ธรรมะตามพระราชดำริปรารภสมเด็จย่า...พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร-๒

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
หลักธรรมโดยย่อในศาสนาพุทธ

ไตร ลักษณ์

หมาย ถึงลักษณะที่ว่าทั่วไปแก่สังขาร คือ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตา

อนิจจะ ไม่เที่ยง คือไม่ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดับในที่สุด ทุกๆสิ่งจึงมี หรือเป็นอะไรขึ้นมาแล้ว ก็กลับไม่มี เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

ทุกขะ ทนอยู่คงที่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอเหมือนอย่างถูกบีบคั้นให้ทรุดโทรมเก่าแก่ไปอยู่เรื่อยๆ ทุกๆคน คนผู้เป็นเจ้าของสิ่งเช่นนี้ ก็ต้องทนทุกข์เดือดร้อน ไม่สบายไปด้วย เช่น ไม่สบายเพราะร่างกายเจ็บป่วย

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ตัวตน อนัตตานี้ ขออธิบายเป็นลำดับชั้นสามชั้น ดังต่อไปนี้

ไม่ยึดมั่นกับตนเกินไป เพราะถ้ายึดมั่นกับตนเกินไปก็ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตนถ่ายเดียว หรือทำให้หลงตน ลืมตน มีอคติ คือลำเอียงเข้ากับตน ทำให้ไม่รู้จักตนตามเป็นจริง คิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก ตนต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ด้วยความยึดมั่นตนเองเกินไป แต่ตามที่เป็นจริง หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

บังคับให้สิ่งต่างๆรวมทั้งร่างกายและจิตใจไม่ให้เปลี่ยนแปลงตามความต้องการไม่ได้ เช่น บังคับให้เป็นหนุ่มสาว สวยงามอยู่เสมอไม่ได้ บังคับให้ภาวะของจิตใจชุ่มชื่นว่องไวอยู่เสมอไม่ได้

สำหรับผู้ที่ได้ปฏิบัติไปได้จนถึงขั้นสุงสุด เห็นสิ่งต่างๆ รวมทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนทั้งสิ้นแล้ว ตัวตนจะไม่มี ตามพระพุทธภาษิตที่แปลว่า ตนย่อมไม่มีแก่ตน แต่ก็ยังมีผู้รู้ซึ่งไม่ยึดมั่นอะไรในโลก ผู้รู้นี้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็สามารถปฏิบัติสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามสมควรแก่สถานที่และสิ่งแวดล้อม โดยเที่ยงธรรมล้วนๆ (ไม่มีกิเลสเจือปน)

พรหมวิหาร ๔

คือ ธรรมสำหรับเป็นที่อาศัยอยู่ของจิตใจที่ดี มี ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้

เมตตา ความรักที่จะให้เป็นสุข ตรงกันข้ามกับความเกลียดที่จะทำให้เป็นทุกข์ เมตตาเป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยเมื่ออารี ทำให้มีความหนักแน่นในอารมณ์ ไม่ร้อนวู่วาม เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกเป็นมิตร ไม่เป็นศัตรู ไม่เบียดเบียนใคร แม้สัตว์เล็กเพียงไหน ให้เดือดร้อน ทรมานด้วยความเกลียด โกรธ หรือสนุกสนาน

กรุณา ความสงสารจะช่วยให้พ้นทุกข์ ตรงกันข้ามกับความเบียดเบียน เป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยเผื่อแผ่เจือจาน ช่วยผู้ที่ประสบทุกข์ยากต่างๆ กรุณานี้เป็นพระคุณสำคัญข้อหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นพระคุณสำคัญข้อหนึ่งของกษัตริย์ และเป็นคุณสำคัญของท่านผู้มีคุณทั้งหลาย มีมารดา บิดา เป็นต้น

มุฑิตา ความพลอยยินดีในความได้ดีของผู้อื่น ตรงกันข้ามกับความริษยาในความดีของเขา เป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยส่งเสริมความดี ความสุข ความเจริญ ของกันและกัน

อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ในเวลาที่ควรวางใจ ดังนั้น เช่น แม้ในเวลาที่ผู้อื่นถึงความวิบัติ ก็วางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจว่าศัตรูถึงความวิบัติ ไม่เสียใจว่าคนที่รักถึงความวิบัติ ด้วยพิจารณาในทางกรรมว่า ทุกๆคนมีกรรมเป็นของตน ต้องเป็นทายาทรับผลกรรมที่ตนได้ทำไว้เอง

ความ เพ่งเล็งถึงกรรมเป็นสำคัญดังนี้ จนวางใจในกรรมลงได้ ย่อมเป็นเหตุถอนความเพ่งเล็งบุคคลเป็นสำคัญ นี้แหละเรียกว่า อุเบกขา เป็นเหตุปลูกอัธยาศัยให้เพ่งเล็งถึงความผิดถูกชั่วดีเป็นข้อสำคัญ ทำให้เป็นคนมีใจยุติธรรมในเรื่องทั่วๆไปด้วย

ธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้ ควรอบรมให้มีในจิตใจด้วยวิธีคิดแผ่ใจประกอบด้วยเมตตา เป็นต้น ออกไปในบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย โดยเจาะจง และโดยไม่เจาะจง คือทั่วไป

เมื่อหัดคิดอยู่บ่อยๆ จิตใจก็จะอยู่กับธรรมเหล่านี้บ่อย เข้าแทนความเกลียด ดกรธ เป็นต้น ที่ตรงกันข้าม จึงถึงเป็นอัธยาศัยขึ้น ก็จะมีความสุขมาก

นิพพานเป็นบรมสุข

ได้มีภาษิตกล่าวไว้ แปลว่า นิพพานเป็นบรมสุขคือสุขอย่างยิ่ง นิพพาน คือความละตัณหา ในทางโลกและทางธรรมทั้งหมด ปฏิบัติโดยไม่มีตัณหาทั้งหมด คือการปฏิบัติถึงนิพพาน

ได้มีผู้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ธรรม(ตลอดถึง) นิพพาน ที่ว่า เป็นสนฺทิฏฐิโก อันบุคคลเห็นเอง นั้น อย่างไร? ได้มีพระพุทธดำรัสตอบโดยความว่าอย่างนี้ คือผู้ที่มีจิตถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำเสียแล้ว ย่อมเกิดเจตนาความคิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ผู้อื่นบ้าง ทั้งสองฝ่ายบ้าง ต้องได้รับทุกข์โทมนัสแม้ทางใจ

เมื่อ เกิดเจตนาขึ้นดังนั้น ก็ทำให้ประพฤติทุจริตทางไตรทวาร คือกาย วาจา ใจ และคนเช่นนั้นย่อมไม่รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองตามเป็นจริง แต่ว่าเมื่อละความชอบ ความชัง ความหลงเสียได้ ไม่มีเจตนาความคิดจะเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ไม่ประพฤติทุจริตทางไตรทวาร รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองตามเป็นจริง ไม่ต้องเป็นทุกข์โทมนัสแม้ด้วยใจ

ธรรม (ตลอดถึง) นิพพาน ที่ว่า เห็นเอง คือเห็นอย่างนี้ ตามที่ตรัสอธิบายนี้

เห็นธรรมก็คือ เห็นภาวะหรือสภาพแห่งจิตใจของตนเอง ทั้งในทางไม่ดี ทั้งในทางดี จิตใจเป็นอย่างไร ก็ให้รู้อย่างนั้นตามเป็นจริง ดังนี้ เรียกว่าเห็นธรรม

ถ้า มีคำถามว่า จะได้ประโยชน์อย่างไร ? ก็ตอบได้ว่า ได้ความดับทางใจ คือจิตใจที่ร้อนรุ่มด้วยโลภ โกรธ หลง นั้น เพราะมุ่งออกไปข้างนอก หากได้นำใจกลับเข้ามาดูใจเองแล้ว สิ่งที่ร้อนจะสงบเอง และให้สังเกตจับตัวความสงบนั้นให้ได้ จับไว้ให้อยู่ เห็นความสงบดังนี้ คือเห็นนิพพาน วิธีเห็นธรรม เห็นนิพพาน ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายไว้ จึงเป็นวิธีธรรมดาที่คนทั่วๆไปปฏิบัติได้ ตั้งแต่ขั้นต่ำๆ ตลอดถึงขั้นสูงสุด

อริยสัจ ไตรลักษณ์ และนิพพาน เป็นสัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และได้ทรงสั่งสอน (ดังแสดงในปฐมเทศนาและในธรรมนิยาม) เรียกได้ว่าเป็น ธรรมสัจจะ

สัจจะ ทางธรรมเป็นวิสัยที่พึงรู้ได้ด้วยปัญญาอันเป็นทางพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา

แต่ทางพระพุทธศาสนาก็ได้แสดงธรรมในอีกหลักหนึ่งควบคู่กันไป คือตาม โลกสัจจะ คือแสดงในทางมีตน มีของตน เพราะโดยสัจจะทางธรรมที่เด็ดขาดย่อมเป็นอนัตตา แต่โดยสัจจะทางโลกย่อมมีอัตตา ดังที่ตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

ในเรื่องนี้ได้ตรัสว่า เพราะประกอบเครื่องรถเข้า เสียงว่ารถย่อมมีฉันใด เพราะขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ สัตว์ย่อมมีฉันนั้น

ธรรม ในส่วนโลกสัจจะ เช่น ธรรมที่เกี่ยวแก่การปฏิบัติในสังคมมนุษย์ เช่น ทิศหก แม้ศีลกับวินัยบัญญัติทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้น แม้ปฏิบัติอยู่เพื่อความพ้นทุกข์ทางจิตใจ ตามหลักธรรมสัจจะ ส่วนทางกาย และทางสังคม ก็ต้องปฏิบัติอยู่ในธรรมตามโลกสัจจะ

ยก ตัวอย่างเช่น บัดนี้ตนอยู่ในภาวะอันใด เช่น เป็นบุตรธิดา เป็นนักเรียน เป็นต้น ก็พึงปฏิบัติธรรมอันตามควรแก่ภาวะตน และควรพยายามศึกษานำธรรมมาใช้ปฏิบัติ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นประจำวัน พยายามให้มีธรรมในภาคปฏิบัติขึ้นทุกๆวัน ในการเรียน ในการทำงาน และในการอื่นๆ เห็นว่าผู้ปฏิบัติดังนี้จะเห็นเองว่า ธรรมมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิตอย่างแท้จริง

......................................................................

อ้างอิง

พระสาสนโสภณ (สุวฑฺฒโน) พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ จำกัด กรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๓๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

รับธรรมะยามเช้าค่ะ 

 ไตรลักษณ์ ความเป็นจริงของมนุษย์

 

                              วัดพระบาทน้ำพุค่ะ

เขียนเมื่อ 

ธรรมะสวัสดีค่ะ

  • ขอขอบพระคุณสำหรับ
  • ความเป็นจริงของมนุษย์ หากปฏิบัติดีก็จะกลายเป็นความงามและความดี
เขียนเมื่อ 

ขอพี่ตุ๊กตาทำในสิ่งตั้งใจได้สำเร็จนะคะ...อรุณสวัสดิ์ยามสายค่ะ..

จะค่อยๆมาศึกษาครับ

เขียนเมื่อ 
  • ธุค่ะ..

กฏแห่งไตรลักษณ์ เป็นอะไรที่ต้อมมักจะย้ำเตือนตัวเองค่ะ ^^  บอกให้ตัวเองรู้..คิด..

ขอบคุณค่ะ..

ตามมาอ่านต่อค่ะ

เช้านี้คนไม่มีรากได้ขวนขวายในกิจที่ชอบแล้วค่ะ

สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมแล้ว....

มีความสุขมาก ๆ นะคะ

(^___^)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

แวะมาเรียนรู้ธรรมะ เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจครับ

ขอบคุณครับ

  • อ่านบันทึกของคุณแล้วแปลกใจ ที่ผู้หญิงนั้นเข้าใจในธรรมมากกว่าผู้ชาย
  • ด้วยอาชีพ ที่ ผม ทำนั้นต้อง เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง มีรุ่นพี่ และน้องทำให้มีสังคม จนเป็นคนติดเหล้า
  • ถอนตัวได้แล้วหัน มามองสภาพ รุ่น พี่ น้อง แล้วเศร้า
  • ขอให้มีความสุขกับการทำงาน
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

มาให้กำลังใจคุณณัฐรดาค่ะ

ยกให้เป็นบล็อกธรรมะออนไลน์เลยค่ะ

เข้ามาซาบซึ้ง ย้ำความเป็นจริงของชีวิต เพื่อให้ตนเองได้สังวรณ์ไว้คะ  ขอบคุณสิ่งดีๆที่มอบให้กันได้คิด  ว่านี่แหละคือความจริง บางอย่างหนีไม่พ้น จึงต้องระวังตัวและทำไจ

และใช้ธรรม ในการดำรงค์ชีวิตอย่าได้พากันประมาทต่อชีวิต เมื่อประมาทไปแล้ว สิ่งที่ตามหลังมาในทางที่ไม่ดี ก็ถือว่าเป็นกรรมตน

แต่สำหรับคนที่ทำแต่ความดีอยู่แล้ว ก็จะพบแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ถ้าหากมีสิ่งไม่ดีบ้างก็คงจะไม่ร้ายแรง เพราะความดี ได้ยั้งกรรมชั่วให้เบาบางลงได้ และคิดอย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องมีวิธีแก้กรรม

วิธีแก้กรรมที่ดีที่สุด คือ ใช้ชีวิตในปัจจุบัน ให้ดีที่สุด

ขอเป็นกำลังใจให้ ที่อุตส่าห์ไปหาเรื่องธรรมดีๆ มาเล่าสู่กันฟังคะ