ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอก 13 คน
ผมภูมิใจที่เห็นความสนใจเรียนแบบมี Passion ขอย้ำว่า…
1. ทุกคนต้องทำ Paper คนละ 1 เรื่อง เลือกคนละ 1 ทุนโดยเขียนไม่เกิน 15 หน้า
· มีทฤษฎีอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง
· มีประโยชน์อย่างไร คนไทยควรมีไหม
· รายละเอียดคืออะไร
· บุคคล องค์กร หรือประเทศที่โดดเด่นในทุนหรือ K ต่าง ๆ มีหรือไม่ (ยกตัวอย่าง)
· ถ้าไม่มีแล้วจะสร้างได้อย่างไร
2. หลังจากเชียงใหม่..เราจะไปที่หัวหิน บ้านลาด ท่ายาง
· เช้าวันเสาร์ไปที่ Stamford เข้าพบอธิการ ผู้บริหาร และนักศึกษา
· บ่ายวันเสาร์ไปดูงาน
· ค่ำหาเวลาที่เหมาะสมทานอาหารร่วมกันกับนักเรียน Stamford + ชาวบ้าน
3. ส่วนข้อสอบให้เวลาที่จะพบกันที่ Safe house ก่อนวันที่ 5
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึง เพื่อน Ph.D. SSRUและชาว Blogทุกคนครับ
รายการคิดเป็นก้าวเป็น...ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
บทบาทของผู้นำองค์กรในสภาวะวิกฤษยุคการเปลี่ยนแปลง
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2552 ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ผู้ซึ่งพวกเรานับถือท่านว่าเป็นกูรู ทางด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในและต่างประเทศ และเป็นผู้คิดทฤษฎี 2R, 4L, 8K, 5Kได้เข้ามาเสวนาและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้หญิงเก่งของประเทศคนหนึ่ง คือ ท่าน ดร.สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด และ TS.Group เกี่ยวกับประเด็นบทบาทของผู้นำองค์กรในสภาวะวิกฤษยุคการเปลี่ยนแปลง เพื่อเชื่อมโยงทฤษฎี 2R, 4L, 8K ในเรื่อง Learning Organizationและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อบันทึกเทปโทรทัศน์ในรายการคิดเป็นก้าวเป็น ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่มีการออกอากาศในวันเสาร์ ช่วงเวลา 23.00-23.30 น. และ Rerunในวันอังคาร, พุธ ช่อง TNN2 (True Vision08) และออกอากาศทางเคเบิ้ลท้องถิ่นวันศุกร์, เวลา 22.10-23.00 น. ช่อง TTV2และ Rerunในวันเสาร์, วันอาทิตย์
บทบาทผู้นำองค์กรยุคการเปลี่ยนแปลง ในรายการคิดเป็นก้าวเป็น จะออกอากาศเป็น 2 ตอน กำหนดการออกอากาศไว้ เสาร์ที่ 12,19 กันยายน 2552 หรือเสาร์ที่ 19,26 กันยายน 2552 เวลา 23.00-23.30 ช่อง TNN2ก่อนออกอากาศ 1 สัปดาห์จะ Confirmชาว Blogอีกครั้ง
มีภาพก่อนการบันทึกเทปโทรทัศน์ และช่วงขณะบันทึกเทปให้ชมเป็นตัวอย่าง
ฉัตรแก้ว ฮาตระวัง
Ph.D.รุ่น 3 SSRU
เรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมจะเตรียมตัวเขียนเรื่อง Digital Capital ทุนทางด้าน IT เพราะตรงกับการทำงานของผม และผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถเขียนเพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆและผู้ประกอบการ SMEs
“นอกเหนือจากการแข่งขันที่สูง ผู้ประกอบการธุรกิจในทุกๆภาคส่วน ยังต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน และ IT คือคำตอบที่ดีที่สุดเหมาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันและนี่คือการเพิ่มความรู้หรือเราเรียกว่า การเพิ่มทุนด้าน“Digital Capital (ทุนทาง IT)” นั่นเอง
สำหรับทุนทางด้าน IT นี้ในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งคนที่ทำงานเป็นลูกจ้าง และคนที่ทำธุรกิจ เพราะ IT มีบทบาทสำคัญมาก ๆ ในทุก ๆ ด้าน โดยผู้เขียนได้ทำการบรรยายหัวข้อ “ติดปีกธุรกิจด้วย IT” ในงานสัมมนาหลาย ๆ ที่ จึงได้นำตัวอย่างเนื้อหาและตัวอย่าง Power Point (http://gotoknow.org/file/tanapolk/IT.pdf) ที่ได้ใช้นำเสนอมาลงให้ดูเป็นข้อมูลครับ
ผมจะวางแผนเขียนเรื่องนี้ใหครอบคลุมจุดที่สำคัญและตามที่อาจารย์แนะนำครับ
ด้วยความเคารพ
ธนพล ก่อฐานะ
081-840-6444
เรียน ท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
หนังสือ 6เล่ม ที่ผมชื่นชอบและคิดว่ามีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากเหมือนกัน และเป็นหนังสือ Best Seller Bookด้วยเช่นกัน
· The World is Flat:
หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ การเมือง ได้เปลี่ยนโลกให้เล็กลง จากการพังลงของกำแพงเบอลิน และ การขยายตัวของอินเตอนเนต รวมถึงการย้ายการบริการทาง IT ไปที่จีนและอินเดีย โดยประบวนการทั้งหมดก่อให้เกิดโลกาภิวัฒน์โดยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของสังคม และ ความเชื่อขององค์กร ดังนั้นทุกองค์กรต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อให้ไปสู่จุดสูงสุดได้ตลอด
· The Toyota Ways:
หนังสือเล่มนี้เป็นผลจากการศึกษาเกี่ยวกับ Toyota มาเป็นเวลา 20 ปี โดยการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้องในหลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีในประเทศญี่ปุ่น ที่มหาวิทยาลัย Michigan โดยที่ดูว่าความสามารถในการแข่งขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนของธุรกิจอุตสาหกรรมไทยพัฒนาปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการแข่งขัน และเป็นที่ยอมรับกันในทุกวงการว่า ระบบบริหารการผลิต การบริหารองค์กรและธุรกิจแบบโตโยต้า เป็นแบบอย่างที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกนำไป ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการศีกษา การวิจัยอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการ หนังสือ วิธีแห่งโตโยต้า ได้อธิบายอย่างลึกซึ้งในวิสัยทัศน์ ปรัชญา แนวทางและวิธีการดำเนินงาน พร้อมกับกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งส่งผลให้โตโยต้า ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำของโลก
· Good to Great: Why Some Companies Make the Leap... and Others Don't :
เป็นการศึกษา 5 ปีถึงบริษัทต่าง ๆ ว่าทำไมบางบริษัทที่พบว่ายากที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น จากความสำเร็จที่ทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ทำไมบางบริษัทถึงก้าวข้ามอุปสรรคที่มองว่าตัวเองดีอยู่แล้วไปสู่บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยอดเยี่ยม โดยยกตัวอย่างถึงเรื่องของ การใช้จ่ายในส่วนของผู้บริหารกับความสามารถบริษัท และ รวมไม่ถึงการจัดการความเปลี่ยนแปลง และ การกระตุ้นคนในองค์กร โดยที่คนในองค์กรต้องมีสำนึกของมืออาชีพและ ผู้บริหารต้องวางคนให้ถูกกับงานที่ทำ
· Built to Last: Successful Habits of Visionary Companies:
เป็นหนังสือเล่นต่อจาก Good to great โดยที่ผู้เขียนพบว่ามีบางประเด็นที่ขาดหายไปจากเล่มแรก ในการที่จะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน โดยที่ในหนังสือจะพูดถึง ความคิดหลัก ๆ ในการเริ่มธุรกิจ, องค์กรที่มีวิสัยทัศน์ต้องมีผู้นำที่สง่างาม, การทำกำไรให้สูงสุดคือเป้าหมายขององค์กรที่มีวิสัยทัศน์ โดยที่จะต้องหาทางเอาชนะคู่แข่ง และท้ายสุดพบว่าหากองค์กรพบปัญหาว่าไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสถานภาพปัจจุบัน หรือเติบโตได้ช้า ให้ทำการจ้าง CEO จากภายนอกมาจุดประกายองค์กรใหม่ โดยยังเสริมประเด็นอื่น ๆ เช้นเรื่องของเป้าหมายบริษัทที่ชัดเจน การมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทดลองสิ่งใหม่และหานวตกรรมตลอดเวลา
· The 7 Habits of Highly Effective People:
เป็นหนังสือที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีประสิทธิภาพ ควรมีอุปนิสัยอย่างไร โดยผู้เขียนได้อ้างอิงถึง อุปนิสัย 7 อย่าง โดยก่อนที่จะเข้าใจ 7 อุปนิสัยนั้น จำเป็นต้อง เปลี่ยนวิธีคิดของโลกใหม่ก่อนว่าโลกดำเนินไปอย่างไร จากนั้นจะเป็นเรื่องของ 7 อุปนิสัยคือ Be Proactive, Begin with the end in mind,Put first things first, Think win-win, Seek first to understand- then be understood, Synergize, & Sharpen the saw
· Getting to Yes, 2nd Edition: Negotiating Agreement without Giving In:
เป็นหนังสือที่สะท้อนถึงเรื่องของการเจรจาต่อรอง โดยเน้นกลยุทธ์ที่จะสามารถได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายต้องการให้การเจรจาจบลงเร็ว โดยที่ท้ายที่สุดแล้วจะยินดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยไม่ได้ใช้กลยุทธ์ในการเล่นเกมกัน
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ฉัตรแก้ว ฮาตระวัง
Ph.D.รุ่น 3 SSRU Mobile: 081-661-1701
เรียน ท่านอาจารย์ที่เคารพค่ะ และสวัสดีพี่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกท่าน
หนังสือน่าที่อ่าน
1. The Effective Executive by Peater F. Drucker
ผู้บริหารที่ทรงประสิทธิผล ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำที่เป็นทางการเท่านั้น ตัวอย่างผู้นำทรงประสิทธิผลแต่ละคนมีบุคลิก ลักษณะ ทัศนคติ ค่านิยม จุดแข็ง มีความหลากหลาย สิ่งที่ทำให้เรียกว่า ทรงประสิทธิผลคือ ต้องรู้ ทั้ง 8 ประการ
1.1 เขาถามว่า ต้องการบรรลุอะไร คือ ต้องรู้ว่าอะไรที่สำคัญและอะไรที่ไม่สำคัญ และเลือกทำในสิ่งที่สำคัญก่อน
1.2 เขาถามว่า อะไรเหมาะกับองค์การ คือ ต้องรู้สถานการณ์ของตัวเอง วิเคราะห์ตัวเองให้ถูก
1.3 เขาสามารถพัฒนาแผนปฏิบัติการ คือ ต้องวางแผน และลงมือทำจริง ๆ
1.4 เขารับผิดชอบในการตัดสินใจ คือ ควรที่จะทบทวนการตัดสินใจเป็นระยะ ๆ และตัดสินใจเป็นระบบ
1.5 เขารับผิดชอบในการติดต่อสื่อสาร คือ ต้องสามารถประสานงานกับผู้อื่นได้ ให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน
1.6 เขามุ่งเน้นเป้าหมายไปที่โอกาส ไม่ใช่ปัญหา คือ ต้องรู้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร ดังนั้นจึงต้อง รู้เวลาและโอกาส
1.7 เขาดำเนินการประชุมที่สร้างผลิตผล คือ ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
1.8 เขาคิดและพูดว่า เรา แทนที่จะพูดว่า ฉัน เนื่องจากเป็นการสร้างความรู้สึกร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
การกระทำ 2 ประการแรก ทำให้เขามีความรู้ที่เขาต้องการ ส่วนอีก 4 ประการ จะนำไปสู่การปฏิบัติ และ 2 ประการ จะนำไปสู่ความรับผิดชอบและการพึ่งพาได้
2. The Return of Depression Economic and Crisis of 2008 By Paul krugman
โดยสรุป จากเศรษฐกิจโลกที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี ค.ศ 1997 เรียกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี ค.ศ 2008-2009 นั้น เกิดจากความโลภ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่เอาแต่ตักตวงประโยชน์แก่ตัวเอง และขององค์กร โดยไม่ได้นึกถึง ประโยชน์โดยรวมของประเทศ หรือระดับโลก จึงทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งหากมองเทียบกับทฤษฎี 8K's ของ ศ.ดร.จีระ แล้วพบว่า มนุษย์ขาดทุนทางจริยธรรม คือ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นเกิดการไม่รู้จักพอ จึงทำให้เกิดเศรษฐกิจวิบัติ ขึ้น
3. Rethinking the Future By Rovan Gibson
ได้ให้ผู้อ่านคิดใหม่ 6 ประการ คือ
1. คิดใหม่ต่อหลักการ
2. คิดใหม่ต่อการแข่งขัน
3. คิดใหม่ต่อการควบคุมและความซับซ้อน
4. คิดใหม่ต่อความเป็นผู้นำ
5. คิดใหม่ต่อตลาด
6. คิดใหม่ต่อโลก
ซึ่งกระบวนการคิดใหม่ เหล่านี้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่ การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่หลีกหนีการแข่งขัน จาก Red Ocean เป็น Blue Ocean
ขอบพระคุณค่ะ
ลัดดา ปินตา 084-8073320
เรียน ท่านอาจารย์ที่เคารพ ค่ะ
สิ่งที่ได้จากการ ไปศึกษานอกสถานที่ คือ การเปิด
1. เปิดหู คือการได้ฟัง ได้ยินในสิ่งที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน แต่มันคือความรู้อีกแขนงหนึ่ง (ต้องฟังคนอื่น)
2. เปิดตา ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ (ต้องดู)
3. เปิดสมอง ไม่ยึดติดกับวิธีการเรีนรู้เดิม ๆ (ต้องรู้จักเรียนรู้)
4. เปิดใจ ต้องยอมรับคนอื่น ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม(ต้องยอมรับ)
5. เปิดตัว ให้สังคมข้างนอกได้รู้จัก ว่าเราคือใคร มาจากไหน และมีวิธีการเรียนรู้ และบรรยากาศ ในการเรียนรู้ในสถานที่ต่าง ๆ (ต้องรู้จักภูมิใจ)
ขอบพระคุณค่ะ
ลัดดา ปินตา
กราบเรียน ศ.ดร. จีระที่เคารพ
จากการไปห้าง ดิอิมโพเรียม พวกเราได้อะไรกันบ้าง
1. ดีใจแทนทีมงานอย่าง คุณอิ๋ว การที่น้องคอยดูแลเรา ขณะที่เราก็ไม่ได้ละเลย แต่ Take care เขาเหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราดูเขาจะประทับใจ อจ.จีระและพวกเราด้วย
2. การไปครั้งนี้พอเห็นทุ่งดอกกระเจียวจำลอง ที่ทางห้างจัดทำให้ดูสดชื่นและมีความสุขเหมือนนักเรียนที่ได้ออกไปแหล่งเรียนรู้ นอกสถานศึกษาดูทุกคนมีความสุขมาก แม้จะเหนื่อยกายบ้าง
3. ดังนั้นการจะรับประสบการณ์อะไร สมองเราก็เปิดรับมากกว่าปกติ ดิฉันถือว่า การออกไปนอกสถานครั้งนี้ อจ. จีระท่านได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้(เกินร้อยค่ะ)
สรุปภาพรวม อจ.ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว ๆ ที่1. คือ การได้ไปเปิดโลกทัศน์ ที่ ร้านหนังสือคิโนฯ สำหรับตัวที่ 2 ได้ร่วมถวายพระพรและแสดงความจงรักภักดี ต่อ พระแม่ของชาติในทุ่งดอกกระเจียวจำลอง สำหรับตัวที่ 3 ได้พบท่านประธาน กองทุนฯ เพื่อศิลปินคุณลลิสา จงบารมี และท่านอื่นๆ ส่วนควันหลง คือ การบ้านจดไม่ทันค่ะ
ตอบการบ้านข้อแรกที่ทำได้ก่อน (ไม่ใช่จำได้ก่อน) คือ ให้บอกผู้ที่เราชื่นชอบในความเป็น Leadership ในวงการธุรกิจ 3 ท่าน นอกวงการ 3 ท่าน
1. คุณบุญชัย โชควัฒนา กรรมการอำนวยการ บ.สหพัฒนพิบูล จำกัด กล่าวว่า “ การสร้างธุรกิจให้มั่นคงนั้นต้องไม่ละเลย เรื่อง คน เพราะพนักงานเป็นทรัพยากรที่มีค่า คนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาทุกระดับเกิดความยั่งยืน และ ดร.เทียมผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ท่านก็ยึดหลักความพอเหมาะพอดี รอบคอบ มีคุณธรรมและทำมาค้าขายต้องเดินสายกลาง”
2. ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ประธานกิตติมาศักดิ์ เครือดุสิตธานี “ โดยบริษัทได้ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจตามยุคสมัย แผนกฝึกอบรมได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจและใช้ในชีวิตประจำวัน เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่”
3. คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด “ ขณะนี้ เข้าสู่ยุคกาภิวัตน์ บริษัทเรามุ่งสร้าง วัฒนธรรมภายในองค์กรนอกจากการเป็น คนดี คนเก่งแล้ว ก็สร้างจิตสำนึก เรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และความปลอดภัยในการทำงาน ถ้ามีส่วนเกินไม่ว่าเวลา สติปัญญา หรือทรัพย์สินก็ต้อง เอากลับคืนให้สังคมเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยให้สังคมเป็นสังคมที่ดีและเติบโตไปพร้อมๆ กับเรา”
นอกวงการ ! 1. เลขาธิการสหประชาชาติ คุณโคฟี อันนัน กล่าวสดุดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ฯ การพัฒนาคนโยแก่นแท้แล้วเป็นแนวทางเรียบง่าย การพัฒนา(ทรัพยากร)มนุษย์ เป็นเรื่องการเสริมสร้างขีดความสามารถแก่ประชาชน มิใช่เพื่อคนเพียงไม่กี่คน แต่เพื่อคนทั้งปวงโดยถ้วนทั่ว การเสริมสร้างโดยผ่านทางการศึกษา การขยายโอกาสและทางเลือก สุขภาพและโภชนาการ การพัฒนาคนเป็นเรื่องของการสร้างเสริมขีดความสามารถในการขยายโอกาสแก่ปัจเจกชนที่จะเลือกให้มีชีวิตยืนยาว ด้วยการมีความสุข มีพลานามัยที่แข็งแรง เป็นบุคคลที่มีความรู้ และมีความคิดสร้างสรรค์ ฯ......”
2. ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา “ การเกิดวิกฤตในประเทศไทย เป็นเพราะ การเจริญเติบโตของไทยอยู่บนรากฐานที่ยังไม่มีความพร้อม กล่าวคือ ประเทศไทยได้ย่างก้าวเข้าสู่การพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงรากฐานภาคการเกษตร แต่กลับมุ่งไปสู่การเป็นประเทศ อุตสาหกรรมที่การดำเนินกิจกรรม ทั้งเรื่องเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือคนที่ชำนาญการยังคงต้องพึ่งพาประเทศอื่น”
3. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี พ.ต.ต.ธงชัย เย็นประเสริฐ ผู้เขียน ชื่นชมท่านที่เป็นคนกล้าคิดกล้าทำ งบประมาณของอบจ. หลายร้อยล้านมาลงให้การศึกษาในจ.นนทบุรี เช่น
3.1 การให้ครูอัตราจ้างช่วยเสริมครูที่ขาดแคลน เนื่องจากมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นจากผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัย บ้านจัดสรรในจังหวัดนี้มากขึ้นทุกปี ทุกระดับ(ตั้งผู้มีอันจะกิน จนถึงผู้ใช้แรงงาน รับจ้าง) รวมทั้งให้ครูชาวต่างชาติที่สอนภาษาอังกฤษ
3.2 การให้อาคารสิ่งก่อสร้าง ที่ไม่ให้เน้นสะพาน ถนนหนทาง แต่เป็นอาคารเรียนแม้ทาง มหาดได้บัญญัติว่าด้านอื่นจัดสรรให้ได้ยกเว้นอาคารเรียน ตอนนี้การสร้างอาคารเรียนเพิ่มจึงหยุดชะงัก เพราะอยู่ในช่วงฟ้องศาลปกครอง
3.3 การจัดสรรอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 1 ห้อง มี 40 เครื่อง นักเรียนได้เรียน 1คน:1เครื่องในจ.นนทบุรี และอื่นๆ ดนตรีไทย ดนตรีสากล หรือวงโยฯ แล้วแต่โรงเรียนขอไป ได้ครบตามความต้องการของทุกโรงเรียน
3.4 สุดท้ายท่านบอกไว้ว่า ท่านมีนโยบายพัฒนาการศึกษาก่อนพัฒนาวัตถุ (การศึกษาที่ดี เราจะมีเยาวชนที่มีทั้ง 8 K 5Kและ 2 I 4 E ) ตอนนี้ เฉพาะการศึกษา และการประเมินตาม KPI จาก กพร.กรม จ.นนทบุรี เป็นที่ 1 ใน 3 คะแนนสูงสูดของทั่วทุกเขตการศึกษา(ทั้ง 185 เขตทั่วประเทศ)
ด้วยความเคารพจาก
ผอ.สมศรี เต็มอนุภาพกุล (081-755 6338)
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
บุคคลนอกธุรกิจ ที่ถือเป็นตัวอย่างในการสร้างประโยชน์
ท่านที่ 1 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มกราคม ๒๔๘๑ ณ ตลาดศรีประจันต์
อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๒ ปี ที่วัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ และอุปสมบทในพระบรมราชานุเคราะห์(นาคหลวง) ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๔ ก.ค. ๒๕๐๔ สำเร็จการศึกษาชั้น น.ธ.เอก ป.ธ.๙ (ขณะเป็นสามเณร) และพุทธศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ ๑)
ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ผลงานอันเลื่องชื่อที่ท่านมอบไว้เป็นมรดกแก่ชาวโลกคือ หนังสือ "พุทธธรรม" และงานนิพนธ์อันทรงคุณค่าอีกไม่ต่ำกว่า ๓๕๐ เล่ม พ.ศ. ๒๕๓๗ องค์การยูเนสโกได้น้อมถวายรางวัล การศึกษาเพื่อสันติภาพ แก่พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนแรกและคนเอเชียคนที่ ๑๔ ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติยิ่งนี้
ท่านที่ 2 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทุ่มเทเวลา ความรู้ ความสามารถเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเว็บไซต์Chira Academy.com เป็นเสมือนอาณาจักรของความรู้และขุมทรัพย์ทางปัญญา พบกับกิจกรรม และบทความที่สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ท่านได้ทำงานอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี และเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนในวงกว้างจึงได้ถ่ายทอดคุณค่าทางความคิดและประสบการณ์ผ่าน www.ChiraAcademy.com เพื่อศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิวัตน์..
ท่านที่ 3 ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านไม่ได้เป็นแค่วิศวกรธรรมดาๆ แต่ท่านได้เผยแพร่ทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นไปอย่างแตกฉานอย่างผู้รู้ลึก บางคนอาจวัดความสำเร็จของหน้าที่การงานด้วยชื่อเสียง เงินทอง และลาภยศ แต่สำหรับบุคคลท่านนี้ การใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนสิ่งที่ได้มาคือของแถม "ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกจากการเป็นผู้คิดค้นระบบควบคุมการลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศไวกิ้ง 2 ลำ เมื่อปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นวิศวกรนักเทคโนโลยี เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้บริหารระดับสูงหลายบริษัท เป็นนักการเมืองน้ำดี และเป็นนักการศึกษาที่ได้รับการเชิญไปบรรยายมาแล้วทั่วโลก
ด้วยความเคารพ
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
การไป Emporium สิ่งที่ได้มีดังนี้
INVESTING IN A SUSTAINABLE WORLD ของ MATTHEW J. KIERNAN , Ph.D
ซึ่งมีเรื่องน่าสนใจคือ
CHAOTICS THE BUSINESS OF MANAGING AND MARKETING IN THE AGE OF TURBULENCE ของ PHILIP KOTLER และ JOHN A CASLIONE
ซึ่งมีเรื่องที่น่าสนใจคือ
ด้วยความเคารพ
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
หนังสือน่าอ่าน 5 เล่ม ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นผู้นำ หรือผู้ที่กำลังจะเป็นผู้นำ มีดังนี้
ด้วยความเคารพ
นางจิราพร สวัสดิรักษ์ 087-066-2359
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
หนังสือ 6 เล่ม ที่ชื่นชอบและคิดว่ามีอิทธิพลต่อคนจำนวนมาก และเป็นหนังสือ Best Seller Book
1. The World is Flat: เป็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีผลกระทบต่อการสื่อสาร การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งในเนื้อหาสาระได้บอกถึงกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน และจะกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละด้าน ที่สำคัญผู้เขียนได้สอดแทรกวิธีการปรับเปลี่ยนองค์กร วิถีชีวิตให้ทันกับกระแสโลกาภิวัตน์ หากใครคิดว่าตัวเองไม่มีความรู้เกี่ยวกับสารสนเทศที่กำลังก้าวไกลทิ้งห่างออกไปจากเราเรื่อยๆ นั้นท่านสามารถหาความรู้ได้จากหนังสือเล่มนี้ได้แบบง่ายๆ เลยทีเดียว
2.Strategic Management เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์ การวางกลยุทธ์ในการแข่งขัน และการวิเคราะห์กลยุทธ์ด้วยเครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำองค์กร ผู้ประกอบการ นักวิเคราะห์ต่างๆ ผู้เขียนจะอธิบายวิธีการจัดทำ และการวางกลยุทธ์ในการจัดการองค์กร มีการยกตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม มีรูปแบบโมเดลใหม่ให้ผู้อ่านได้เลือกนำไปปรับใช้กับองค์กรของตนเองได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้พูดถึง พลังในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมาย หนังสือเล่มนี้จะเป็นที่สนใจมากสำหรับนักยุทธ์ศาสตร์เพราะถือว่าเป็นคัมภีร์ของนักยุทธศาสตร์ในการวางกลยุทธ์เป็นอย่างดี
3.STREGTHS BASED LEADERSHIP : เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภาวะผู้นำในองค์กรต่างๆ ที่สำคัญระดับโลก ผู้เขียนได้กล่าวถึงหลักการสำคัญที่ผู้นำควรจะมีในการบริหารจัดการองค์กร มีการเปรียบเทียบยกตัวอย่างผู้นำในแต่ละองค์กรว่ามีการบริหารจัดการองค์กรตนเองโดยเลือกใช้กลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะสม ซึ่งท่านผู้อ่านเมื่ออ่านจบแล้วจะสามารถสรุปได้ว่าแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกันทั้งด้านผลิต บริการ รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นกลยุทธ์การขับเคลื่อนงาน ลักษณะผู้นำก็จะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์องค์กรนั้น แต่ท่านสามารถนำวิธีการที่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างไว้ในหนังสือไปปรับใช้ได้
4.BLUE OCEAN STRATEGY เป็นหนังสือที่ผู้เขียนตั้งใจสื่อถึงวิธีการสร้างตลาดลูกค้าใหม่ในแวดวงธุรกิจโดยไม่กระต่อพันธมิตรธุรกิจเดิม นอกจากจะไม่กระทบต่อพันธมิตแล้วยังสามารถนำจุดแข็งของพันธมิตรมาเสริมธุรกิจตนเองได้ด้วย เป็นหนังสือที่นักธุรกิจไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือใหม่สมควรอ่านอย่างยิ่ง
5. THE LONG TAIL เป็นหนังสือเกี่ยวกับการวิธีการสร้างธุรกิจใหม่ภายใต้สินค้าเก่าๆ หรือสินค้าที่ไม่ได้รับความสนใจเช่นในอดีตแล้ว โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารเทศเป็นตัวสร้างสรรค์
thaksinanan
080 -6148578
ถึง ปริญญาเอกทุกคน
วันเสาร์นี้ผมจะไป Morning Coffee เวลา 8.30 – 9.30 น. จะได้ต้อนรับ อ.ธัญญาด้วย จะให้ทุกคนแนะนำว่า แผนที่จะเขียน Pocket book ร่วมกับอาจารย์ ควรเน้นอะไร?
อาจารย์ธัญญา เป็นคนดีและมีจิตสาธารณะมาก Ph.D Student ทุกคนต้องยกย่องท่าน หาความรู้จากท่าน เน้นถามประสบการณ์การวิจัยของท่าน
ผมจะบินไป อินเดีย รัฐที่ผมไปน่าสนใจทางด้านภูมิศาสตร์ คืออยู่ใกล้ไทยมาก และคนแถวนี้ก็คล้ายๆ คนพม่า คือ Mizuram จะเล่าให้ฟัง ตอนกลับมาแล้วครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
เรียนอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดรมภ์
ผมจะจัดเตรียมโต๊ะและ "ปาท่องโก๋" ไว้ด้วยครับ
เรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
หนู (สมศรี นวรัตน์) รพ.บ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี วันนี้หนูขอพูดคุยการบ้านในเรื่อง“Good to Great = จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่” ต่อจากเมื่อวานนะคะ ผู้แต่งหนังสื่อเล่มนี้คือ Jim Collins (จิมส์ คอลลิลส์ )สำนักพิมพ์ : Harper Business จำนวนหน้า : 300 ราคา : 27.50 ดอลลาร์สหรัฐ Collins และทีมวิจัย โดยมีหลักเกณฑ์คัดสรร ที่เข้มงวดจาก 11 บริษัท ที่ก้าวจากบริษัทที่ดีสู่ àบริษัทที่“ดีเยี่ยม” ผู้นำระดับ 5 àเริ่มต้นด้วยààคน (Human )ààต่อด้วยààการกระทำ(Action )àà เผชิญ “ความจริง”(Reality)อันโหดร้ายààคิดอย่างเม่น (Hedgehog Concept)ààสร้างวัฒนธรรม(Culture )ààความมีวินัย (Principle)ààเทคโนโลยี (Technology& IT ) คือ ตัวเร่งààล้อมู่เล่ กับวงจรหายนะ (Doom Loop)
“Good to Great= จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่” หนังสือ “GOOD TO GREAT ” เป็นหนังสือที่เขียนโดย จิมส์ คอลลิลส์ ซึ่งได้รวบรวมทีมวิจัย 21 คนแบ่งเป็น 4 ทีม ๆละ 4 ถึง 6 คนใช้เวลา 5 ปี ในการ “วิจัยและเขียนหนังสือ” เล่มนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ และคุณค่าจากเนื้อหาของหนังสือและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับงานของผู้อ่าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมหรือใช้กับชีวิตเรื่อง “Good to Great = จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่” มีรายละเอียดจำนวน 8 บทดังนี้
บทที่ 1 ความดีเป็นศัตรูของความยิ่งใหญ่ จิมส์ คอลลินส์ ใช้เวลา 5 ปี ในการวิจัย วิเคราะห์ บริษัทที่ดีจะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ไหม? ถ้าได้จะเป็นอย่างไร?หรือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้?ผลก็คือ การเปลี่ยนจากบริษัทที่ดีเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Good to Great) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จาก การวิเคราะห์ค้นหาคำตอบ จากบริษัทที่มีรูปแบบการก้าวจากบริษัทที่ดี ไปเป็น บริษัทที่ยิ่งใหญ่ โดยเลือกศึกษาจาก 28 บริษัท เป็นบริษัท GOOD TO GREAT จำนวน 11 บริษัท เปรียบเทียบโดยตรง 11 บริษัท และบริษัท“เปรียบเทียบที่ไม่ยั่งยืน 6 บริษัท ”
การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการต่อเนื่องจนพัฒนามาอีกขั้นหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. หาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีวินัย มีภาวะผู้นำ อยู่ในระดับ 5
2. สร้างความคิด ที่เป็น ระบบถูกต้อง
3. กระทำอย่างมีวินัย ตามความคิดที่ถูกต้อง
บทที่ 2 ผู้นำระดับ 5ผู้นำระดับ 5ของบริษัท GOOD TO GREAT เป็นคน อ่อนน้อม ถ่อมตน แต่มุ่งมั่น ในความสำเร็จของการทำงาน แบบมืออาชีพ เป็นคนแบบ อับราฮัม ลินคอล์น หรือ โสคราดีส มากกว่าคนแบบ นายพลแพตตัน หรือ จักรพรรดิซีซาร์
“คุณลักษณะผู้นำระดับ 5”
- ละอัตตา ของคุณ เพื่อ มุ่งไปสู่เป้าหมาย ที่ใหญ่กว่า มีความทะเยอทะยาน เพื่อสถาบัน ไม่ใช่ เพื่อตนเอง มีความถ่อมตน และ มีเจตจำนงแน่วแน่
- ความเป็น คนธรรมดา ของผู้นำระดับ5 ไม่พูด ถึงความยอดเยี่ยม
- ผลงานเป็นของสถาบัน ไม่ทำตนยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง
- มีความมุ่งมั่นโดย ไม่หวั่นไหวที่จะทำในสิ่งที่ต้องทำสร้างทีมผู้บริหาร และ คณะกรรมการ อย่างมี ระบบ ความสัมพันธ์ทางครอบครัว หรืออายุงาน ไม่มีความหมายในการเลือกคนมาอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ
CEO ของบริษัทที่ดี สู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ 10 ใน11 เป็นคนในบริษัทเอง และในจำนวนนี้ 3 คน เป็นคนมาจากครอบครัวเจ้าของบริษัทในขณะที่บริษัทเปรียบเทียบจะพึ่ง ซีอีโอ(CEO) เป็นคนนอก แต่ก็ยัง ล้มเหลว ในการสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน
ผู้นำระดับ 5วางตัวสืบทอดตำแหน่ง เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในรุ่นถัดไป
ผู้นำระดับ5 ต้องการที่จะสร้างผลงานที่ยั่งยืน มุ่งมั่น ที่จะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อสร้างบริษัทให้ยิ่งใหญ่
ผู้นำระดับ5มีความพากเพียรในการทำงานแนวโน้มที่เป็นอันตรายที่สุด คือ คณะกรรมการบริษัทชอบเลือกผู้นำที่มีชื่อเสียง แทนที่จะ เลือกผู้นำที่มีศักยภาพของผู้นำระดับ 5
วันนี้หนูขอจบไว้เพียงแค่นี้ก่อนนะคะ------->เพื่อน ๆ ๆ อยากทราบเรื่อง GOOD TO GREAT ต้องคอยติดตามตอนต่อไปนะคะ ......แต่ ท่านอาจารย์ ศ. ดร. จีระ ท่านทราบหมดแล้วààหนู สมศรี นวรัตน์ เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนแล้วละคะ????
สมศรี นวรัตน์Tel.081-9435033
เรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
หนู (สมศรี นวรัตน์) รพ. บ้านลาด วันนี้หนูขอแลกเปลี่ยน + เรียนรู้รวมถึงการบ้านในเรื่อง“Good to Great = จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่” ต่อจากบทที่แล้วนะคะ
บทที่ 3 “ใครทำ” มาก่อน “ทำอะไร?”
@ ผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้น การเปลี่ยนแปลง บริษัทด้วยการหาคนที่“เหมาะสม” มาทำงาน “การหาคน”ที่ “เหมาะสม”มาอยู่“ในทีม” ต้อง “ใครทำ”มาก่อน“ทำอะไร”----> มาก่อน วิสัยทัศน์(Vision)---->มาก่อนกลยุทธ์(Strategic) มาก่อน---->โครงสร้างองค์กร(Structure) ---->มาก่อนกลยุทธ์วิธี(Tactic)
@ บริษัทเปรียบเทียบ ชอบใช้รูปแบบการจัดการแบบ “อัจฉริยะที่มีผู้ช่วยนับพัน”
@ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มีความ เข้มงวด เฉียบขาด ในการ ตัดสินใจเรื่อง "คน" แต่ ไม่ใช่คน อย่างโหดไร้ความปราณี
หลักปฏิบัติใน “การตัดสินใจเลือกคน” ได้อย่าง “เฉียบขาด”
1. ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเพิ่ง ตัดสินใจ ให้รอดูก่อน
2. ถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจ อย่ารีรอ
3. ใช้คนที่เก่งที่สุด--àไป---àทำงาน
“ค่าตอบแทน” เพื่อ “จูงใจ” ให้ได้ “คนเหมาะสม” มาอยู่กับบริษัทในตอนแรก และ “รักษาคน”เหล่านี้ไว้ “คนที่เหมาะสม คือ "ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” คน ๆหนึ่งจะเป็น คนที่เหมาะสมหรือไม่? ขึ้นอยู่กับ “นิสัย ใจคอ และ ความสามารถ” ซึ่งเป็น “สิ่งที่ติดตัวมา”
บทที่ 4 เผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายแต่ศรัทธาไม่เคยคลอนแคลน
“บริษัทที่ดีก้าวไปเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่” ทุกบริษัท “เริ่มต้นเส้นทางความยิ่งใหญ่” โดยการ “เผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย”เมื่อเริ่มต้นด้วยการพิจารณา “สถานการณ์ที่เป็นจริง” โดย “ไม่หลอกตัวเอง” มีการ “ตัดสินใจ” ที่ “ถูกต้อง” จะเป็น “ข้อพิสูจน์” ในตัวเอง เป็นไปได้ที่จะทำการตัดสินใจอย่างถูกต้องโดยไม่ยอมรับความเป็นจริงที่โหดร้ายอย่างตรงไปตรงมา
“งานสำคัญ” ในการ“สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่” คือ การ “สร้างวัฒนธรรมองค์กร” ที่ "ยอมรับฟัง" เรื่อง“ของคน” ในองค์กร ซึ่งในที่สุดจะ “ทำให้ความจริงได้รับการรับฟัง”
"การสร้างบรรยากาศ" ที่จะทำให้ "ความจริงได้รับการรับฟัง" มีหลักปฏิบัติ 4 ข้อคือ
1. ชี้นำด้วยคำถาม ไม่ใช่ให้คำตอบ
2. ใช้การมีส่วนร่วมในการพูดคุย หารือ ไม่ใช่การบังคับ
3. วิเคราะห์ความผิดพลาด โดยไม่โยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง
4. สร้างกลไก "ธงแดง" เป็นเครื่อง "ส่งสัญญาณ" เพื่อทำ "ให้ข้อมูลข่าวสาร" ที่เกิดขึ้น เป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกมองข้ามไป
ปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่สำคัญในการทำบริษัทที่ดีก้าวไปเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ คือ Stockdale Paradox ซึ่งหมายถึง การมีศรัทธา และ ความเชื่อมั่น อยู่เสมอว่าคุณ “จะชนะในที่สุด” ไม่ว่าจะยากลำบากอย่างไร? และในขณะเดียวกันก็ “กล้ายอมรับความจริง”อันโหดร้ายที่สุดที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามความ “สามารถของ ผู้นำ เป็นทรัพย์สิน (Assets) ของบริษัท ได้พอ ๆกับที่เป็น“อุปสรรคเพราะบุคลิกที่เข้มแข็ง”ของผู้นำจะ“ปิดกั้นไม่ให้คนพูดความจริงออกมา”ความเป็นผู้นำไม่ได้เริ่มด้วยวิสัยทัศน์ แต่เริ่มด้วย “การทำให้คนกล้าเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย” และ “พร้อมที่จะรับมือกับผลที่เกิดขึ้น” คนที่เหมาะสมกับ“งานมีแรงจูงใจของตัวเอง”อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ “บั่นทอนแรงจูงใจของคน” คือการที่ “ผู้นำไม่สนใจความเป็นจริง” ที่เกิดขึ้น
หนูขอจบเพียงแค่นี้ก่อนนะคะ...หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับ..เพื่อน....ๆๆนะคะ เพื่ออนาคตเพื่อน.....ๆ....ๆที่เป็นCEOอยู่แล้วขณะนี้จะเป็น------>Good to Great และเป็นGreat---> to---> Good ด้วยนะคะ ...สวัสดีคะ
สมศรี นวรัตน์ รพ.บ้านลาด จ. เพชรบุรี Tel. 081-9435033
เรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
หนู (สมศรี นวรัตน์) รพ.บ้านลาด อ. บ้านลาด จ.เพชรบุรี วันนี้หนูขอแลกเปลี่ยน + เรียนรู้กับเพื่อน ๆๆใน เรื่อง“Good to Great=จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่”วันนี้หนูจะขอพูดคุยและแลกเปลี่ยน + เรียนรู้บทต่อไปคือบทที่ 5 - 6นะคะ
บทที่ 5 ความคิดแบบตัวเม่น
Isaiah Berlin เขียนนิทานกรีกโบราณ “ หมาจิ้งจอก=รอบรู้ หลายเรื่อง”.....แต่ “เม่น”= รู้เพียงเรื่องเดียว......แต่.....เป็นเรื่องใหญ่ ๆ” เปรียบเหมือนคน 2 กลุ่ม
@ “กลุ่มหมาจิ้งจอก” เป็นพวกที่มี เป้าหมาย(Goal)หลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และ มองโลกอย่างซับซ้อน แต่ไม่เคย“บูรณการ(Integration)” ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และ ไม่มี “วิสัยทัศน์(Vision ) ที่เป็น เอกภาพ”
@ “กลุ่มตัวเม่น” ทำ “โลกซับซ้อน” ให้เป็นเรื่อง “ง่าย ๆ ด้วยความคิดที่เป็นระบบ” เช่น ฟรอยด์ ผู้คิดค้น ทฤษฎีจิตใต้สำนึก ไอน์สไตน์กับ ทฤษฎีสัมพันธภาพ อาดัม สมิธ กับ หลักการแบ่งงานกันทำ
“คน”ที่สร้างบริษัทที่ดี-----àเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่(Good to Great )เป็นพวก “ตัวเม่น” มีแนวความคิดแบบ “ตัวเม่น” เพื่อ สร้างความยิ่งใหญ่ของบริษัท แต่บริษัทเปรียบเทียบมีความคิด“กระจัดกระจาย” และเป็นความคิดที่“ไม่สอดประสานกัน”
แนวคิดแบบตัวเม่น คือ แนวความคิดที่“เรียบง่าย ชัดเจน ซึ่งเกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน 3 เรื่อง” ที่เกี่ยวเนื่องกันเหมือน วงกลม 3 วง(3ข้อ)(วงกลม ที่ตัดกัน) ได้แก่
1.อะไร?คือ สิ่งที่คุณทำ “ได้ดีที่สุด”
2.อะไร?คือ พลังขับเคลื่อน เครื่องจักรเศรษฐกิจของคุณ
3.สิ่งที่คุณทำกำลังทำอยู่มีอะไร?ที่ทำให้ "คุณรักและปรารถนา"
แนวความคิด (Concept )แบบ“ตัวเม่น” ไม่ใช่ เรื่องที่เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมาย (Goal ) ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่กลยุทธ์(Strategic )ที่เป็นที่หนึ่ง ไม่ใช่ แผน(Plan )เพื่อความเป็นสุดยอด แต่คือ การทำความเข้าใจว่าอะไร? คือ สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด
การที่จะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่จำเป็น ต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ด้วย บริษัท Good to Great แต่ละแห่งการสร้างเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมของตน โดยไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่สังกัดอยู่เลย พวกเขา “ทำได้เพราะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง” ในสภาพธุรกิจขององค์กรเอง(Context) “ความรัก”ในสิ่งที่ทำบริษัทGood to Great จะทำในสิ่งที่เขา “รักและปรารถนา” ที่จะทำ โดย “ค้นหา”ให้เจอว่าอะไรคือ“สิ่งที่จุดประกายความรัก”ของคุณและคนรอบๆ ตัวบริษัทที่ยิ่งใหญ่ “กำหนดเป้าหมาย” และ “กลยุทธ์” ของตนบนพื้นฐานของ “ความเข้าใจ” ขณะที่บริษัทเปรียบเทียบ กำหนดเป้าหมาย (Goal) กลยุทธ์ (Strategic)จากความ “ฮึกเหิมทะนงตน”
บทที่ 6 วัฒนธรรมแห่งวินัย
การสร้างผลงาน ที่ยิ่งใหญ่ให้มี“ความยั่งยืน” นั้น ต้องอาศัย “การสร้างวัฒนธรรมองค์กร”ที่“คน”ในองค์กรต้อง“มีวินัยในตัวเอง” “มีการทำที่มีวินัย” และ “ยึดมั่นวัฒนธรรมองค์กร” แบบราชการ เกิดขึ้นเพื่อ “ ชดเชยความไร้ประสิทธิภาพและการขาดวินัย” ซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า “ได้คนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมมาร่วมงานตั้งแต่แรก” ถ้าได้คนที่ถูกและขจัดคนที่ไม่เหมาะสมออกไป ก็ไม่ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการ
“ วัฒนธรรมของความมีวินัย” มีลักษณะสำคัญ 2 อย่างควบคู่กันไป คือเรียกร้องให้คนต้องยึดมั่นอยู่ในระบบ แต่ขณะเดียวกันก็ “ให้คนมีเสรีภาพและความรับผิดชอบภายใต้กรอบของระบบ”
วัฒนธรรม ไม่ได้ เป็นเรื่องของการทำงานเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับ การสรรหาคนที่มีวินัยซึ่งสามารถสร้างความคิดที่มีวินัย เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีวินัยได้
บริษัท Good to Great เต็มไปด้วย “คน” ที่มี “มานะพากเพียรเอาจริงเอาจัง เข้มงวดกับตัวเอง” อย่าเอา วัฒนธรรมของความมีวินัย ไปปน กับความมีวินัยที่เกิดจาก“ลักษณะเผด็จการ”ของผู้นำทั้ง 2 อย่าง เป็นแนวความคิดที่ต่างกันมาก CEO ซึ่งได้“อำนาจสร้างความมีวินัย”ขึ้นมา มักจะ “ไม่สามารถสร้างผลงานที่มีความยั่งยืนได้”
ความมีวินัยที่สำคัญที่สุดใน “ การสร้างผลงานที่ยั่งยืน คือ การยึดมั่นกับแนวความคิด” “แบบตัวเม่น
เรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
หนู (สมศรี นวรัตน์) รพ.บ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรีพูดคุยแลกเปลี่ยน + เรียนรู้ ในเรื่อง Good to Greatต่ออีก 3 บท (บทที่7- 9) ดังนี้
บทที่ 7 เทคโนโลยีในฐานตังเร่งแรงเฉื่อย
บริษัทGood to Great มีความคิดในเรื่องเทคโนโลยี (Technology)และการเปลี่ยนแปลง (Change) ที่เกิดจากเทคโนโลยี แตกต่างจากบริษัทธรรมดา ๆ
บริษัทGood to Greatไม่สนใจเทคโนโลยีที่เป็นกระแสที่เกิดขึ้นเป็นพัก ๆ แต่Good to Greatคือ “ผู้บุกเบิก” การใช้เทคโลโลยีที่คัดเลือกมาแล้วอย่างรอบคอบ
คำถามสำคัญ ที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีใด ๆเทคโนโลยีนั้นเข้ากันกับแนวความคิดแบบตัวเม่นหรือไม่? ถ้าเข้ากันคุณ“ต้องเป็นผู้บุกเบิก” เทคโนโลยีนั้นแต่“ถ้าไม่เข้ากันก็ไม่ต้อง” ให้ความสำคัญมากหรือไม่ต้องสนใจเลยก็ได้
บริษัทGood to Greatใช้เทคโนโลยีเป็นแรงเฉื่อย ไม่ใช่ตัวสร้างแรงเฉื่อย ไม่มีบริษัทGood to Great รายใดเริ่มต้น “กระบวนการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี” แต่ทุก บริษัทกลายเป็นผู้บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีทันทีพบว่า “เทคโนโลยีนั้นอยู่ในขอบเขตของ 3 ข้อ”(บทที่5)
“ปฏิกิริยาตอบสนอง” ต่อการเปลี่ยนแปลงที่ “เกิดจากเทคโนโลยี”“เป็นเครื่องชี้วัดแรงขับเคลื่อน” ในที่ต่างกัน บริษัทGood to Greatตอบโต้โดย “การใช้ความคิดและความสร้างสรรค์ (Thinking & Creative) รวบทั้ง “แรงผลักดัน” ที่ต้องการ “แปรศักยภาพ (Potential) ที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่(Fulfills) ให้เป็นผลงาน ส่วนบริษัททั่วๆไปถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
บทที่ 8 ทฤษฎี ล้อเฟืองและห่วงหายนะ
การเปลี่ยนแปลงจากบริษัทที่ Good ไปสู่ -----> to Great(บริษัทที่ยิ่งใหญ่ ) เมื่อมองจากภายนอกแล้วเป็น“การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันเหมือนการปฏิวัติ” แต่สำหรับคนที่อยู่ภายในแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ “ดำเนินไปอย่างช้า ๆ มีการสั่งสมเหมือนกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต”
การเปลี่ยนแปลง(Change)ที่เกิดขึ้นแล้วอยู่อย่างยั่งยืน(Sustainability) เกิดจาก “กระบวนการสั่งสม ผ่านจุดก้าวกระโดด เหมือนกับการผลักล้อเฟืองขนาดใหญ่ให้หมุนไปข้างหน้า” ตอนแรก“ออกแรงมาก ต่อไปล้อเฟืองก็จะสร้างแรงเฉื่อยในตัวเอง และหมุนผ่านจุดก้าวกระโดดไปด้วยตัวเอง”
บริษัทเปรียบเทียบมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงตัวองที่ต่างออกไป เรียกว่า “บ่อหายนะ”คือ แทนที่จะค่อย ๆสะสมแรงเฉื่อยโดยหมุนล้อเฟืองต่อไปรอบแล้วรอบเล่า บริษัทเปรียบเทียบจะพยายามกระโดดข้ามขั้นตอนสั่งสม ลัดเข้าสู่จุดกระโดดทันที “พอไม่สำเร็จก็วิ่งกลับมาใหม่” จึง “ไม่สามารถรักษาแนวทาง” การเปลี่ยนแปลงให้มีความแน่นอนสม่ำเสมอได้
บริษัทเปรียบเทียบชอบใช้ กลยุทธ์การเทคโอเวอร์ไปในทางที่ผิด เพื่อข้ามก้าวจุดกระโดด ตรงข้ามกับบริษัทที่Good to Greatใช้กลยุทธ์เทคโอเวอร์ “หลังจาก” ผ่านจุดก้าวกระโดดมาแล้ว เพื่อ“เร่งแรงเฉื่อยของล้อเฟือง” ที่กำลังหมุนไปด้วยความเร็วจัด
คน ใน บริษัทGood to Greatที่เปลี่ยนแปลงไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญ่ ไม่ค่อยรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาสร้างขึ้น มีความยิ่งใหญ่เพียงใด จะรู้ก็“ต่อเมื่อความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นแล้วไปพักใหญ่)
ผู้นำ(Leadership)ของบริษัทGood to Great ไม่เสียเวลาไปกับการสร้างแรงจูงใจ(Motivation)คน ให้เข้ามามี ส่วนร่วม (Participation) ในการเปลี่ยนแปลง ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ปัญหาการมีข้อผูกพัน การมีส่วนร่วม แรงจูงใจ และการเปลี่ยนแปลงจะคลี่คลาย ไปด้วยตัวของมันเอง
บทที่ 9 จาก Good to Great ถึงองค์กร “อมตะ”
บริษัทที่ปึกแผ่นแล้วหรือกิจการใหม่ +แนวความคิด Good to Great + ผลงานที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน + แนวความคิดองค์กรอมตะ+Good to Great ที่เป็นอมตะ
อุดมการณ์หลัก : มิติพิเศษของบริษัทGood to Great ที่เป็นอมตะ
บริษัทGood to Great และเป็นอมตะไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อ สร้างผลตอบแทน การลงทุนให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น บริษัทGood to Greatอย่างแท้จริงแล้วกำไรและเงิน เป็นเหมือนเลือดและน้ำในร่างกายที่เป็นส่วนสำคัญของชีวิต แต่ไม่ใช่ จุดมุ่งหมายของชีวิต
บริษัทGood to Greatและเป็นอมตะสามารถ “รักษาค่านิยมหลัก (Core Valuce) และเป้าหมายหลัก(Goal) ขององค์กรเอาไว้ได้”ในขณะที่ดำเนินนี่คือการประสานกันอย่างมหัศจรรย์ระหว่าง “การรักษาค่านิยมหลักกับการสร้างความก้าวหน้า”
จบการแลกเปลี่ยนรู้เรื่อง Good to Great แล้ วคะ Good ...Good จริง ๆๆนะคะ ส่งผลให้เรื่องที่ Jim Collins แต่งออกมาเกิด GreatàààGreatàààGreat ยิ่งใหญ่จริง ๆๆๆ (เขาว่ากันอย่างนั้น)....แต่หนู....ขอบอกààà อ่านไปààà อ่านมา..มีในทฤษฎีของ ศ. ดร. จีระ ทั้งทฤษฎี..8K’s + 5K’s + 4L’s + 2R’s + 2H’s + 4E + 3วงกรม... ใครว่าไม่ใช่ “ให้กับไปทบทวนดูนะ”อาจจะเป็น“โรคขี้หลงขี้ลืม”ได้นะคะ
สมศรี นวรัตน์ รพ. บ้านลาด จ. เพชรบุรีTel. 081-9421866
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
วันนี้หนู (สมศรี นวรัตน์) ขอพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์และเพื่อนๆในเรื่อง ศิลปะแห่งความสุข (The Art of Happiness)แต่งโดย “ดาไลลามะที่ ๑๔ และโฮเวิร์ด ซี.คัทเลอร์” ในหนังสือเล่มนี้พูดถึง“ศิลปะแห่งความสุข” ซึ่งหนูอ่านแล้วตรงกับ“ทฤษฏี 8 K’s”ที่เป็นแนวคิดที่ “จำเป็นและต้องมี” ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งหนูคิดว่า “ความสุขเป็นสิ่งสำคัญอันดับสูงสุด” สำหรับการดำรงชีวิตหรือการใช้ชีวิตประจำวัน “ถ้าเรามีความสุข”“พฤติกรรมทางกาย” จะแสดงออกให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทันที่....เช่น หัวเราะ ร้องเพลง ยิ้ม มองเห็นอะไรก็เป็นสิ่งที่สวยงาม เพราะ “เกิดความสุขในใจ”หนูขอเรารายละเอียดเนื้อหารายละเอียดเรื่อง “ศิลปะแห่งความสุข”มีเนื้อหาประกอบไปด้วยทั้งหมด ๕ ภาคดังนี้
ภาคที่ ๑ จุดมุ่งหมายของชีวิต มีทั้งหมด ๔ บท
ได้แก่ ๑. มีสิทธิมีสุข
๒. บ่อเกิดของความสุข
๓. ฝึกจิตให้เป็นสุข
๔. ฟื้นความสุขภายใน
ภาคที่ ๒ ความอบอุ่นและอาทรของมนุษย์ มีทั้งหมด ๓ บท
ได้แก่ ๑. แบบอย่างใหม่ของความใกล้ชิดสนิทสนม
๒. สานสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง
๓. คุณค่าและประโยชน์ของความกรุณา
ภาคที่ ๓ ปรับเปลี่ยนความทุกข์ มีทั้งหมด ๔ บท
ได้แก่ ๑. เผชิญความทุกข์
๒. ความทุกข์ที่เราก่อเอง
๓. เปลี่ยนมุมมอง
๔. ค้นหาความหมายในความเจ็บปวดและความทุกข์
ภาคที่ ๔ แสวงชัยเหนืออุปสรรค มีทั้งหมด ๓. บท
ได้แก่ ๑. สร้างความเปลี่ยนแปลง
๒. จัดการความโกรธและความเกลียด
๓. จัดการความหวาดวิตกและสร้างความนับถือตน
ภาคที่ ๕ พิจารณาการใช้ชีวิตทางจิตวิญญาณ มีทั้งหมด ๑. บท ได้แก่ ๑. คุณค่าพื้นฐานทางจิตวิญญาณ
ในปัจจุบันนี้ “คนในสังคม” กำลังมองหา “ความสุข”หรือแนวทางพัฒนาตนเอง (How-to)หนูคิดว่าเรื่อง“ศิลปะแห่งความสุข”(The Art of Happiness )หนังสือเล่มนี้ “จะพิชิตปัญหาและดำเนินชีวิตอยู่บนโลกปัจจุบัน”อย่าง “มีความสุข ”คำสอนในหนังสือ เป็นสิ่งที่ “มีคุณค่า ล้ำค่า และทันสมัย” และที่สำคัญสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ “อย่างเห็นผล”ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นะคะ และ.....องค์ดาไลลามะตรัสไว้ว่า“เราทุกคนมีสิทธิมีความสุข”ซึ่งก็ตรงกับทฤษฎีของท่านศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ 8K’s + 5K’s + 4L’s + 2R’s + 4E + 3 วงกลม + 2H’s และ 8 H’sของคุณหญิงทิพาวดี คือ Heritage (รากเหง้า) + Head (สมอง) + Heart (หัวใจ) + Happiness (ความสุข) + Hand (มืออาชีพ) + Home (ครอบครัว) + Harmony (สมานฉันท์) + Health(สุขภาพ) วันนี้หนูขอจบการแลกเปลี่ยน + เรียนรู้แค่นี้ก่อนนะคะ คิดว่า น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อน....ๆ..ๆบ้างนะคะ ขอให้ทุกคนHappiness& Happiness
สมศรี นวรัตน์ รพ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี Tel. 081-9421866
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
วันนี้หนู (สมศรี นวรัตน์) ขอพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์และเพื่อนๆในเรื่องThe Heart of Change เปลี่ยนแปลงสำเร็จได้ต้องใจรัก) แต่งโดย จอนห์ พี. คอตเตอร์ แดน เอส. โคเฮนหนังสือเล่มนี้พูดถึง 8 ขั้นตอนเพื่อการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่หลาย ๆ องค์กรใช้แล้วประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และพูดถึงปัญหาหลัก ๆที่เกิดขึ้นและจะแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไร? การวางโครงเรื่องของหนังสือเล่มนี้จะอธิบายรายละเอียดของกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้นตอนโดยลำดับไว้ 8 ขั้นตอน พร้อมยกตัวอย่างเพิ่มความชัดเจนเป็นกรณีศึกษาแต่ละขั้นตอนไว้ด้วย การเปลี่ยนแปลง 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย
1. การสร้างความรู้สึกว่าต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน เพื่อให้คนในองค์เริ่มบอกต่อกันและกันว่า “ลงมือเถอะเราจะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว”
2. สร้างทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้มีอำนาจมากพอ ที่จะนำคนอื่นๆ ในองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
3. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ง่าย ชัดเจนและน่าศรัทธา รวมทั้ง กำหนดกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้วิสัยทัศน์นั้นกลายเป็นจริงด้วย
4. สื่อวิสัยทัศน์นั้นแก่คนในองค์กรด้วยการใช้ภาษาที่ง่ายและจริงใจ..... หลาย ๆช่องทาง จน คน เริ่มยอมรับวิสัยทัศน์นั้น และเริ่มเปลี่ยนแปลง
5. ให้อำนาจที่เปลี่ยนแปลงด้วยการขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางทำให้วิสัยทัศน์กลายเป็นจริง
6. สร้างชัยชนะระยะสั้นๆ เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงให้เกิดขึ้น
7. สร้างแรงเหวี่ยงนั้นเอาไว้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระลอกแล้วระลอกเล่า อย่างไม่ขาดสาย
8. รักษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้คงอยู่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมใหม่
หัวใจของการเปลี่ยนแปลง คือ เปลี่ยนหัวใจ + สมอง
คน เราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ก็ต่อเมื่อได้รับข้อเท็จจริงที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของตน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง “ความรู้สึก” ของคนในองค์กร ดังนั้น มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ตนเองทำอยู่เพราะได้รับทราบการวิเคราะห์ที่เปลี่ยนความคิดของตนได้ จงหาว่าอะไร? เป็นสิ่งจูงใจ ให้เขาปฏิบัติ การได้รับรู้ถึงสภาวะความเป็นจริง ที่ทำให้รู้สึกสำนึกได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับตัวจริง ๆ ความคิดหรือความรู้สึกนั้นต่างก็สำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการมีอารมณ์ร่วม ขั้นตอนทั้ง 8 นี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่สามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับองค์กรได้ตามความเหมาะสม
วันนี้หนูขอจบเพียงแค่นี้ก่อนนะคะ ในขั้นตอนทั้ง 8 จะนำมาเล่าตอนต่อไปคะ
ขั้นที่ 1กระตุ้นเพื่อความเร่งรีบ
ขั้นที่ 2 สร้างทีมนำร่อง
ขั้นที่ 3 การสร้างวิสัยทัศน์ที่เหมาะสม
ขั้นที่ 4 การสื่อสารเพื่อซื้อใจ
ขั้นที่ 5 การให้อำนาจ
ขั้นที่ 6 การสร้างชัยชนะในช่วงสั้น ๆ
ขั้นที่ 7 อย่ายอมแพ้
ขั้นที่ 8 ทำให้พฤติกรรมใหม่เป็นที่ยึดถือ
หนูขอจบเพียงแค่นี้ก่อนนะคะและสิ่งที่จะเล่าก็มีในทฤษฎีของท่านศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ 8K’s + 5K’s + 4L’s + 2R’s + 4E + 3 วงกลม + 2H’s ขอเก็บไว้เล่าครั้งต่อไปนะคะ
สมศรี นวรัตน์ รพ. บ้านลาด จ. เพชรบุรีTel. 081- 9495033
เรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
หนู (สมศรี นวรัตน์) รพ.บ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี วันนี้หนูขอคุยการบ้านในเรื่องPassion มี 10 ชนิด หรือเขาเรียกว่า“Archetypeprofiles” ประกอบด้วย
1. TheBuilder : ผู้สร้าง ผู้วางรากฐาน
2. The Conceiver : ผู้คิดค้น
3. The Connector : ผู้ประสาน
4. The Creator : ผู้ประดิษฐ์
5. The Discoverer : ผู้ค้นพบ
6. The Processor : ผู้ดำเนินการ
7. The Transformer : ผู้เปลี่ยนแปลง
8. The Altruist : ผู้เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง
9. The Healer : ผู้รักษา
10. The Teacher : ผู้สอน/ถ่ายทอด
เชื่อมโยงกับ.....Linking.....Linking...Linking..หนูวิเคราะห์ดังนี้นะคะ...ถ้าไม่ตรง...ไม่ถูก...ท่านอาจารย์...อธิบายศิษย์ด้วยนะคะ
1. Passion
2. Leadership
3. Profitability
หนูคิดว่าควรเริ่มที่ Leadership = ผู้นำต้องมี...ภาวะผู้นำที่ดีก่อนและมีอยู่ในระดับสูง (ภาวะ + การนำ)ภาวะผู้นำต้องมาก่อนàààà จึงจะตามมาด้วยการ มีPassionàààà ที่ผู้นำทุกระดับต้องมี ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ที่เป็นTop CEOในองค์กรเท่านั้น และมีพฤติกรรมที่ดี คือ...ความจริงใจไม่ใช่ปากหวาน หลอกใช่เพื่อให้ได้แต่ผลงานที่ดี...ที่ตนเอง(CEO ) ต้องการจากพนักงาน + มีคุณธรรม + จริยธรรม(Ethic ) + ศีลธรรม + ความงาม(ของหัวใจ)ที่มีต่อพนักงาน / บุคลากร / เจ้าหน้าที่ / ลูกน้อง(รักลูกน้องเป็นเสมือนลูก + น้อง) ดูแล..ทั้งทุกข์ + สุข + กาย +ใจ + ให้กำลังใจ +Motivation โดยเฉพาะ ยามมีความทุกข์ +Empowerment ขณะที่เมื่อยล้า + หมดแรงหมดกำลังใจ + มองเห็น“ความเป็นคน”ในความเป็นคน (ในร่างกายของคนมี “จิตใจ” เป็นส่วนผสม)” + สิทธิความเป็นคน (Human Right )ถ้าพนักงานมีความสุข ใน ที่ทำงาน มีความสุขกับงานที่ทำ มีความสุขขณะทำงาน (ความสุข...เกิดขึ้น.....จริงๆๆ...Happiness ๆๆๆๆๆ)....ไม่ใช่มีพฤติกรมในที่ในลักษณะที่...ทำงานไป..ดูนาฬิกาไป..หรือทำงานไป...เดียวลาป่วย...ต่อด้วยการลากิจ ...ตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากออกจากบ้าน....บอกกับคนที่บ้านว่า...ไม่ยากให้ถึงวันจันทร์เล้ย..เบื่อ....ๆๆงาน...ไม่ยากไปทำงานเลย..หรือตั้งชมรม “คนรักวันศุกร์....คนเกลียดวันจันทร์”.......แบบนี้อย่าว่าแต่ Profitabilityเลย...หนูคิดว่า...Performance(ผลประกอบการ) ก็เกิดได้ไม่ดีนัก (อาจะเกิด.....แต่น้อยกว่าค่าที่Expectantly ......หรอกนะคะ...
สมศรี นวรัตน์ รพ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี Tel.081-9435033
เรียน ท่าน อาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพยิ่ง
หนู (สมศรี นวรัตน์) วันนี้หนูขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านอาจารย์ในเรื่อง อุปสรรคต่อ“องค์การแห่งการเรียนรู้”(LearningOrganization:LO)
1. สมาชิกในองค์การรู้แต่หน้าที่ของตนเองแต่ไม่รู้เป้าหมายขององค์การ (I’mmyposition)
2. สมาชิก รู้ว่าปัญหา ขององค์การอยู่ที่ใด แต่ไม่ รู้ว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร? (The enemyis out there)
3. ทำตามแบบที่เคยทำ เห็นแต่ภาพลวงตา ไม่ได้ แก้ปัญหาที่สาเหตุที่แท้จริง (TheIllustration of taking change)
4. ยึดติดอยู่กับเหตุการณ์ มากเกินไป (A fixationonevents)
5. ความเข้าใจผิดว่าการเรียนรู้มาจากประสบการณ์เท่านั้นแต่ไม่เข้าใจในความ แตกต่าง ของอดีตกับปัจจุบัน (Thedelusion of learning from Experience)
กราบขอบพระคุณ "ท่าน ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์" อย่างสูงสุด+มากที่สุดที่ทำให้ "มีวันดี ๆๆเช่นนี้เกิดขึ้น" + ประสบการณ์ (Expiries) เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมี “ผู้สร้างคน/นักสร้างคน = Innovator
สมศรี นวรัตน์ รพ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี
Tel. 081- 9435033