที่ช่วย Confirm!

อาจารย์ครับ

ชอบมากเลยครับ

“ผมว่าอย่าไปยุ่งกับเขานักเลย ปล่อยให้เขาได้มีเวลากับงานที่เขารัก อย่าเอาเขามาเข้าฝึกอบรมให้มากนัก อย่าเอางานเอกสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรการหรือเรื่องประกันคุณภาพไปให้เขามากนักเลย ปล่อยให้เขาได้ทำงานสอนที่เขารัก ปล่อยให้เขาได้มีเวลาอยู่กับลูกศิษย์น่าจะดีกว่า”

.

ผมมีเพลงมาฝากครับ ชื่อเพลงกรรณิการ์ สะท้อนปัญหาเรื่องครูอีกรูปแแบบหนึ่งครับ

เธอคือความหวังของพ่อแม่ กรรณิการ์นี้แปลดอกไม้ขาว

สาวบริสุทธิ์ยังผุดผ่อง สี่คนพี่น้องซนกว่าใครใคร

เธอคือความหมายของชายในฝัน เธอคือน้องฉันที่ห่วงหนักหนา

ใช่ภาพมายาที่บังหน้าล้อหลอก ไปเรียนบางกอกแล้วต้องกลับมา

.

กรรณิการ์ โอ้ครูกรรณิการ์ กรรณิการ์ โอ้ครูกรรณิการ์

.

ลาทุกทุกคนไปเรียนต่อ บอกคุณแม่พ่อว่าจะกลับมา

ใช้ทุนรัฐบาลไปศึกษา สองปีกลับมารับหน้าที่ครู

เด็กน้อยคอยครู กรรณิการ์กลับ ปูชนีย์ไปลับไม่กลับมา

นี้คือผลพวงของการศึกษา ครูไม่กลับมารับหน้าที่ครู

.

เด็กน้อยคอยครูกรรณิการ์กลับ ปูชนีย์ไปลับไม่กลับมา

เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ มัธยมประชาบาลไม่มีตำแหน่ง

เด็กน้อยคอยครู กรรณิการ์กลับ ปูชนีย์ไปลับไม่กลับมา

นี้หรือผลพวงของการศึกษา ครูไม่กลับมารับหน้าที่ครู

.

กรรณิการ์ โอ้ครูกรรณิการ์ กรรณิการ์ โอ้ครูกรรณิการ์

.

กรรณิการ์ โอ้ครูกรรณิการ์

ขอบคุณ คุณ "หนานเกียรติ" มากครับสำหรับเนื้อเพลง . . . ขนาดอ่านยังได้ภาพ ได้อารมณ์ขนาดนี้ ถ้าได้ฟังเสียงคงจะดีมากๆ เลยครับ

  • สวัสดีครับ
  • แวะมาเยี่ยมเยียนครับ
  • ผมอาจแลกเปลี่ยนได้ไม่ดีเพราะไม่ได้อยู่ในวงการ
  • แต่หากเทียบครูเพื่อศิษย์กับคนทำงานทั่วไปคงคล้ายๆ กัน
  • ครูเพื่อศิษย์/คนทำงานอย่างทุ่มเทนั้นน่าจะมีอยู่มาก
  • ขอเสี้ยวหนึ่งมาเสริมหนุนครูเพื่อศิษย์ให้มีพลังยืนหยัดฝ่าฟันให้ไปตลอดรอดฝั่งก่อน
  • แล้วค่อยๆ ขยายออกไป
  • เห็นด้วยกับอาจารย์มากครับที่หักมุมว่า “ผู้บริหารเพื่อครู”
  • งานประเภทอื่นๆ คนทำงานเขาก็คงอยากให้ทำเช่นนี้เหมือนกันครับ

เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ

ผู้บริหารน่าจะทำให้โครงการนี้สำเร็จมากกว่าเพราะครูที่ดีจะได้มีกำลังใจ มีสวัสดิการและอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน

ไปตรวจที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต มีคนไข้เป็นโรคเครียดหลายคนเพราะต้องส่งเอกสารระบบคุณภาพกันมาก คงเป็นกันทุกองค์กรนะคะ

ตามมาอ่านที่บล็อกอาจารย์ อาจารย์หายไปก็สงสัยอยู่ว่า งานอบรมคงเยอะ แต่ไม่ได้ลงชื่อไว้ค่ะ

สวัสดีครับ

ขอแสดงความคิดเห็นร่วมด้วยครับ

เมื่อไรก็ตามที่เอาการ "บริหารจัดการคุณภาพ" เข้ามาพัวพันเกี่ยวข้อง (และ judge) กับงานที่วางรากฐานอยู่บน relationship ระหว่างคน เราจะต้องทำด้วย utmost careful ทีเดียว

ประเทศสหราชอาณาจักร ที่คนของเขาค่อนข้าง "คุ้นเคยมาก" กับระบบ self assessment และ independent assessment ทั้งในระบบโรงเรียน ระบบโรงพยาบาล หรือระบบอื่นๆ เรียกว่าค่อนข้างจะ O และเข้าใจในเรื่องนี้ ก็ยังถูกผลกระทบต่อ mentality คนทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ก็ลอง ranking รร. รพ. เป็นเสมือนฟุตบอลลีก มีตกชั้น มี promotion รร. หรือ รพ.ไหนที่ performance ด้อยกว่า (relative) ก็จะเริ่มทุรนทุรายว่าจะตกชั้นหรือไม่ เพราะมันพลอยเกี่ยวไปกับ allocation ของงบประมาณ ชื่อเสียง และการระดมทุน donation ส่วนตัวไปด้วยเสมอ

ประเด็นสำคัญก็คือ คนที่มีจิตวิญญาณครู หรือหมอ อยู่ในที่ที่ยากจนที่สุด อัตคัดที่สุด กลายเป็นที่ที่อาจจะได้รับ support น้อยที่สุด ตาม performance-based ที่นำมาวัดจนความ ambition และศักดิ์ศรีความเป็นครู เป็นหมอ เป็นคน หายไปหมดสิ้น

จดหมายที่ Edward Demming ผู้ริเริ่ม TQM เขียนให้เป็นคำนำหนังสือแก่ Peter Senge

"Our prevailing system of management has destroyed our people,People are born with intrinsic motivation,self-respect,dignity, curiosity to learn,joy in learning.The forces of destruction begin with toddlers–a prize for the best Halloween costume,grades in school,gold stars–and on up through university. On the job,people,teams, and divisions are ranked, reward for the top, punishment for the bottom. Management by objectives, Quotas, incentive pay, business plans, put together separately, division by division, cause further loss, unknown and unknowable"

The Fifth Discipline: The Art & Practice of The Learning Organization by Peter M. Senge

ดังนั้นผมเห็นด้วยที่สุดครับ ที่ว่า เราควระจะเริ่มจาก human-centred เพราะนั่นคือ resource หรือ The Source ที่มาของฉันทาคติที่จะทำให้งานสำเร็จ มากกว่าการสั่ง การตีกรอบ และ no no  no สำหรับการตัดสิน values ของคนโดยใช้ "เกณฑ์" ที่ไม่ได้ใช้บริบทที่แท้จริงเข้ามาคำนึง ที่ไม่ได้ใช้ความพอเพียง ความสุข และศักดิ์ศรีของคนมาประกอบในกระบวนการประเมินด้วย

สวัสดีค่ะ  

           ครูตาคิดว่าควรต้องปฎิรูปการศึกษาทั้งระบบค่ะ  เริ่มที่การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับให้ตระหนักในหน้าที่ของตนเอง  ....แล้วจึงมาสู่เด็ก ๆ หากผู้บริหารไม่พัฒนา  ผอ.โรงเรียนไม่พัฒนา ครูไม่พัฒนา แบบใส่ใจ..ตระหนักรู้    แบบเต็มใจ    เข้าใจ  เข้าถึงแก่นแท้ของการพัฒนาจริง  ก็คงเปลี่ยนแปลงได้ยาก..อย่างที่เป็นอยู่ค่ะ

           ดังนั้นการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร  ควรมีกระบวนการที่ไม่น่าเบื่อ  ซ้ำซาก  ไม่ได้ใจครู ...  ออกจากห้องอบรมก็เป็นแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ   

น่าจะเป็นอีกทางหนึ่ง ในการพัฒนาครับ

ส่วนสำคัญคือการทำด้วยใจ หากไม่มีใจ สำเร็จยากครับ

เราก็จะเห็นการศึกษาแบบหลอกๆ ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ครับ

ขอบคุณ ทุกท่าน สำหรับการแชร์ครับ

ลูกชาย(สิบเอ็ดขวบ)มายืนอ่านด้วย แล้วขอฝากคุยกับอาจารย์นกฟีนิกซ์(คคห9)ว่า เห็นด้วยที่สุดครับ โปรดอย่าตีกรอบการอยากเรียนรู้ เด็กทุก ๆ คนเกิดมาก็กระหายอยากเรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ จริง ๆ ครับ

ขอบคุณค่ะ

การปฏิรูปการศึกษาก็ปรับแต่โครงสร้างทำองค์กรใหญ่ทำให้ครูยิ่งห่างไกลความเจริญทำไม่ไม่เน้นที่พัฒนาครูนำครูที่ทั้งปีแทบไม่ได้เข้ารับการพัฒนาวิชาชีพครูเลย มีแต่ไปฟังการประกัน การเงิน ระบบดูแล การสอนเด็กพิเศษ ฯลฯ

  • ไม่ได้อยู่วงการครูกะเขาเลย แต่อ่านแล้วโดนใจมากจนอดแวะเข้ามาทักทายไม่ได้เลยค่ะ
  • "สำหรับครูดี ๆ ครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู ครูที่ยังทำงานอยู่เพื่อศิษย์ สำหรับครูกลุ่มนี้ถ้าจะให้ดี “ผม ว่าอย่าไปยุ่งกับเขานักเลย ปล่อยให้เขาได้มีเวลากับงานที่เขารัก อย่าเอาเขามาเข้าฝึกอบรมให้มากนัก อย่าเอางานเอกสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรการหรือเรื่องประกันคุณภาพไปให้เขา มากนักเลย ปล่อยให้เขาได้ทำงานสอนที่เขารัก ปล่อยให้เขาได้มีเวลาอยู่กับลูกศิษย์น่าจะดีกว่า” แต่ว่ากลุ่มที่เราควรจะให้ความสนใจน่าจะเป็นกลุ่มครูที่ไม่ได้อยู่เพื่อศิษย์ โดยที่เราจะต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า “ทำไมพวกเขาจึงไม่ใส่ใจในลูกศิษย์?” ซึ่งสาเหตุคงจะมีมากมายหลายประการ ทั้งที่เป็นประเด็นส่วนตัวและประเด็นทางด้านการบริหาร" ถ้าเปลี่ยนจากครูและลูกศิษย์ เป็นข้าราชการและประชาชน ก็น่าจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

ขอบคุณ คุณภูสุภา คุณ rinda และ คุณ Be green ที่แวะเข้ามา Comment ในประเด็นนี้ครับ

เรียนอาจารย์ประพนธ์

อ่านแล้วชอบใจทุกความเห็นเลยครับ

สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าในประเทศไทยอ่อนมากๆ คือ "การฟังความเห็น" เทียบกับการทำการตลาดก็คือ "การสอบถามความต้องการของลูกค้า"

อันดับที่สองคือ "การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย"

อันดับสามคือ "การไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น" (เช่นถ้าเอาครูมากลุ่มหนึ่งมาจัดกระบวนการได้ผลสรุป ได้ข้อปฏิบัติ วิธีแก้ไขอย่างหนึ่ง  จะปรากฏว่ามีครูอีกกลุ่มที่ไม่ยอม  ไม่ถูกใจ โวยวายว่าไม่ได้ไม่ดีอยู่ดี)

สามเรื่องนี้เหมือนงูกินหาง ทำอย่างหนึ่งก็ไม่ถูกใจอย่างหนึ่ง

โดยส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยควรสนับสนุน "Best Practice" เอาโรงเรียน และครูที่ทำได้ดี มาเชิดชู มาสอนคนอื่น (ครูและโรงเรียนอื่น) หรือช่วยขยายผล (เหมือนการเพาะเชื้อ)

การประเมินครูดี โดยการให้ลูกศิษย์ที่จบการศึกษาไปแล้วเป็นคนบอก ว่าครูท่านไหนสอนดี มีคุณธรรม (การหาครูดีด้วยการถามจากลูกศิษย์)

อย่างน้อยถ้าไม่ไปมุ่งที่เพิ่มงานให้คุณครู  ไม่ต้องทำเอกสาร ทำงานส่งเพิ่ม  แต่ให้มาเข้าอบรมเชิงปฏิับัติการ ทำ KM  สร้างกลุ่มครูดี  สร้างเครือข่ายครูมีศีลธรรม  ออกแรง ออกเงินจัดงานอบรม  จัดเวทีเชิดชูคุณค่า นำเสนองานการเรียนการสอนที่ดีให้ครูดีๆ ได้ออกมาอยู่แถวหน้า (ถ้าท่านมาร่วมกลุ่มกันแล้วนึกคึกอยากจะทำ   องค์กรรัฐช่วยสนับสนุน  ครูหลายท่านก็อาจมองว่าเป็นกำลังใจ)  อันนี้เป็นอีกมุมที่รู้สึกแตกต่าง  ซึ่งอาจจะเป็นได้ถ้าสามารถออกแบบกระบวนการได้ดี

อาจไม่ตรงความเป็นจริงนัก  แต่ก็เป็นความเห็นหนึ่งครับ ^_^

 

....

วานนี้ได้เป็นลูกศิษย์ติดตามพระอาจารย์ไปที่รัฐสภา

จึงนำเรื่องราวด้านการศึกษานี้มาฝากครับ

 

ฝ่าวิกฤติการศึกษาไทยในสังคมโมหะภูมิ (33378.59 Kb) 
การศึกษาไทยในสังคมโมหะภูมิ เป็นตัวเร่งให้สังคมไทยล่มสลายเร็วขึ้น

เราจะฝ่าวิกฤติเหล่านี้ไปได้อย่างไร หากไม่แก้ที่ต้นเหตุคือการศึกษาของคนในชาติ ?

ทั้งหมดนี้ไม่สามารถเห็นผลได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือตามนโยบายด่วนได้ของฝ่ายการเมือง

แต่ต้องใช้เวลาเป็น10ปี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้หลุดพ้นจากภาวะของสังคมโมหะภูมิ และแน่นอนว่า ต้องใช้เลือดใหม่ล้างเลือดเก่า!!

 

หาก ครูและนักการศึกษา โชคดีที่ได้มีโอกาสฟัง ไฟล์นี้จบ ตลอด 2 ชั่วโมง ท่านจะเห็นว่า ภาพรวมของสังคมเราอยู่ในภาวะโมหะภูมิและวิกฤติเช่นไร?

..........................................................................................................................

พระ ราชาตรัสว่า "..เหตุการณ์ในวันนี้แสดงความจำเป็น นับแต่อุปราช จนถึงคนรักษาช้างรักษาม้า และนับจากคนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์ ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น พวกนี้ขาดทั้งความรู้ทางวิชาการ ทั้งความรู้ทั่วไป คือความสำนึกธรรดา พวกนี้ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้ชอบผลมะม่วง แต่ก็ทำลายต้นมะม่วง " ความตอนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ...........................................................................................................................

 

ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย คือทางออก ทางรอดของประเทศชาติ ....ที่พระองค์ทรงชี้ทางด้วยปริศนาธรรม ในพระมหาชนก 

 

 

 

http://blog.palungjit.com/uploads/d/dhammav/4054.wma

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี