ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์

วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวันหยุดที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับตนเองอีกวันหนึ่ง เพราะได้เข้าไปร่วมกิจกรรมฟังบรรยาย ปฏิบัติธรรมกับดร.สนอง วรอุไร เป็นกิจกรรมที่ มรมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูภาคใต้ จัดขึ้น ต้องขอบพระคุณผู้จัด โดยเฉพาะอาจารย์วุฒิชัย เป็นอย่างสูงที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าร่วม เป็นการกระตุ้นให้เราเร่งทำความดีและปฏิบัติธรรมให้ดียิ่งขึ้น.........เก็บเกี่ยวความรู้มาได้ อยากบันทึกสั้นๆไว้เพื่อเตือนความจำ      ค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมจาก กัลยาณธรรมดอทคอม

อาจารย์บอกว่าปัญญามี 3 ลักษณะคือ สุตตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญาและมีหลายระดับ โลกียปัญญา จนถึงโลกุตตรปัญญา  ....ปัญญาทางโลก เป็นงานภายนอก ใช้เลี้ยงชีพ เข้าถึงความจริงได้ชั่วคราว ส่วนปัญญาทางธรรม เป็นงานภายในตัวเรา เป็นความจริงแท้ เป็นปรมัตถสัจจะ....ร่างกายเป็นเครื่องมือให้จิตอาศัย.....

สิ่งที่ควรปฏิบัติ

กายกรรม 3 ได้แก่ ไม่ฆ่า ไม่ลัก  ไม่ผิดกาม

วจีกรรม4 ได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบ ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ

มโนกรรม 3 ได้แก่ ไม่อยากได้ ไม่พยาบาท ทำความเห็นให้ตรง

คนที่เป็นโรค มีได้ 4 สาเหตุ

1.ออกกำลังกายน้อย

2.เพียรมากนอนน้อย

3.ฤดูกาลเปลี่ยน

4.โรคกรรม

โรค 1-3 รักษาหมอธรรมดาได้ แต่โรค 4 ต้องรักษาด้วยธรรมมะ มี 4วิธี

1. ต้องใช้กรรมจนหมดสิ้น

2.ทำบุญใหญ่แลกหนี้ บุญกิริยาวัตถุ 10

3.อุทิศบุญแลกหนี้

4.ทำดีหนีทุกข์

คนเราทุกขณะตื่นมีทั้งบุญและบาป      บาปคือบาป ไม่มีอะไรล้างได้  การทำบุญเป็นการขยายช่องว่างระหว่างบุญกับบาปให้ถ่างกว้างขึ้น หากถ่างกว้างขึ้น บาปจะตามทันช้าลง จริงๆต้องไม่มีทั้งบุญและบาป หนีเข้านิพพาน หากปฏิบัติได้จริงจัง สามารถเข้าได้ตั้งแต่ยังไม่ตาย

การเตรียมตัวตายอย่างมีสติ ให้มีสติกำกับทุกขณะตื่น สติเป็นกำลังของใจ 

สวดมนต์และปฏิบัติ

หลังจากทำบุญ/สวดมนต์/สมาธิ ให้อุทิศทุกครั้ง เขาคอยรับอยู่