คราวนี้ ความเชื่อของผู้คนในสังคมจะมีบทบาทสำคัญ คนทั่วไปเชื่อว่าผู้ป่วยจิตเวชเป็นผู้ที่น่ารังเกียจ เป็นบุคคลอันตราย ไม่สามารถอยู่รวมกับผู้คนปกติได้ ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผู้ที่มีศักยภาพจะมาเป็นอาสาสมัครตรงนี้ได้ เราก็ไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่โรงพยาบาลในอุดมคติได้

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ( Healing Environment ) หลายๆคนที่ได้ฟังหรือได้ยินคงจะนึกว่า เป็นเรื่องใหม่ๆที่จะต้องเอามาทำกันอีกแล้ว แต่ที่จริงความหมาย หรือแนวคิดนี้ ทางสถาบันรับรองคุคุณภาพสถานพยาบาลได้นำมาเผยแพร่ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ตั้งแต่ ๒ปีที่ผ่านมา

ครั้นเมื่อทางสถาบันฯ ได้ริเริ่มทำโครงการนำร่อง เพื่อสร้างมิติจิตใจ และ ความยืดหยุ่นในระบบบริการสุขภาพ ภายใต้ โครงการสร้างเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน หรือมีชื่อย่อสั้นๆว่า SHA นั้น ก็ได้นำแนวคิดนี้มาขยายผลอย่างจริงจัง  อีกครั้งหนึ่ง

อันที่จริง Healing Environment นี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานโรงพยาบาลคุณภาพนั่นเอง ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นควรต้องมีความปลอดภัยสำหรับผู้ให้บริการและผุ้รับบริการเป็นสำคัญในอันดับแรก

และเนื่องจากโรงพยาบาลคุณภาพนั้นควรต้องเป็นองค์กรสำหรับการเรียนรู้ด้วยสิ่งแวดล้อมจึงควรพัฒนาเพื่อการเรียนรู้อีกด้านหนึ่งด้วย เช่น การออกกำลังกาย  ความสะอาด การทิ้งขยะที่ถุกต้อง หรือการ เป็นตัวอย่างที่ดีของบุคลากรในด้านสุขภาพ การใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เศรษกิจพอเพียงเป็นต้น

ทีนี้ในมิติจิตใจนั้น หากโรงพยาบาลสามารถพัฒนาหรือต่อยอดให้ สิ่งแวดล้อม ทั้งทางด้านกายภาพ การสัมผัส แสง สี เสียง หรือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ในโรงพยาบาลนั้น มีความนุ่มนวล เข้าถึงจิตใจ ความเป็นอยู่ของประชาชน เข้าใจถึงความหวาดกลัว ความแปลกแยกจากสิ่งที่คุ้นเคย หรือวิถีชีวิตดั้งเดิมที่คุ้นชินได้ ก้จะสามารถเยียวยา จิตใจและความทุกข์ของคนไข้ได้ไม่น้อยทีเดียว

หลายต่อหลายครั้งที่แม่ต้อย เคยได้พุดคุยกับชาวบ้าน หรือประชาชนทั่วๆไป เขามักจะบอกว่า

“ ไปโรงพยาบาล.. หากเจอคุณหมอ หรือคุณพยาบาลที่ใจดี ยิ้มแย้ม.. ใจมาเป็นกอง.. หายไปครึ่งหนึ่งแล้วค้า...”

ในโครงการSHA จึงสนับสนุนให้โรงพยาบาลลองใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนา เพื่อให้เข้าถึงมิติจิตใจ ทั้งผู้ให้บริการและผู้มารับบริการ เรียกได้ว่ามีความสุขทั้งสองฝ่ายคะ

วันนี้แม่ต้อยได้รับ บทความจากคุณหมออนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ท่านผอ. คนขยันของแม่ต้อยคนนี้แหละคะ

คุณหมอได้เขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียนรู้ไว้น่าสนใจมาก

จึงขอนำเอามาขยายต่อดังนี้นะคะ

 

..............................................................................สิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในโรงพยาบาลจิตเวช

นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)

 

ผมได้มีโอกาสไปรับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช

อย่าเข้าใจผิด ว่าผมมีอาการป่วยทางด้านจิตประสาท  เพียงแต่ว่าได้มีโอกาสไปร่วมประชุมในจังหวัดนั้น แล้วโรงพยาบาลเชิญไปเยี่ยมชม  จึงได้มีโอกาสใช้บริการนวดแผนไทย และจ่ายค่าบริการด้วยการพูดคุยเรื่องงานคุณภาพของโรงพยาบาล รวมทั้งการจุดประกายเรื่องงานสร้างเสริมสุขภาพ

ผู้ประสานงานเริ่มต้นด้วยความตระตือรือร้นในการที่จะทำให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ ผมสรุปหัวใจของการทำงานสร้างเสริมสุขภาพว่า อย่าเริ่มต้นด้วยกิจกรรมจำนวนมากที่โรงพยาบาลต่างๆ ทำกัน  แต่พยายามสอดแทรกเข้าไปในงานประจำว่าผู้ป่วยแต่ละราย ขั้นตอนการดูแลแต่ละขั้น เราสามารถนำแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้อย่างไร ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีความสามารถในการดูแลสุขภาพของตนมากขึ้นได้อย่างไร

เราได้คุยกันไปถึงเรื่องของการสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ผู้ประสานงานขยับจะคุยเรื่องบอร์ดให้ความรู้  ผมตั้งคำถามว่าได้เคยทบทวนหรือไม่ว่าบอร์ดทั้งหลายที่เราติดไว้นั้นได้ผลตามที่เรามุ่งหวังเพียงใด และยิ่งเป็นบอร์ดสำหรับผู้ป่วยจิตเวช จะเป็นอย่างไร

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้สำหรับผู้ป่วยจิตเวช น่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีความพร้อมที่จะกลับไปอยู่ในสังคมได้เช่นเดียวกับผู้คนอื่นๆ  ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวของผู้ป่วยเอง 

ดูเหมือนว่าการสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้สำหรับผู้ป่วยจิตเวช จะไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะในรั้วโรงพยาบาล แต่จะต้องคิดถึงการเชื่อมต่ออย่างไร้รอยตะเข็บกับครอบครัว

การที่ครอบครัวจะมีส่วนร่วมดังกล่าวได้ จะต้องเกิดจากความเชื่อที่เกื้อหนุน  เนื่องจากความเชื่อที่ฝังลึกเป็นจุดตั้งต้นของเจตคติและพฤติกรรมที่แสดงออก ตามทฤษฎีของ cognitive behavioral therapy

ผมเองก็เพิ่งตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างความเชื่อ กับการเรียนรู้

เรามักจะมองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นปัญหาอุปสรรค ก็เพราะความเชื่อของเราเอง ประกอบกับความเชื่อของสังคม

ความเชื่อของเราอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเรา เป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และไม่กล้าอะไรอีกหลายๆ อย่าง

มาดูต่อในเรื่องของการสร้างสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ป่วยจิตเวช

การอยู่ในโรงพยาบาลย่อมไม่เหมือนกับการอยู่ที่บ้าน กิจกรรมต่างๆ เป็นกิจกรรมที่ผู้ป่วยอยู่ในลักษณะ passive ต้องทำตามโปรแกรมที่โรงพยาบาลกำหนดให้ ซึ่งไม่มีความเป็นธรรมชาติที่ชีวิตของคนคนหนึ่งจะดำรงอยู่เช่นนั้น และอาจจะทำให้กลายเป็นชีวิตที่ปราศจากความหมาย ปราศจากคุณค่ามากยิ่งขึ้น

เราสามารถทำให้การอยู่โรงพยาบาลใกล้เคียงกับการอยู่บ้านได้หรือไม่

โรงพยาบาลเคยจัดกิจกรรมการเกษตรให้กับผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสปลูกต้นไม้ ทำสวน ในบริเวณหอผู้ป่วย  แต่เมื่อฝ่ายบริหารนำข้อมูลค่าน้ำที่เพิ่มขึ้นเดือนละหลายหมื่นบาทมาให้ดู กิจกรรมนั้นก็ซาลงไป

ถ้ามองว่าค่าน้ำเป็นค่าน้ำ เราจะรู้สึกว่าแพง

แต่ถ้ามองว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นค่ายา เราอาจจะพบว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก

โรงพยาบาลสามารถจัดกิจกรรมให้ใกล้เคียงกับชีวิตปกติของผู้คนทั่วไปได้หรือไม่ เช่น การเล่นกีฬาที่หลากหลายในช่วงเย็น

พบว่าอุปสรรคสำคัญมาอยู่ที่กำลังคน  หากจะจัดกิจกรรมกลางแจ้งมากขี้น ต้องใช้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลมากขึ้นมาดูแลผู้ป่วยเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยหลบหนี

จึงเกิดความคิดต่อไปว่า เราสามารถหาอาสาสมัครมาร่วมกิจกรรมเหล่านี้ได้หรือไม่ มิใช่อาสาสมัครที่จะมาคอยพาคนไข้เดินไปตามจุดต่างๆ  แต่เป็นอาสาสมัครที่มาร่วมกิจกรรมกับผู้ป่วยจิตเวช มาเตะฟุตบอล เตะตะกรอ หรือเล่นดนตรีร่วมกัน  รวมทั้งมาคอยดูแลมิให้มีการหลบหนี

คราวนี้ ความเชื่อของผู้คนในสังคมจะมีบทบาทสำคัญ  คนทั่วไปเชื่อว่าผู้ป่วยจิตเวชเป็นผู้ที่น่ารังเกียจ เป็นบุคคลอันตราย ไม่สามารถอยู่รวมกับผู้คนปกติได้  ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผู้ที่มีศักยภาพจะมาเป็นอาสาสมัครตรงนี้ได้ เราก็ไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่โรงพยาบาลในอุดมคติได้

นี่คือความท้าทายอย่างยิ่ง ท้าทายที่จะเปลี่ยนความเชื่อของเราเอง เปลี่ยนความเชื่อของสังคม และร่วมกันบำบัดเยียวยาสมาชิกในสังคมได้ดีกว่าที่เป็นอยู่  และที่เสนอมาเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อจุดประกายความคิด ในเรื่องจริงมีโอกาสอีกมากมายที่อาจจะแตกต่างไปจากที่นำเสนอ

ก็เป็นแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาที่นำมาฝากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้คะ

สวัสดีคะ