ยากจนก็มีความสุขได้

.........วันนี้ผมตื่นตั้งเช้าอย่างเช่นทุกวัน อาบน้ำปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบกางเกงยีนส์ตัวโปรด รองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าคู่กาย ภายในบรรจุเอกสารครัวเรือนยากจน กล้องถ่ายรูป ปากกา (พร้อมรบเต็มที่) ขับมอเตอร์ไซด์คู่ชีพมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน (พื้นที่ทำงานของนักพัฒนา) เป้าหมายอยู่ที่ครัวเรือนยากจน (รายได้ตกเกณฑ์ จปฐ. ปี 2552) วันนี้ตั้งเป้าว่าจะออกเยี่ยม/ติดตามสัก 4-5 ครัวเรือน

ออกเยี่ยมตั้งแต่เช้า พูดคุยกับครัวเรือนยากจนและผู้ใหญ่บ้าน ถามสารทุกข์สุกดิบ ตามประสาคนคุ้นเคย เหมือนได้คุยกับญาตผู้ใหญ่ เป็นความสุขที่หาไม่ได้จากงานราชการอื่น ๆ (ผมคิดเอาเองนะ) บันทึกข้อมูลต่าง ๆ เก็บภาพรายละเอียดทุกเม็ด (หลักฐานเชิงประจักษ์)

..........เที่ยงแล้วแวะพักสักหน่อย ดื่มน้ำดื่มท่านั่งคุยกับชาวบ้าน ผู้ช่วยที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน ตอนนี้เป้าหมายยังเหลืออีก 2 ครัวเรือน พอหายเหนื่อยก็สะพายกระเป๋าใบเดิมขึ้นรถกระบะรุ่นเดอะของผู้ช่วย (จอดมอเตอร์ไซด์ทิ้งไว้ที่ร้านขายของชำ) มาเยี่ยมครัวเรือนนี้เจอของแปลกเข้าแล้ว (ในสายตาผม) มะละกอสีเหลืองแต่ยังไม่สุกนะ ลุงแกบอกว่าถ้าสุกจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นพันธุ์จากประเทศลาว นั่งคุยกับลุงแกครู่หนึ่ง เป็นการคุยที่เหมือนทะเลาะกันเลย เสียงดังโหวกเหวกมาก เพราะลุงแกหูตึง คุยซะเจ็บคอ เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าต่อไปยังครัวเรือนยากจนเป้าหมายหลังสุดท้ายของวันนี้

...........และแล้วจุดแห่งความประทับใจก็อยู่ที่บ้านหลังนี้นี่เอง ประทับใจตั้งแต่ทางเข้าบ้านเลย ซึ่งทางเข้าบ้านลุงมีสองทางด้วยกันทางแรกลุยเข้าไปในป่าชายเลนแล้วเดินลุยน้ำระยะทางราว ๆ 10 เมตร น้ำสูงประมาณเข่า ส่วนทางที่สองเดินลุยป่าชายเลนเช่นกันแต่มีสะพานไม้ขนาดเล็ก (เล็กจริง ๆ นะ ประมาณฝ่ามือของเรานี่แหละ) สำหรับข้ามน้ำ แต่ทางนี้ต้องเดินลุยป่าต่อไปอีกจนถีงชายทะเล แล้วเดินเลียบทะเลไปประมาณ 600เมตร รวมทางไปกลับประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร ผู้ช่วยของผมใจถึงมาก แกดึงขากางเกงขึ้น ยกกระสอบข้าวสารที่จะเอาไปให้ครัวเรือนยากจนขึ้นบ่าแล้วหันมาบอกผมว่า "ผมเดินลุยก่อนนะ" ผมก็ตอบแบบเกรงใจว่า "ตามสบายครับ" ผมยืนมองผู้ช่วยเดินลุยน้ำ ลุยโคลนข้ามไปจนตลอดรอดฝั่ง และแล้วผมก็ตัดสินใจ ลองทายซิว่าผมจะตัดสินใจยังงัย เมื่อผู้ช่วยผมเดินข้ามไปแล้ว) ถูกต้องแล้วครับ ผมตัดสินใจเดินไปยังเส้นทางที่ 2 ถึงจะไกลกว่า แต่ปลอดภัยชัวร์ และในขณะที่ผมกำลังเดินไปตามทางเส้นที่ผมเลือก ผู้ช่วยก็เดินกลับมาพร้อมกับผู้ชายแก่ ๆ คนหนึ่ง ไม่ใส่เสื้อตามแบบฉบับของคนบ้านนอกของแท้ (เพราะผมก็เป็นเหมือนกัน) พอเดินมาถึงผู้ช่วยก็แนะนำให้ผมรู้จัก ใช่แล้ว ลุงคนนี้คือเป้าหมายของผมในวันนี้ ผมยกมือไหว้ทักทายตามประเพณีไทย  แล้วผมก็เดินไปพร้อม ๆ กับลุง ปล่อยให้ผู้ช่วยเดินกลับไปรอที่รถ

            ผมเดินไปพลางคุยไปพลางเพื่อทำความรู้จักและเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของลุง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุเห็นคือรอยยิ้มบนใบหน้าของลุงตลอดเวลาที่พูดคุยด้วย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตร กว่าจะเดินไปถึงบ้านของลุง เล่นเอาซะผมแทบหมดแรง เสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ดูลุงแกไม่มีอาการเหนื่อยเลย ผมเดินไปถึงบ้านเห็นสภาพบ้านเป็นบ้านไม้ที่มองแทบไม่เหมือนบ้าน ขนาดเล็กมาก เก่าทรุดโทรม ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีบ้านหลังอื่นในบริเวณใกล้เคียง  ภายในบ้านไม่มีครัว ไม่มีที่นอน เห็นเพียงผ่าห่มเก่า ๆ วางอยู่บนพื้น เสื้อผ้าแทบมองหาไม่เจอ เป็นบ้านที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ไม่มีแม้กระทั่งมุ้ง  ผมถามว่า "เวลากลางคืนลุงอยู่ยังงัยครับ" ลุงแกตอบผมว่า "กลางคืนใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด ถ้ามียุงก็ใช้น้ำมันก๊าดทาตัวนิดหน่อย"  ผมเลยถามต่อว่า "ลุงครับน้ำมันก๊าดช่วยไล่ยุงได้เหรอครับ" ลุงยิ้ม ๆ แล้วตอบว่า "ได้สิ น้ำมันก๊าดมันเหม็น ยุงมันไม่กล้าเข้าใกล้ " ผมเลยถึงบางอ้อ ลุงแกพูดต่อว่า "แต่ตอนนี่หาซื้อน้ำมันก๊าดยาก ร้านที่ซื้อประจำก็หมด" ว่าแล้วลุงแกก็หยิบขวดใส่น้ำมันก๊าดขึ้นมาให้ผมดูซึ่งในขวดมีน้ำมันก๊าดเหลืออยู่นิดหน่อยกะประมาณเอาด้วยสายตาคาดคงใช้ได้อีกไม่เกินสัปดาห์ ผมนึกในใจ "ต่อไปลุงแกจะทำยังงัยกันเนี่ย

..........ผมสอบถามข้อมูลลุงต่อไปว่า "ลุงครับแล้วตอนนี้ลุงทำอะไรครับ" ลุงแกตอบว่า " ก็หาปลาแถวชายฝั่งนี่แหละ ได้บ้างไม่ได้บ้าง กินไปวัน ๆ " พูลพลางหยิบอวนเก่า ๆ ขึ้นมาให้ผมดู สภาพเก่าจริง ๆครับ ผมนึกในใจว่าปลาเห็นคงไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยมั๊ง ผมเลยถามลุงไปว่า " ลุงอยากได้อวนใหม่มั๊ยครับ" คราวนี้ผมเห็นนัยน์ตาลุงแกเป็นประกายพร้อมรอยยิ้ม ที่ผมเห็นแล้วหัวใจพองโตมาก  ลุงตอบผมแบบเกรงใจว่า "ถ้าได้ก็ดี แต่ไม่ต้องใหญ่หรอกเอาแบบเล็ก ๆ ก็พอ" ว่าแล้วลุงแกก็เลยชวนคุยเรื่องหาปลาซะพักใหญ่ ผมเห็นลุงแกเล่าพร้อมรอยยิ้มตลอดเวลา มันทำให้ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกภูมิใจในอาชีพยังงัยไม่รู้บอกไม่ถูกจริง ๆ

............ผมนั่งฟังลุงแกพูด ดูแกมีความสุขในชีวิตมาก บางทีอาจจะมีความสุขมากกว่าพวกเรา หรือมากกว่าคนรวย ๆ ซะอีก แก่บอกว่า "ลุงอยู่อย่างนี้ก็สบายดี อยู่ใกล้น้ำใกล้ทะเล หากินไปวัน ๆ ไม่ต้องรบกวนใคร ค่ำก็นอน อยู่อย่างนี้ก็มีความสุขดี ชีวิตต้องการแค่นี้แหละมีความสุขแล้ว จะออกไปข้างนอกก็เดินเอา ได้ออกกำลังกายด้วย อบต.เคยสร้างบ้านให้แต่สร้างไกลจากทะล บ้านใหญ่โตนะ แต่อยู่ไม่ได้ มันหากินลำบาก ไม่ชินกับการอยู่แบบนั้น เลยกลับมาอยู่ที่เดิมมีความสุขกว่าเยอะ ลูกชายก็ไปทำงานที่จันท์ มันก็ลำบาก" ถึงตอนนี้ผมเลยถามว่า อบต.สร้างบ้านให้แล้วลุงไม่อยู่ อบต.เขาว่ายังงัยบ้างครับ ลุงก็ตอบกลับมาว่า "เขาก็ไม่ว่าอะไรนะ ก็ลุงอยู่ไม่ได้" (นี่แหละจุดอ่อนของนโยบายรัฐ แนวคิดดีแต่แก้ปัญหาไม่ได้ จะสร้างบ้านให้ทั้งทีก็ต้องสร้างในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งคนจนอย่าว่าแต่มีเอกสารสิทธิ์เลย ที่ดินซุกหัวนอนตารางนิ้วยังไม่มี ทำให้ได้แต่เขาอยู่ไม่ได้ มันไม่ใช้วิถีชีวิตเขา ไกลที่ทำมากินเขา เขาก็เลยไม่อยู่)

.........มาถึงคำถามสุดท้ายก่อนจาก ผมถามลุงว่า "แล้วลูกลุงมาเยี่ยมบ้างมั๊ย" ลุงแกก็ตอบด้วยนำเสียงธรรมดาพร้อมรอยยิ้มเหมือนเดิมว่า "ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมหรอกเพราะเขาก็ต้องทำงานมาเงิน เขาก็ลำบาก ลุงบอกเขาว่าไม่ต้องมาเยี่ยมหรอก เอาไว้ลุงป่วยแล้วค่อยมาเยี่ยม หรือถ้าลุงตายก็ค่อยมาเก็บกระดูก ตอนนี้ยังสบายดี" คำตอบนี้ทำให้ผมคิดว่านี่แหละคนเป็นพ่อ ตัวเองจะอยู่อย่างไรไม่สำคัญ ขอให้ลูกสบายก็พอ 

......ถึงตอนนี้ได้เวลากลับ ผมยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกนับถือมากๆ พอก้าวเท้าเดินออกมา ผมก็หันกลับไปบอกกับลุงว่า "ลุงครับผมจะหาอวนใหม่มาให้นะครับ ผมสัญญา" ลุงยิ้ม แล้วพูดว่า "โชคดีนะ" ผมเดินกลับมาด้วยความรู้สึกมีความสุขมาก ภูมิใจในงานที่เราทำมาก ๆ ก่อนกลับสำนักงานไม่ลืมแวะเอามอเตอร์ไซด์คู่ชีพที่ฝากไว้ที่ร้านขายของชำ เลยไม่ลืมถามว่าที่ร้านขายน้ำมันก๊าดมั๊ย คำตอบของเจ้าของร้านทำให้ผมสบายใจขึ้นอีกเยอะ เจ้าของร้านตอบว่า " ยังขายอยู่ แต่ตอนนี้หมดยังไม่ได้ซื้อมา ยังขายต่อแหละ เพราะลุงเขามาซื้อประจำ สงสารแก" ผมเลยถึงบางอ้อ ที่ผมมานั่งคุยตั้งนานที่แท้เป็นร้านประจำของลุงนี่เอง แต่ไกลกับบ้านลุงมากโขทีเดียว

..........ผมรีบกลับมาที่สำนักงานเปิดคอมพิวเตอร์ทำบันทึกเสนอนายอำเภอทันที พร้อมทั้งเสนอให้จังหวัดทราบด้วย ผมตั้งใจว่าต้องทำตามสัญญาให้ได้

           .........วันนี้มีความสุขจัง ความสุขมิได้อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่อยู่ที่จิตใจเราต่างหาก ถ้าใจเรามีความสุข รู้จักพอชีวิตก็มีความสุข อย่างเช่นลุงที่ผมเจอวันนี้..............

                                                                                "คนลุ่มน้ำ"