หลวงพ่อทูล ขิปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี

วัดป่าบ้านค้อ

 

DSC06215-2.jpg



วัดป่าบ้านค้อ (วัดบ้านค้อ)
หมู่ 7 ต.เขือน้ำ
อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี 41160
โทรศัพท์ 042-250-731




พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ อดีตเจ้าอาวาส

วัดป่าบ้านค้อ เป็นวัดปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

วัดป่าบ้านค้อ เป็นวัดที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามแนวนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเป็นวัดต้นแบบเข้าร่วมโครงการวัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติ เข้าวัดปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลในวันอาทิตย์

ประวัติวัดป่าบ้านค้อ

ได้ก่อตั้งขึ้นโดยการนำของพระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๘ มีเนื้อที่โดยรวม ๔๑๐ ไร่ ปัจจุบันวัดป่าบ้านค้อ มีเสนาสนะและการสาธารณูปโภคเท่าที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยปฎิบัติธรรมสำหรับ พระ และฆราวาส มีเสนาสนะป่าเหมาะแก่การปลีกวิเวกของผู้ใคร่ในการปฎิบัติธรรม ในส่วนของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการบริการชุมชน จังหวัดอุดรธานีกำหนดให้วัดป่าบ้านค้อเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ ประจำจังหวัดอุดรธานี ได้จัดให้มีการบรรพชาอุปสมบทอบรมกลุ่มปฏิบัติธรรมแก่ นักเรียน ข้าราชการและประชาชนทั่วไป อีกทั้ง ยังมีฆราวาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าพักรับอุบายธรรมภาคปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ประวัติพระเจดีย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพระมหาเจดีย์แห่งนี้ว่า พระมหาธาตุเจดีย์เฉลิมพระบารมีพระนวมินทร์ แปลว่าเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้สร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

องค์เจดีย์ทรงระฆังมีความงดงามเป็นอย่างมาก ส่วนฐานกว้าง ๒๔ เมตร สูง ๗๒ เมตร ด้วยเหตุที่องค์เจดีย์ตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ และบริเวณรอบเจดีย์มีการจัดแต่งภูมิทัศน์ที่สวยงาม ทำให้องค์เจดีย์มีความเด่นเป็นสง่าอย่างมาก เนื้อองค์เจดีย์พื้นผิวกรุกระเบื้องโมเสคสีมุก ส่วนยอดปลายเป็นดอกบัวทองคำ (บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๓๓ องค์) ภายในเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้อัญเชิญมาจากศรีลังกา จำนวน ๘ องค์ ส่วนโดมพระเจดีย์มีภาพจิตรกรรมพระมหาชนก ที่สวยงามเป็นอย่างมาก ส่วนบานประตูรอบองค์เจดีย์จำนวน ๔๔ บาน ได้แกะสลักกระจกเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ รัฐบาลแห่งประเทศศรีลังกาได้แบ่งกิ่งพันธุ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากเมืองอนุราธปุระ อันเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระนางสังฆฆิตตาเถรี ภิกษุณีที่เป็นพระอรหันต์ได้ตอนกิ่งมาจากต้นโพธิ์ตรัสรู้ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย ถวายแด่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ พระมหากษัตริย์แห่งศรีลังกา เมื่อสองพันปีเศษที่ผ่านมา

พิธีปลูกได้กำหนดขึ้นโดยมีประธานในพิธีคือ สมเด็จพระสังฆราชอูดูกามะ ศรีพุทธรักขิตตะ และท่านมิสเตอร์นิรันจัน นิลาแม ในนามตัวแทนรัฐบาลศรีลังกา พระธรรมโสภณ เจ้าคณะภาค ๘ (ธ) ประธานคณะสงฆ์ฝ่ายไทย และคณะพุทธบริษัทชาวไทยได้ร่วมกันปลูกไว้ ณ โพธิบัลลังก์แห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕

งานประจำปี

ในช่วงเทศกาลมาฆบูชาของทุกปี ทางวัดจะจัดงานเป็นระยะวาลา ๕ วัน ๕ คืน มีการบวชชีพราหมณ์ รับฟังอุบายธรรมปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ ในวันสุดท้ายคือวันมาฆบูชา ช่วงบ่ายจะมีพิธีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และเวียนเทียนรอบพระมหาเจดีย์เวลากลางคืน

พระธรรมเทศนา
ท่านพระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญโญ


อุบายในการฝึกปัญญา

อุบายในการฝึกปัญญา มีอุบายหลายอย่าง ข้อสำคัญคืออุบายฝึกความเห็นชอบเป็นหลักที่สำคัญอย่างยิ่ง จากนั้นก็มาฝึกตัวเองให้เป็นนักสังเกตในเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อสังเกตแล้ว ก็มาฝึกในการตริตรองหาเหตุผลมาเป็นองค์ประกอบว่า...สิ่งนั้นจะเป็นเหตุให้ เกิดเป็นผลอย่างไร ในเมื่อผลได้เกิดขึ้นแล้วก็ต้องย้อนคิดถอยหลังไปหาเหตุ ถ้าเป็นเหตุที่ดี ทำให้เกิดเป็นผลดี เราต้องสร้างเหตุที่ดีนั้นๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อๆ ไป

ถ้าคิดพิจารณาแล้วว่าผลที่ไม่ดีเป็นอย่างนี้ เกิดจากเหตุที่ไม่ดีเป็นอย่างนี้ เราก็อย่าไปก่อเหตุที่ไม่ดีนี้ขึ้นอีกเพราะจะเกิดเป็นผลที่ไม่ดี การตริตรอง การวิเคราะห์ การวิจัย การวิจารณ์ การพิจารณา และการใช้ความคิดเป็นลักษณะความหมายอย่างเดียวกัน นั้นหมายความว่า กระจายเรื่องออกมาให้กระจ่าง ให้เกิดความชัดเจน เพื่อจะได้รู้เห็นในความเป็นจริงในสิ่งนั้นๆ เพื่อจะได้เข้าใจในเหตุผลว่า ผลที่ถูกมาจากเหตุอะไร ผลที่ผิดมาจากเหตุอะไร เหตุอย่างไรควรทำ และเหตุอย่างไรไม่ควรทำ เหตุอย่างไรควรพูด เหตุอย่างไรไม่ควรพูด นี้เรียกว่า อุบายฝึกปัญญา

ปัญญาแปลว่าความรอบรู้ ต้องรอบรู้ในเหตุที่ผิดและรอบรู้ในเหตุที่ถูก
รอบรู้ในผลที่ผิด รอบรู้ในผลที่ถูก
รอบรู้ในสิ่งที่ควรทำ รอบรู้ในคำที่เราพูด
นี้เรียกว่าอุบายฝึกปัญญาโดยตรง

ในทางธรรมะ เรียกว่า โยนิโสมนะสิการ ฝึกคิด ฝึกพิจารณาให้เกิดความถูกต้องตามหลักความเป็นจริงอยู่เสมอๆ เมื่อใจยอมรับความจริงจึงเรียกว่า เกิดความแยบคาย ความแยบคายหมายถึงใจได้รับความกระจ่างจากการคิดพิจารณาในเหตุผลที่เป็นจริง ถ้าใจได้รับความกระจ่างชัดเจนเมื่อไร จึงเรียกว่า ปัญญาเราเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

คำว่า ปัญญาเกิด คือเกิดความเข้าใจและเกิดความรู้เห็นในหลักสัจจธรรมตามความเป็นจริงว่าของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุอะไร ก็จะต้องดับไปด้วยเหตุนั้นๆ การพูดเพียงคำว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป เพียงเท่านี้ ผู้มีปัญญา (ธรรม) ดีเท่านั้นจึงจะรู้ได้ คนส่วนใหญ่ก็ได้พูดกันไปตามตำราเท่านั้น ส่วนลึกๆ ในความหมายจริงๆ หารู้ไม่ การรู้ในตำราเพียงเท่านี้ ใจเกิดความแยบคายไม่ได้ ถึงจะพูดถูกก็ถูกไปตามตำราเท่านั้น ใจไม่ได้เกิดความแยบคายและหายสงสัยภายในใจแต่อย่างใด ในเมื่อใจยังไม่หายความสงสัย การละถอนปล่อยวางในสิ่งใดๆก็ปล่อยวางไม่ได้ ใจที่เคยยึดติดในสิ่งใด ก็จะยึดติดในสิ่งนั้นๆ ต่อไป จึงได้เกิดตายตลอดมายาวนานฯ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

แผนที่วัดป่าบ้านค้อ



คลิกดูเส้นทางแบบละเอียด จากดาวเทียม