คิดถึงขนมครกของแม่...อยากกินอีก

คิดถึงขนมครกของแม่จัง ^^

กระเซ้าแม่อยู่ว่า ให้กลับมาขายขนมครกเหมือนเมื่อก่อนเถอะ สบายกว่ารับซัก-รีดเยอะเลย

 

ย้อนไปช่วงปี 2530 - 2535 เราก็เรียนชั้นประถมน่ะนะ ชอบออกมาช่วยแม่ขายขนมครก มันไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้นหรอก แต่ที่ชอบคือบรรยากาศมันดี มันคึกคัก มีคนหิวมีคนทำให้กิน แสงแดดยามเช้า คนเดินไปมาช้าๆ...ไม่รีบร้อนทำเวลาเหมือนสมัยนี้

 

แม่ขายขนมครกเลี้ยงเราและน้องมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ย้อนกลับไปคิดถึงวันเก่าๆตอนนั้นแล้วมีความสุขมากๆ ความสุขแบบจนจนน่ะนะ ไม่เรียกว่าพอเพียงหรอก เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เข้าใจ

 

แต่ที่รู้สึกซาบซึ้งกับการขายขนมครกของแม่นะก็แค่มี...ภาพแม่เรา และเพื่อนแม่ค้าอีก 3-4 เจ้า ขายอาหารเช้าด้วยกันริมฟุตบาท จะมีแม่ไอ้ยุ่นเพื่อนเราขายโจ๊ก - ข้าวเปียก - แกงเส้น, พี่มัยปิ้งขนมปังยวนไส้กุนเชียงหมูยอ, อีกเจ้านึงจำชื่อไม่ได้ ขายทุกอย่างที่ปิ้งได้ หมูปิ้งอะไรพวกเนี่ย...แค่นี้ก็ทำให้ยิ้มได้แล้ว เป็นภาพจำแบบถาวรยากจะลบเลือน ยังคิดอยู่เลยว่าขนมครกของแม่สุกหอมได้เพราะรอยยิ้มเสียงหัวเราะเพื่อนบ้าน และลูกค้า...หาใช่ไฟจากเตาถ่าน ^^

 

 

ร้านแม่เรานะจะมีแค่ กระทะขนมครกคลาสสิกดำๆที่ตกทอดมาจากย่าทวด วางบนเตาถ่านอ้วนๆตั้งอยู่ทางขวามือ โต๊ะพับไม้อัดกางอยู่ส่วนหน้าไว้วางอะไรรกๆหน่อย เช่นถาดสังกะสีกลมๆรองตองกล้วยไว้ใส่ขนมที่สุกแล้ว, กระทงใบตองทั้งที่เสร็จแล้ว และใบตองที่ยังรอขึ้นรูปด้วยไม้กลัด, กระป๋องตังค์เหรียญ ฯลฯ แม่ยืนขายอยู่ตรงกลาง

 

ขนมครกของแม่เป็นขนมครกแบบธรมมดา ธรรมดา

 

(ไม่ชอบใช้คำว่าโบราณ...มันเฟื่อแล้ว) กระทะหลุมโล่งๆ แม่จะมีผ้าขาวมัดห่อกากมะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทิ(บางคนใช้ก้านกล้วยสับปลายก็ได้เหมือนกันครับ) จุ่มน้ำมันพืชทาลงไปทีละหลุม ทีละหลุม พอร้อนแล้วก็หยอดแป้งด้วยทัพพีทรงสูงลงครกน้อยเกือบเต็ม เพราะต้องเว้นที่ว่างให้ความหวานจากน้ำกะทิปรุง โรยหน้าด้วยหอมหั่น เท่านี้เองเราก็ว่าอร่อยมากแล้ว ถ้าไม่ชอบใส่หอมก็บอกแม่ก่อน ^^

 

แต่ปัจจุบันนี้เค้าครีเอทให้ง่ายขึ้นด้วยการผสมทุกส่วนเข้ากันหมด แป้งก็เป็นแป้งสำเร็จรูป(เท่านี้วิณญาณความเป็นขนมครกก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว)  ใส่กาน้ำแล้วสาดลงครก ต้องเรียกว่าสาดเพราะหลายๆเจ้าเล่นเทราดทั่วทั้งกระทะเลย ไม่หยอดทีละรู แล้วแป้งมันจะแผ่เป็นแผ่นใช่ม๊า พอสุกแล้วมันจะกรอบ แล้วดึงขึ้นมาทั้งกระทะ 555 แล้วค่อยมาเอากรรไกรตัดแต่งอีกที ก็โอเคนะ ง่ายดี แต่เราชอบน้อยกว่าการประณีต บรรจงหยอดทีละครกแบบเดิมๆ แล้วปิดด้วยฝาชียักษ์ ^^

 

แบบเดิมนั้นพอสุกแล้วนะ ก็ใช้ช้อนแคะทีละอัน ทีละอัน ตรงนี้แหละสนุกมากๆ ไม่ยากและก็ไม่ง่าย มีลูกค้าหลายคนที่มารอซื้อแล้วขอแม่เราว่าอยากแคะเอง 555 คืออยากลองไง ได้บ้างเสียบ้างก็เป็นเรื่องราวดีๆที่มีให้ยิ้มและหัวเราะทุกวัน ^^

 

วัตถุดิบบ้านเราทำเองทุกขั้นตอน...แช่ข้าว โม่แป้งเอง, ขูดมะพร้าวกับกระต่าย คั้นน้ำกะทิเอง, ความหวานได้จากการต้มน้ำตาลแล้วเอาน้ำกะทิผสมด้วยสัญชาติญาณ...คือกะเอานั่นเอง 555 ตลกที่มีคนมาถามสูตรทีไร แม่ชอบยิ้มสวยแล้วตอบว่าก็กะเอา...ก็มันทำอยู่ทุกวันนี่นา บอกเป็นตัวเลขไม่ได้ อยากรู้ให้เข้ามาดูในครัว ไม่หวง

 

ภาพนี่ถ่ายเอง...เป็นของประดับร้านเสต็ก Relax ที่อุดรฯ

เห็นแล้วทำให้คิดถึงขนมครกของแม่ จึงมีบันทึกนี้ขึ้นมา

 

เราช่วยแม่ได้บ้างก็ตอนโม่แป้ง ด้วยโม่หินคล้ายรูปข้างบน เราจะเดินออกไปซื้อข้าวหักเกษตรโลละ 11 บาทจำได้สมัยนั้น เอามาแช่น้ำในหม้อ แช่ตอนเช้า หัวค่ำข้าวก็อ่อนได้โม่แล้ว เพื่อเตรียมไว้ขายช่วงเช้ารุ่งขึ้น

 

อธิบายรูปริศนา 2 รูเพิ่มเติมได้ว่า รูกลมๆข้างบนนั้นเป็นรูใส่ข้าว, รูสี่เหลี่ยมด้านข้างนั้นเอาไว้เสียบไม้รูปตัว L เข้าไปเพื่อเป็นด้ามจับหมุนโม่ให้มันบดข้าวที่เพิ่งใส่ลงไป ชอบขั้นตอนนี้เพราะมันสำคัญมากๆ

 

วางโม่ตั้งไว้บนตั่งไม้ ล้างโม่อีกรอบ ให้มีน้ำนองรอบวงเวียนหน่อย ข้าวจะได้ไหลสะดวกๆ เอาหม้อเปล่ามารองตรงปากทาง เตรียมตั่งไม้ของตัวเองไว้นั่ง จัดหม้อข้าวที่แช่ได้ที่วางไว้ข้างกายในวงสวิงที่ตัวเองถนัดที่สุด...

 

...แล้วก็ทำตัวให้เป็นเครื่องจักรที่มีจิตใจ(ต้องใจร่มๆด้วยนะ) ^^

 

เริ่มจากหาช้อน Stainless Steel คันโปรดมาสักอัน...(เราชอบตราหัวม้าลายที่สุด) ตักข้าวในหม้อแค่พอดีคำตัวเอง ให้แน่ใจว่ามีน้ำข้าวคลุกคลิกติดมาด้วยหน่อยเพื่อการหล่อลื่นที่มีประสิทธิภาพ หยอดลงไปในรูกลมๆ แล้วก็เริ่มโม่ เราหมุนตามเข็มนาฬิกาครับ จำไม่ได้ว่าโม่ทวนเข็มได้มั้ย...และจะเกิดอะไรขึ้น?

 

ตอนโม่นี่แหละสำคัญมากๆ เท่าที่ทำมาประสบการณ์บอกว่า

 

  • ไม่ต้องกด ไม่ต้องขืนโม่มาก ใช้แค่แรงหมุนเป็นพอ เพราะถ้าเรากดไปด้วยนะ จากที่หวังจะให้มันละเอียด ผลจะเป็นตรงกันข้าม เพราะตอนเรากดน่ะทิศทางตรงข้ามมันจะยกไง ทำให้ข้าวที่ไหลลงมาจะมีส่วนนึงที่หยาบมากๆ

  • หมุนแบบสบายๆ ให้น้ำหนักหินบดทับข้าวเอง ไม่ต้องเร่ง ให้ฟังเพลงจังหวะ Easy Listening ไปด้วยจะดีมากๆ ประมาณเพลง เดือนเพ็ญ ;)

  • หมุนประมาณ 4-5 รอบข้าวข้นละเอียดก็จะไหลออกมาจากหลืบโม่ลงร่องวงเวียน ให้หมุนต่อไปจนไม่มีอะไรจะบด ถ้าข้าวที่ส่วนผสมระหว่างน้ำ+ข้าวพอเหมาะนั้น แป้งจะไหลหนืดเหมือนน้ำลายเด็กขวบครึ่งตอนอ้าปากค้าง :o...

  • ถ้าน้ำน้อยเกินไปโม่จะฝืด และมีเสียงแจ๊บๆๆขณะหมุน ให้ตักน้ำข้าวเติมลงไปสักช้อนนึง แป้งก็จะไหลออกมาสะดวกขึ้น ^^

  • เราชอบเอียงคอดูตอนแป้งไหลออกมาที่สุด...มันขาวๆ เยิ้มๆดีไง อิอิ

  • พอโม่จนข้าวหมดหม้อ ก็กวาดต้อนแป้งรอบๆวงเวียน ให้ไหลลงไปในหม้อที่รองเตรียมไว้...แล้วเราก็เอาน้ำสะอาดเทลงร่อง ล้างส่วนที่ติดค้างให้ไหลลงตามมาด้วยนะ...เสียดาย ^^

  • เป็นอันเสร็จแล้วจ๊า การโม่แป้งด้วยโม่หินแรงงานคน

........................................................................

 

จำได้แม่นยำว่ามีครั้งนึงเราอารมณ์ไม่ดี พอแม่ใช้ให้โม่ข้าวให้หน่อย เราก็โม่ให้ แต่ทำแบบไม่เต็มใจไง ก็ใส่ๆข้าวกรอกลงไปไม่ตรงสูตร ทั้งยังรีบโม่แบบใส่อารมณ์ส่วนตัวนิดหน่อย ผลจากการเอาเรื่องส่วนตัวมาทำงานคือ...แป้งไม่ละเอียดเลย หยาบมากๆ คือข้าวกลิ้งออกมาเป็นเม็ดเลยครับ วันนั้นแป้งที่เราโม่จะมี 2 แบบ คือแป้งที่ไม่ละเอียดมาก กับไม่ละเอียดเลย 555 พอแม่มาเห็นก็โดนดุ และทำให้แป้งที่โม่ด้วยความฉุนเฉียววันนั้นใช้ไม่ได้เลย คือเอาไปขายไม่ได้นั่นเอง รู้สึกผิดมากๆเพราะแม่ต้องได้มาโม่เองใหม่ คือเอาแป้งหยาบๆที่ตกลงไปแล้วนั่นแหละ ตักขึ้นมาโม่อีกรอบ...บาปมั้ยเดย์ ^^

 

เป็นความทรงจำที่นึกขึ้นมาแล้วมีความสุขมากๆ วันนี้ไปกินสเต็กกับเพื่อนไงครับ แล้วร้านเค้าวางโม่หินเหมือนในภาพตกแต่งที่สวนข้างทางเดิน ทำให้คิดถึงวันวานของครอบครัวขึ้นมา ^^

 

อยากกินขนมครกของแม่ที่สุดครับ...ซื้อเค้ากิน เจ้าไหนก็ไม่อร่อยเท่าของแม่ ^_^