โกรธง่ายหายเร็ว... โกรธคือโง่โมโหคือบ้า... ทุกท่านเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว  เรื่องเล่าของเย็นวันนี้...ภายหลังที่ฉันได้ทำหน้าที่เป็นกระโถนให้กับใครคนหนึ่ง เนื่องจากเธอโกรธมาก โกรธอย่างไม่ลืมหูลืมตา เมื่อคนข้างเคียงกลับบ้านผิดเวลาแถมยังทำข้าวของเสียหายมูลค่าหลายบาท  โดยระบายแทบจะฟังไม่ทัน  หากเปรียบความโกรธของเธอเป็นสิ่งโสโครกและฉันเป็นกระโถนจริงต้องเทแล้วเทอีก 

       เธอพูด...โดยไม่รู้จะจบลงได้อย่างไร ยิ่งพูดยิ่งเพิ่มความโกรธมากขึ้น ฉันรอให้เธอถามฉันบ้าง ก็จะให้คำตอบตามที่คิดไว้  แต่เธอก็ไม่ถามความเห็นแต่อย่างใด  แล้วฉันก็ยิ้มและหัวเราะเมื่อเธอพูดแล้วขบขัน  ทำให้เธอยิ่งโกรธและตวาดฉันแรง ๆ ว่า "ถามจริง...เพื่อนกลุ้มยังมีหน้ามาหัวเราะอีกนังคนนี้นี่ ไม่เป็นตัวเธอไม่รู้สึกหรอก"  ฉันได้บอกเธอไปว่า "กระโถนไม่ได้มีไว้ใส่สิ่งโสโครกเท่านั้นนะเธอจ๋า

        เมื่อเธอกลับฉันจึงเปิดตู้หนังสือและได้หยิบออกมาหลายเล่ม  วันดีคืนดีจะนำไปให้เธออ่าน และเลือกดูว่าเล่มไหนจะเหมาะสมกับจริตของเธอบ้าง  จึงเห็นว่า "ห้าวันที่ฉันตื่นกับติช นัท ฮันห์" น่าจะเหมาะสำหรับเธอแน่  ถ้าเธอไม่อ่านฉันจะไปอ่านให้เธอฟัง  แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเธอติดตามบล็อกของฉันเหมือนกัน  ขอสรุปย่อมาเขียนไว้ในบันทึกนี้ 

      หลวงปู่ติช นัท ฮันห์  อธิบายว่า  ความโกรธเป็นการประกอบกันอันหนึ่งของจิตหรือจิตสังขาร  ในการประกอบของจิตเราสามารถแยกออกเป็น ๓ ประเภทคือจิตที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เช่นจิตแห่งความโกรธ ความกลัว  จิตที่เป็นประโยชน์คือจิตที่มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา   จิตที่มีความเมตตา  และจิตประเภทกลาง ๆ คือจิตที่บางครั้งเป็นไปในแง่บวก บางครั้งเป็นไปในแง่ลบ

        เมื่อจิตที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เกิดขึ้น  จะต้องรู้วิธีดูแลจิตเหล่านั้นและต้องเรียนรู้วิธีโอบอุ้มความโกรธ  ความสิ้นหวังเหล่านั้นด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล  ก็จะทำให้ผ่อนคลายและเปลี่ยนแปลงสภาพได้  แม้ว่าขณะนั้นจะยังไม่เข้าถึงรากแห่งความโกรธ  รากแห่งวความสิ้นหวังและรากแห่งความทุกข์อย่างเต็มที่ก็ตาม 

        นักปฏิบัติ...เมื่อเกิดความเข้าใจก็สามารถเปลี่ยนแปลงความโกรธความสิ้นหวังนั้นได้  คือการรับรู้ การตระหนักรู้ถึงความรู้สึกโกรธ  ความรู้สึกสิ้นหวัง ความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาในใจและโอบรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น  

      สำหรับคนที่ไม่รู้จักปฏิบัติ...จะมีวิธีแก้โดยการพยายามกั้น  หลีกเลี่ยง  เก็บกด  หรือบางทีอาจจะกลัวที่จะให้ความโกรธ ความกลัว ความทุกข์ขึ้นมาอยู่บนจิตสำนึกซึ่งถือว่าเป็นวิธีแห่งการบริโภค  เมื่อเหงา เศร้า หรือโกรธขึ้นมาก็จะหันไปหาความบันเทิง  ไปเที่ยว  ไปดูหนัง ฟังเพลง  การกระทำเช่นนี้เป็นการบริโภคอย่างไร้สติ  ทำให้ความโกรธ ความกลัว ความทุกข์ที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์อยู่ใต้จิตสำนึกจะยิ่งใหญ่โตขึ้นและพร้อมจะแสดงออกมาในวันข้างหน้าเมื่อมีโอกาส 

      นักปฏิบัติจะไม่มีความกลัว  เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธเป็นจิตปรุงแต่งขึ้นมาอยู่เหนือจิตสำนึก  เพราะรู้วิธีที่จะเผชิญกับความโกรธ  โดยหลวงปู่บอกเคล็ดลับว่า 

หายใจเข้า...ฉันรู้ว่าความโกรธกำลังเกิดขึ้นมา 

หายใจออก...ฉันดูแลความโกรธของฉัน 

หายใจเข้า...ฉันรู้ว่าความโกรธนั้นยังอยู่ในตัวฉัน 

หายใจออก...ฉันโอบรัดความโกรธด้วยความอ่อนโยน  นุ่มนวล... 

       หลวงปู่ได้บอกอีกว่า  ขอให้ความโกรธ ความกลัวเหล่านั้นได้อยู่ในห้วงแห่งสติที่เราสามารถโอบอุ้มด้วยพลังแห่งสติ  อาจใช้เวลาโอบรัดความโกรธ ความเศร้าเหล่านั้นนานเท่านานที่ความรู้สึกต้องการ  และหลังจากนั้นความรู้สึกนั้นก็จะกลับไปสู่ที่มาของมัน  ถ้าสามารถฝึกปฏิบัติได้สำเร็จ  ก็จะไม่มีความกลัวเกิดขึ้นอีก  เพราะรู้มันจะต้องเกิดขึ้นอีก  ก็จะทำให้ดูแลมันด้วยความเมตตา  สิ่งเหล่านั้นก็จะไปนอนอยู่ในจิตใต้สำนึก 

       หลวงพ่อได้บอกว่า "การกระทำเช่นนี้ต้องฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำ  ไม่ใช่นึกอยากจะโอบอุ้มก็ลุกขึ้นมาทำได้เลย  เพราะชีวิตที่ผ่านมาของหลวงพ่อมีหลายครั้งที่หลวงพ่อสอบตกกับการจัดการความรู้สึกด้านลบเหล่านั้น" 

ที่มา : ห้าวันที่ฉันตื่นกับติช นัท ฮันห์ ; สหรัฐ เจตมโนรมย์