มหาวิทยาลัยท้องถิ่นมีอายุอานามเลย ๘๐ ปี ก่อตั้งมานาน หากแต่คุณภาพในทุก ๆ ด้านกลับตามหลังมหาวิทยาลัยปิดของรัฐอื่น ๆ อีกหลายป่าโข่(ป่าโข่ คือ ป่าหญ้าที่คนเข้าไม่ถึง หรือไม่มีทางเข้า) เป็นเวลาหลายสิบปี

"คุณภาพของคน" เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหลักที่ทำให้มหาวิทยาลัยเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า หรือแทบไม่กระดิกไปไหน

คนที่อาสาเข้ามาเป็นผู้บริหาร ก็อาจจะเก่งบ้าง อ่อนบ้าง ตามคุณภาพ แต่หลายครั้งพบว่า เข้ามาด้วยกิเลสตัณหา ความอยากได้ อยากมี เช่น อยากมีชื่อเสียง อยากมีเงินทอง อยากมีความก้าวหน้า สารพัดที่ทำให้ตัวเองสบายกว่าที่เป็นอยู่ แต่ภาพรวม ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นมีคนโกงมากกว่าคนดี ทำให้หัวสมองของมหาวิทยาลัยเหมือนมีมะเร็งร้ายคอยแทะอยู่ตลอดเวลาของการทำงาน

เมื่อหัวสมองมีปัญหา มะเร็งร้ายก็ลามไปสู่สารบบทั้งหมดของมหาวิทยาลัย มีการใช้เส้น ระบบอุปถัมภ์โยงใยไปทั่ว เพื่อเป็นการเปิดทางให้กับพรรคพวกของตัวเองทุกรูปแบบ

สภามหาวิทยาลัยผู้มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาตัดสินใจและบริหารมหาวิทยาลัย ก็มักจะกลายเป็นคนมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้บริหารเอง

ภาพของระบบการบริหารงานทุกระบบ จึงดูคลุมเครือ และหม่นหมองอย่างยิ่ง

 

พนักงานระบบปฎิบัติการ ก็คุณภาพการทำงานต่ำกว่ามหาวิทยาลัยปิดอื่น ๆ หลายคนเข้ามาโดยระบบอุปถัมภ์ เด็กคนโน้นบ้าง เด็กคนนี้บ้าง ทำงานก็ทำได้แค่นั้น ทำงานอย่างไม่มีเป้าหมายรวมของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก แต่เป้าหมายคือ ทำงานให้สบายดีที่สุด ง่ายที่สุด ภาพรวมเป็นอย่างไร ไม่สนใจ

พนักงานสายวิชาการ หรือ อาจารย์ผู้สอนที่เข้ามาอยู่ ก็มักเป็นลูกท่านหลานเธอ ลูกอาจารย์ภายใน สอบเข้าอย่างไรก็ได้ หรือไม่รับเป็นอาจารย์ตั้งปริญญาตรี พอเข้ามาได้หน่อย ก็ขอทุนมหาวิทยาลัยจากหน้าที่ของพ่อหรือแม่ตัวเอง ไปเรียนต่อ โท หรือ เอก เดินอยู่ในมหาวิทยาลัย เริด เชิด หยิ่ง คิดว่า ตัวเองเก่งกว่าใครในโลก น่าสังเวชในอากัปกิริยาของคนที่เป็นครูเช่นนี้จริง ไม่รู้ตัวเองว่า กำลังอยู่ในกะลา

 

ในระยะปี พ.ศ.๒๕๕๑ - ๒๕๕๔ เป็นปีแห่งการเกษียณอายุของอาจารย์เก่าแก่ที่เก่งมาก ๆ ของมหาวิทยาลัย ท่านอาจารย์เหล่านี้เข้ามาจากการสอบบรรจุจากส่วนกลาง แล้วเลือกมาลงที่นี่ เมื่อ ๓๐ - ๔๐ ปีก่อน อาจารย์แต่ละท่านล้วนแต่เป็นเสาหลักทางวิชาการให้กับมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น

สมัยก่อนคนที่เป็นอาจารย์ที่นี่ได้ มักจะมีประวัติว่า เป็นนักเรียนทุนอันดับ ๑ ๒ หรือ ๓ ของจังหวัดมาก่อนทั้งสิ้น เรียกว่า คนเก่งจริง

ท่านเหล่านี้จะหายไปเป็นจำนวนมากในระยะ ๔ ปีต่อไปนี้ เช่น ปีนี้ คณะฯ ผมเกษียณอายุถึง ๖ คน เรียกว่าเยอะ เพราะเสาหลักทั้งนั้น

แล้วการทำงานต่อรุ่นกันก็ค่อนข้างห่างมาก ๆ เช่น อาจารย์ที่เกษียณ อายุ ๖๐ ปี ในขณะที่คนรุ่นต่อมา อายุ ๔๐ - ๕๐ ปี ระยะห่างถึง ๑๐ ปี ทำให้การสอนงานต่อ ๆ กันมา มันขาดตอน

รุ่นต่อมาก็อายุ ๓๙ ปี ลงมาจนถึงอาจารย์ที่เพิ่งจบใหม่ ๆ รุ่นใหม่ ๆ ยังไม่ค่อยถูกสอนให้รู้จักการเป็นผู้นำของคณะเลย หากถึงเวลา ก็จะทำงานกันไม่เป็น บริหารไม่ได้ คณะฯ จะถอยหลังเข้าคลอง มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะยิ่งกว่าปัจจุบันนี้อีก

ดังนั้น เหตุจากการต่อรุ่นกันห่างมาก จึงมีคนที่อายุ ๔๐ กว่า ๆ เริ่มเล่นเกมการเมือง โดยการปูตัวเองเพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเป็นคณบดีในอนาคต โดยการสร้างอิทธิพล รับอาจารย์ใหม่ที่ตัวเองเลือกให้เป็นพวกของตัวเอง กลั่นแกล้งคนที่คิดว่าจะเป็นศัตรูทางการเมืองกันในอนาคต สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองต่อมหาวิทยาลัยว่า ดี ว่า เก่ง

จากระยะห่างนั้น ทำให้คนที่มีโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารคณะฯ มีไม่เกิน ๓ กลุ่ม ที่เหลือจะเป็นเด็ก ๆ เกือบทั้งหมด เป็นเรื่องที่น่าหนักใจในอนาคตที่คณะฯ เราโชคไม่ดีที่มีคนไม่ดีอยู่เยอะ

 

ท่านอาจจะจินตนาการว่า ที่มาของอาจารย์แต่ละคนนั้น มาจากการสอบเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ยังมีข้าราชการครูจาก สพท. หรือเขตพื้นที่การศึกษา ได้โอนมาจากหน่วยงานของกระทรวงศึกษาฯ ที่ยุบมาเมื่อ ๔ - ๕ ปีที่แล้ว ซึ่งนี่คือ "ปัญหาใหม่" ที่น่าปวดหัวอีก

เนื่องจากข้าราชการครูที่โอนมาเหล่านี้ เคยเป็นศึกษานิเทศก์ ผู้ช่วย ผอ.เขตฯ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯ ก็โอนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยท้องถิ่นกันหมด แต่วัฒนธรรมองค์กรที่ต่างกันมาก ทำให้วิธีการคิดของคนเหล่านี้ มักจะสร้างปัญหาในการทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเหล่านี้ไม่มีความสามารถ แต่คนมีความสามารถเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้นั้น มีน้อย โอนมา ๒๐ คน เป็นอาจารย์ระดับอุดมศึกษาที่ดีได้ไปถึง ๕ คน

มาอยู่ก็ใช้สิทธิ์ทุกอย่างที่ตัวเองทำได้ เช่น มาทำงานไม่ถึง ๒ ปี ก็ขอทุนเรียนต่อทันที หรือรีบเขียนหนังสือ ทำตำแหน่งวิชาการทันที ทั้ง ๆ ที่ตามเกณฑ์ของ สกอ. ต้องสอนระดับอุดมศึกษา อย่างน้อย ๕ ปี ตอนนี้ที่คณะเลยมี ผศ.ดร. กันเยอะแยะ แต่คุณภาพไม่เป็นที่ยอมรับในด้านวิชาการใด  ๆ เลย น่าละอายใจแทน

คุณภาพยังไม่พัฒนา แต่อยากได้ อยากมี

 

นอกจากคนที่มีความทะเยอทะยานสูง พยายามเล่นการเมืองภายใน ก็ยังมีคนที่โอนมาสร้างปัญหาอีก ที่เหลือเป็นอาจารย์เด็ก ๆ ตัวดำ ๆ ที่นิสัยจะเสียตามคนเหล่านี้ บางคนเลือกข้าง บางคนเลือกเงิน บางคนนิ่งเฉย

อาจารย์มหาวิทยาลัยย่อมต้องมีสิทธิ์มีเสียงเป็นคนตัวเอง แต่ระบบปิดลักษณะนี้ ทำให้หลายคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ ทำให้การประชุม สัมมนาครั้งใด ก็ไร้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อให้คณะและมหาวิทยาลัยมันไม่เจริญเทียบชั้นคนอื่น ๆ

 

อีกนาน อีกนานนับร้อยปี กว่ามหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะมีคุณภาพเหมือนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เขาบ้าง

 

แต่ผมไม่นั่งนับนิ้วมือนิ้วเท้าให้ถึงวันนั้นแน่ ๆ ล่ะ มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำประโยชน์ได้ ผมจะเลือกทำโดยไม่สนใจ พวกที่มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ ที่ชื่อว่า "อาจารย์มหาวิทยาลัย" เป็นแน่

บุญรักษา ทุกท่าน ;)

 

ป.ล. ขออภัย..หากความเป็นจริงเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ความเป็นจริงยังคงมีอยู่จริง อาชีพที่เอ่ยอ้างมานั้น ไม่ได้หมายรวมถึงบุคคลทั้งหมดในกลุ่มนั้น ๆ นะครับ ยังมีคนดีแฝงตัวอยู่ทุกที่ เพียงแต่เขาอาจกำลังรอโอกาสทำสิ่งที่ดีก็ได้นะครับ ผมหวังเช่นนั้น